Legend of Freddie Mercury

legend

เหตุที่เขียนเรื่องนี้เป็นเพราะ ได้มีโอกาสไปชมภาพยนตร์เรื่อง Bohemian Rhapsody ซึ่งเป็นภาพยนต์อัตชีวประวัติของวง Queen ที่กล่าวถึงการก่อตั้ง การรวมตัวของสมาชิก แรงบันดาลใจการแต่งเพลง และจบลงที่วง Queen ประสบความสำเร็จสูงสุด

หากเปรียบเทียบแล้ว ลักษณะความรู้สึกของผู้รับชมนั้น ก็คล้าย ๆ กับผู้ชมที่ได้ดูเรื่อง Fantastic Beast & Where to Find Them ทั้งสองภาค ที่ผู้ชมทั่วไปก็จะรู้สึกสนุกประมาณหนึ่ง แต่ถ้าเป็นแฟนหนังสือของ Harry Potter คุณจะรู้สึก “ว้าว” แทบทุกครั้งเมื่อตัวละครที่คุณหลงรักปรากฏตัวออกมาให้คุณได้รับชม Bohemian Rhapsody เองก็เป็นเช่นนั้น แต่สำหรับแฟนเพลงวง Queen น่าจะหนักกว่า ตรงที่เขาไม่ได้เพียงแค่รู้สึกตื่นเต้นหรือสนุก แต่น้ำตาไหลเลยครับ ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นโดยเฉพาะความพีคช่วงท้ายของภาพยนต์ที่วง Queen ได้ไปแสดงบนคอนเสิร์ต Live Aid ที่ระดมทุนช่วยประเทศแอฟริกา และสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ตัวเอกคงเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจาก เฟร็ดดี เมอร์คูรี (Freddie Mercury) และนี่คือที่มาและตำนานของเขา 

ชายมีหนวดใส่เสื้อกล้ามสีขาวกับกางเกงยีนส์ ร้องเพลง We will Rock You  คือภาพแรกที่ผมได้รับรู้เรื่องราวของเขาในฐานะนักร้องนำวง Queen ของ Freddie ความรู้สึกที่ได้รับ คือพลังในการแสดงที่มีอย่างล้นเหลือ เขาเป็นนักร้องที่โดดเด่นทั้งการร้องการแสดง เสน่ห์ส่วนตัว หน้าตาอันเป็นเอกลักษณ์จดจำได้ง่าย เป็นนักร้องที่หาได้ยากในหลายทศวรรษที่ผ่านมา เรื่องราวชีวิตของ Freddie เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 5 กันยายน 1946 ณ รัฐสุลต่านแซนซิบาร์ซึ่งเป็นรัฐที่ปกครองโดยประเทศอังกฤษ ปัจจุบันคือประเทศตูนิเซีย ซึ่ง Freddie นั้นเป็นชาวปาร์ซีหรือ เปอร์เซีย (คนเชื้อสายปาร์ซีคือกลุ่มคนผู้นับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ เป็นชนดั้งเดิมในอินเดีย ภายหลังถูกรุกรานโดยชาวอาหรับและหันไปนับถือศาสนาอิสลาม) โดยในวัยเด็ก Freddie อาศัยอยู่ในอินเดียก่อนที่จะย้ายไปอาศัยที่ประเทศอังกฤษกับครอบครัว 

Freddie นั้นมีความสามารถรอบด้าน โดยเขาได้เริ่มเรียนเปียโนและเรียนร้องเพลงมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และเคยตั้งวงดนตรีกับเพื่อนมาตั้งแต่สมัยยังอายุเพียงแค่ 12 ปี  สามารถทำเมโลดี้และเขียนเนื้อเพลงได้ด้วยตนเอง อีกทั้งร่ำเรียนมาทางด้านศิลปะและกราฟฟิกดีไซน์ ซึ่งทำให้เขานำมาสู่คอสตูมแปลก ๆ ในแต่ละอัลบั้ม แต่สิ่งหนึ่งที่อาจจะเป็นจุดด้อยของเขาก็คือเรื่องนั่นคือฟันของเขาที่เหยินและใหญ่และเยอะกว่าคนอื่น โดยปกติคนทั่วไปนั้นจะมีฟันบนคู่หน้าตรงกลางเพียงสองซี่ แต่ Freddie มีถึง 4 ซี่ อีกทั้งมีขนาดใหญ่กว่าคนอื่นเป็นพิเศษ

ตอนที่ Freddie สมัครเป็นนักร้องนำ นักดนตรีคนอื่นหัวเราะเยาะว่า “จะร้องเพลงได้อย่างไร ฟันยื่นออกมาซะขนาดนี้” แต่เมื่อเขาร้องเพลง ทุกคนกลับอึ้งกับเสียงของเขา เป็นเหตุให้ Freddie ได้พูดคืนว่า“ฟันเหยินทำให้ฉันมีปากกว้างขึ้น ร้องเพลงได้ดีขึ้น” จากจุดด้อยดังกล่าวได้กลายมาเป็นจุดเด่นที่ใคร ๆ ก็ไม่สามารถมาแทนที่ได้นั่นเอง 
สไตล์การร้องของ Freddie นั้นหาใครเทียบยากครับ เขาร้องได้หลากหลายแนว หลายโทนเสียง ทั้งขึ้นโน้ตสูงสุดและลงมาต่ำสุด ก็สามารถทำได้ อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นอกลักษณ์ของเขาก็คือ แนวทางดนตรีของเขานั้นมีเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครทั้งนี้เกิดมาจากความกล้าที่จะคิดกล้าที่จะทำ ไม่ทำตามสูตรสำเร็จของค่ายเพลงทั่วไป หลายเพลงของเขามีการผสมแนวเพลงลงไปอย่างหลากหลายทั้ง Rock, Classic หรือ Soul ยกตัวอย่างในเพลง Somebody to love ที่ใส่ส่วนผสมของร็อคและการประสานเสียงแนววงไควน์ในโบสถ์ 

หรือ Bohemian Rhapsody ที่ผสมเพลงป๊อป คลาสสิกร็อค รวมถึง โอเปร่า เข้าไป แน่นอนครับความคิดดังกล่าวนั้นเป็นความคิดที่ บ้า แปลก แหวกแนว เอาเสียมาก ๆ แถมเพลงที่ออกมายังมีความยาวถึง 6 นาที ทั้งที่เพลงทั่วไปมีความยาวแค่ 3 นาทีกว่าๆเท่านั้น แต่ด้วยความที่จะไม่เหมือนใคร Freddie และวงยอมแม้กระทั่งที่จะแตกหักกับทางค่ายเพราะเพลงดังกล่าว และเลือกที่จะไปนำเสนอกับทางรายการวิทยุเอง ซึ่งท้ายที่สุด Bohemian Rhapsody ก็กลายเป็นเพลงฮิตตำนานอีกหน้าหนึ่งของวงการเพล

สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อดีของ Freddie คือไม่รอให้โอกาสวิ่งเข้ามาหา แต่เป็นเขาเองที่กล้าและชักชวนทุกคนวิ่งเข้าใส่โอกาส ยอมทุกอย่างเทหมดหน้าตัก แม้กระทั่งตอนทำเพลงแรก ๆ ของวง ไม่มีเงินที่จะทำอัลบั้มยังยอมขายรถตัวเองเพื่อนำเงินมาทำอัลบั้ม จนสุดท้ายออกมาเป็นอัลบั้มแรกที่มีชื่อเดียวกับวง “Queen” ออกมาในปี  1973 และเมื่อตัวเองสร้างโอกาสได้และโชควิ่งเข้าหา Freddie และเพื่อน ๆ ก็ทำอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู จ้างร้อยเล่นล้าน จนเมื่อเวลาล่วงเลยวง Queen สั่งสมชื่อเสียงมาเรื่อย ๆ และอะไรก็ฉุดพวกเขาไม่อยู่ จนมาพีคสุด ๆ ในปี 1975 ในอัลบั้มที่ 4 Night at the Opera  ซึ่งเป็นอัลบั้มที่มีชื่อเสียงที่สุดของวง Queen ก็กลายเป็นวงร็อคที่ติดลมบน เป็นตำนานของวงการ 
ด้วยชื่อเสียงที่มากขึ้นทำให้วง Queen ได้ออกทัวร์ทั้งในอเมริกาและและทางเอเชียโดยมาจัดการแสดงที่ประเทศญี่ปุ่น อีกทั้งเป็นวงแรกที่จัดการแสดงในสนามกีฬาในทวีปอเมริกาใต้ในปี 1981 โดยแสดงต่อหน้าคนดูมากกว่า 131,000 คนใน เซา เปาโล ประเทศบราซิล ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดของโลก อีกทั้งเป็นวงที่เปิดการแสดงในรายการ  Rock in Rio มหกรรมดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกในปี 1985 และในปีเดียวกัน ในคอนเสิร์ต Live Aid คอนเสิร์ตที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 1985 โดยบ็อบ เกลดอฟ เพื่อระดมเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้เนื่องจากความแห้งแล้งในประเทศเอธิโอเปียทวีปแอฟริกา ที่สนามกีฬาเวมบลีย์ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีผู้ชมในสนามประมาณ 72,000 คน มีการถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียม และถ่ายทอดโทรทัศน์ไปมากกว่า 100 ประเทศ มีจำนวนผู้ชมประมาณ 1,500 ล้านคน คอนเสิร์ตนี้วงควีนเข้าร่วมด้วย และพวกเขาได้ทำให้ทั่วทั้งโลกร้องเพลงไปกับเขา เต้นไปกับเขา ปรบมือไปกับเขา และนับเป็นคอนเสิร์ตที่ถูกกล่าวถึงและเป็นที่จดจำมากที่สุดของวง Queen และตัว Freddie อีกด้วย 

ภาพคอนเสิร์ตนี้ได้ปรากฏจำลองอยู่ในภาพยนตร์ช่วงท้ายของเรื่อง Bohemian Rhapsody ซึ่ง เรมี มาเลค นักแสดงผู้รับบทเป็น Freddie ได้ถ่ายทอดความเป็น Freddie และจำลองภาพออกมาได้ตราตรึงใจ เสมือนกับเป็นตัว Freddie มาแสดงปรากฏตัวให้แฟน ๆ เพลงเห็นอีกครั้ง 

ชีวิตของ Freddie โลดโผนมากครับ ใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า ไปจนสุดทางรวมถึงเรื่องชีวิตส่วนตัวของเขาด้วย เขาเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าเขาเป็นพวกรักข้ามเพศ ทั้งที่ในสังคมสมัยนั้นค่อนข้างที่จะปิดกั้นในเรื่องพวกนี้ แต่เขาก็ทำให้ทุกคนมองข้ามเพศสภาพของเขาไปได้และมองไปที่ผลงานของตัวเขาเอง และด้วยความสุดใช้ชีวิตอย่างไม่ยั้งคิดเขาก็ได้ติดเชื้อ HIV จากการมีเพศสัมพันธ์แบบสุดลิ่มทิ่มประตูของเขา ซึ่งในตอนแรกนั้นเขาเลือกที่จะปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ (ในคอนเสิร์ต Live Aid ก็เริ่มป่วยแล้ว) สุดท้ายในวันที่ 23 พฤศจิกายน ค.ศ. 1991 เขาได้แถลงยอมรับว่า เขามีอาการป่วยด้วยโรคปอดบวมซึ่งเป็นผลพวงมาจากการติดโรคเอดส์นั่นเอง และในวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 1991 เขาก็ได้เสียชีวิตลงเป็นอันปิดตำนานนักร้องชื่อก้องโลก อย่างไม่มีวันกลับ 

เราได้ข้อคิดในหลาย ๆ เรื่องในตัว Freddie ทั้งในเรื่องที่ควรทำ และเรื่องที่ไม่ควรทำ แม้ว่าชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร จะมีนิสัยอย่างไร เพศสภาพรสนิยมอะไร มีใครกล่าวว่าร้ายเขาเพียงไหน แต่ไม่มีใครเลยที่บอกว่า Freddie ไม่ใช่จุดสุดยอดของวงการ และเขายังเป็นแรงบันดาลใจให้กับวงร็อคในยุคหลัง ๆ ต่อมา อาทิ Judas Priest, Iron Maiden, Metallica, Slipknot และอื่น ๆ อีกมากรวมไปถึง Gun & Roses อีกด้วย 

TEXT : Ajiravedh Subarnbhesaj

Back Issue