ส่งความสุขด้วยเสียงหัวเราะ

scoop

Laugh Your Way to Happiness : ส่งความสุขด้วยเสียงหัวเราะ...ชีวิตหลังม่านตลก
อาชีพตลก The Comedian มีมายาวนานตั้งแต่เริ่มมีวงการภาพยนตร์เกิดขึ้น แน่นนอนว่าชาร์ลี แชปลิน คือต้นแบบตลกที่เป็นตำนานของโลก ภายใต้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะนั้น เบื้องลึกเข้าไปในจิตใจพวกเขาเป็นคนตลกจริงเหรอ อาชีพที่ต้องสร้างเสียงหัวเราะให้ผู้คนนั้นกดดันขนาดไหน เบื้องหลังรอยยิ้มอาจมีร่องรอยของน้ำตาก็เป็นได้ ปีใหม่นี้เราขอพาท่านไปทำความรู้จักกับชีวิตตลกอาชีพหลาย ๆ ท่าน ที่จะเปิดหลังม่าน เปลือยชีวิตให้พวกเราได้สัมผัส ชีวิตเขาเหล่านั้นกว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นศิลปินตลกแถวหน้าของเมืองไทยต้องผ่านบททดสอบชีวิตอย่างไร อาชีพที่ทำให้พวกเราคนดูต่างสนุกสนาน อารมณ์ดี และมีความสุข 

The Legend Comedian : ศิลปินตลกที่เป็นตำนาน 

Charlie Chaplin
ชาร์ลี แชปลิน  นักแสดงอังกฤษผู้มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในยุคต้นถึงยุคกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 ของฮอลลีวูด อีกทั้งยังเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ซึ่งมีผลงานโดดเด่นหลายเรื่องด้วยกัน ตัวละครที่เขาแสดงซึ่งมีผู้จดจำได้มากที่สุดคือ “คนจรจัด” (The Tramp) ซึ่งมักปรากฏตัวในลักษณะคนจรจัดซึ่งสวมเสื้อนอกคับตัว สวมกางเกงและรองเท้าหลวม สวมหมวกดาร์บี ถือไม้เท้าซึ่งทำจากไม้ไผ่ และไว้หนวดจุ๋มจิ๋ม แชปลินเป็นบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุดคนหนึ่งในยุคภาพยนตร์เงียบ ดังจะเห็นได้จากการที่เขาทั้งแสดง กำกับ เขียนบท อำนวยการสร้าง และรวมไปถึงประพันธ์ดนตรีประกอบในภาพยนตร์ของเขาเอง
ผลงานเรื่องแรกของเขาคือเรื่อง Caught in the Rain ในเวลา 1 ปี บริษัทคีย์สโตนมีหนังที่แชปลินแสดงถึง 35 เรื่อง แต่ละเรื่องทำรายได้สูงทั้งสิ้น เขาทำงานกับบริษัท เอสซันเนย์ และมิวชวล ฟิล์ม ตามลำดับ กับบริษัทหลังนี้ เขาได้ค่าจ้างอาทิตย์ละ 20,000 เหรียญ ค่าตัวของแชปลินเพิ่มเป็นปีละ 1 ล้าน 2 แสนเหรียญ เมื่อทำสัญญากับบริษัทเฟิสต์ เนชั่นแนล ในเวลานั้นแชปลิน กลายเป็นมหาเศรษฐีย่อย ๆ คนหนึ่ง และกลายเป็นอัจฉริยะศิลปินของโลก
ช่วงบั้นปลายชีวิต ชาร์ลี แชปลิน พำนักอยู่กับอูนาและลูก ๆ ที่สวิตเชอร์แลนด์ ในปี1975 เขาได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ให้เป็น เซอร์ชาลส์ สเปนเซอร์ แชปลิน จูเนียร์  
ถัดมาอีก 2 ปี ในวันคริสต์มาส 25 ธันวาคม 1977 ชาร์ลี แชปปลิน ก็ถึงแก่กรรมอย่างสงบ ปิดฉากอัจฉริยนักแสดงดาวตลกระดับโลกผู้เป็นไอดอล ของนักแสดงหลาย ๆ คน ไปด้วยวัย 88 ปี  

Mr. Bean
มิสเตอร์บีน เป็นละครตลกของประเทศอังกฤษ ซึ่งแสดงและเขียนบทโดย โรวัน แอตคินสัน เริ่มออกอากาศเมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2533 ถึง 31 ตุลาคม พ.ศ. 2538 ฉายทางช่อง ITV ประเทศอังกฤษ สำหรับประเทศไทย ได้ฉายทาง สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ช่วงปี พ.ศ. 2540  บทบาท มิสเตอร์บีน นี้ติดตัว โรวัน แอตคิน จนเขาต้องแสดงเป็นคาแรคเตอร์แบบนี้แทบทุกเรื่อง
โรวัน แอตคินสัน เป็นนักแสดงบทตลกและเป็นนักเขียนบทละครชาวอังกฤษที่มีชื่อเสียงมาก ถูกจัดอันดับจากหนังสือพิมพ์ดิออบเซิร์ฟเวอร์ให้เป็น 1 ใน 50 นักแสดงตลกของอังกฤษที่ตลกที่สุด และเป็นนักแสดงตลกชั้นนำ 50 คนแรกในปี 2005 จากผลการสำรวจความเห็นของผู้ที่ชมรายการตลก เขายังประสบความสำเร็จในผลงานแสดงภาพยนตร์เรื่อง มิสเตอร์บีน, มิสเตอร์บีน พักร้อนนี้มีฮา, พยัคฆ์ร้ายศูนย์ ศูนย์ ก๊าก, พยัคฆ์ร้าย ศูนย์ ศูนย์ ก๊าก สายลับกลับมาป่วน
แอตคินสัน จบปริญญาตรีวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล แล้วศึกษาต่อที่ควีนส์คอลเลจ มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ระหว่างศึกษาปริญญาโทนี้ เขาได้ร่วมชมรมการแสดงของมหาวิทยาลัย และได้พบกับริชาด เคอร์ทิส และร็อบบิน ดริสคอล ซึ่งได้ร่วมงานสร้าง มิสเตอร์บีน ในเวลาต่อมา
แอตคินสัน เข้าสู่วงการแสดงในปี ค.ศ. 1983 จากบทตัวประกอบในภาพยนตร์ เจมส์ บอนด์ ตอน พยัคฆ์เหนือพยัคฆ์ เป็นภาพยนตร์เจมส์บอนด์อย่างไม่เป็นทางการ ที่นำแสดงโดย ฌอน คอนเนอรี่

Thailand Comedian Super Group : คณะตลกที่เป็นตำนานของเมืองไทย
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนครับว่าคณะตลกในเมืองไทยนั้นมีมากมายหลายคณะ แต่เราขอนำเสนอคณะที่เป็นตำนานและเป็นช่วงรอยต่อในแต่ละยุคมานำเสนอให้ท่านได้พอทราบเรื่องราวของคณะตลกคาเฟ่ในเมืองไทยพอสังเขป ในช่วง พ.ศ. 2520-2540 จัดเป็นยุคทองของตลกและคาเฟ่อย่างแท้จริง มีค่ายวิดีโอหลายค่ายถึงกับบันทึกการแสดงในคาเฟ่ของแต่ละคณะออกจำหน่าย หลังจากนั้นตลกก็ขึ้นสู่จอแก้วและคาเฟ่ก็ค่อย ๆ เสื่อมความนิยมลงไปตามยุคสมัย

สี่สี
ตลกคณะแรกในเมืองไทย สมาชิกได้แก่ สีเผือก, ศรีสุริยา, เทพ เทียนชัย, สีหมึก โดย สีเผือก และ ศรีสุริยา สองคู่หูที่มาเป็นนักแสดงตลกแนวใหม่โดยเล่นตลกแบบมีบท มีการแสดง จุดเด่นคือไว้ผมม้าดูขบขัน โด่งดังมากในยุคนั้น และกลายเป็นต้นแบบให้แก่ตลกรุ่นหลัง ๆ ทั้งทรงผม และจำนวนคนในคณะศรีสุริยา เติบโตมาจากสลัมย่านตอกสาเก พ่อเป็นศิลปินเก่า เขาจึงมีความรักในศิลปะการแสดง เป็นมือกลองอยู่วงดนตรี และย้ายสังกัดไปเรื่อยทำให้เขามีความรู้ทางดนตรีและเพลงอย่างดี จนชีวิตโคจรมาพบกับดาวตลกที่เป็นโฆษกวงดนตรี ฟ้าบางกอก นั่นคือ สีเผือก สีเขียว และ ศรีไพรใจพระ ท่ามกลางเพื่อนตลกทำให้เขาหันมาเอาดีทางการแสดงตลก โดยจับคู่กับสีเผือก ศรีสุริยาเคยอยู่กับวงดนตรีลูกทุ่งมากมาย จนมาเจอกับ เทพ เทียนชัย จึงจับมือกันตั้งวงสามทโมนเมือง ส่วนสีเผือก เป็นข้าราชการกรมศิลปากร มีความสามารถทางการร้องรำดีมาก ภายหลังก็ขยายคณะเพิ่มออกมาเป็น 4 คน ใช้ชื่อว่าคณะตลกสี่สี สีหมึกรับราชการตำรวจเป็นอาชีพประจำ ส่วนเทพ เทียนชัย มีหน้าตาเหมือนผี และมักเล่นเป็นม้าจนเป็นมุกตลกประจำตัว เทพ เทียนชัย เป็นเด็กสลัมก่อนจะมาทำงานเก็บบัตรในโรงหนังเล็ก ๆ จากนั้นมาเป็นเด็กยกไฟให้แก่อัศวินภาพยนตร์ ต่อมาอยู่กับคณะกายกรรม นครไทยกายกรรม เมื่อเริ่มมีชื่อเสียงจึงไปเป็นโฆษก และแสดงตลกอยู่วงดนตรีลูกทุ่ง เมื่อมาอยู่ในคณะสี่สีก็เป็นที่รู้จักจนได้แสดงหนังอีกหลายเรื่อง เป็นที่โด่งดังในปลายยุค 70-80

เด่นเด๋อเทพ 
คณะตลกระดับตำนาน ก่อตั้งตอนประมาณ พ.ศ. 2520 เป็นตลกคาเฟ่คณะแรก ๆ ของเมืองไทย ส่วนใหญ่เล่นตามคาเฟ่ ย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่ โดยเริ่มจาก เด่น ดอกประดู่ และ เด๋อ ดอกสะเดา ออกมาจากการเป็นตลกวงดนตรีลูกทุ่งมาเล่นกับคณะสีสี่ แล้วออกมาตั้งคณะร่วมกับเด๋อ ดอกสะเดา 2 คนเล่นด้วยกันอยู่ประมาณ 4 เดือน เด๋อจึงชักชวนลูกน้องสมัยอยู่วงเพลิน พรหมแดน คือ เทพ โพธิ์งาม มาเล่นด้วย จึงกลายเป็นตลกตำนาน “เด่นเด๋อเทพ” ในที่สุด มีผลงานทั้งจอแก้วจอเงินมากมาย

เชิญยิ้ม
เชิญยิ้ม เป็นคณะตลกที่โด่งดังคณะหนึ่งในเมืองไทย ก่อตั้งและนำโดย 4 คน สรายุทธ สาวยิ้ม, โน้ต เชิญยิ้ม, เพชร โพธิ์ทอง, ศรีหนุ่ม เชิญยิ้ม โดยศรีหนุ่ม มาจากลูกทุ่งดารา สุริยา ชินพันธุ์ ส่วนโน้ต เชิญยิ้ม มาจากคณะลิเกบรรหาร ศิษย์หอมหวล และนาคศิริ สรายุทธ มาจากคณะลิเกมันทะลุฟ้า ต่อมาเมื่อ เพชร โพธิ์ทอง ออกจากคณะ มาอยู่วงลูกทุ่ง สรายุทธ สาวยิ้ม ก็เลยดึง เป็ด เชิญยิ้ม มาจากตลก 4 ทะเล้น ในปี พ.ศ. 2525 สรายุทธ สาวยิ้ม เสียชีวิตเพราะถูกยิงโดยคนเมาที่ทะเลาะกันที่ ออสการ์ คาเฟ่ (ออสการ์ อพาร์ทเมนท์ในปัจจุบัน) คณะเชิญยิ้มก็เลยถึงจุดหักเห จึงดันอ้วน เชิญยิ้ม มือกลองของคณะขึ้นมาเล่นแทน และต่อมาก็ได้แตกหน่อมาเป็นคณะย่อย ๆ หลายคณะ กระทั่งถึงปัจจุบันนี้ คณะเชิญยิ้มจึงกลายเป็นนามสกุลของตลกจำนวนมาก เรียกได้ว่าเป็นคณะตลกที่มีสมาชิกมากที่สุดก็ว่าได้

ชวนชื่น
ชวนชื่น เป็นกลุ่มคณะตลกที่เป็นลักษณะครอบครัว ของ “พ่อดม” หรือ อุดม ทรงแสง โดยมีพื้นฐานจากการเป็นคณะลิเกมาก่อน ก่อตั้งมาตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2525 เป็นคณะตลกที่รวมกันมามากกว่า 30 ปี นอกจากรับงานแสดงตลกตามที่ต่าง ๆ ยังตั้งบริษัทรับจัดงานแสดงโชว์ ผลิตรายการโทรทัศน์อีกด้วย ผลงานที่ผ่านมา อาทิ ผลิตรายการชวนชื่นคาเฟ่, ชวนชื่นโชว์, เฮฮาปาร์ตี้ เป็นไทย, หนึ่งบวกสามฮาและรายการชวนชื่นเธียเตอร์ หลายคนในคณะได้กลายเป็นที่รู้จักในวงการบันเทิง อาทิ จิ้ม ชวนชื่น, จอย ชวนชื่น, แจ๊ส ชวนชื่น, ค่อม ชวนชื่น และแอนนา ชวนชื่น เป็นต้น

Behind The Scenes : ชีวิตหลังม่านตลก

ผดุง ทรงแสง หรือ แจ๊ส ชวนชื่น : Teen Idol แห่งวงการตลก
ลูกชายคนสุดท้องของพ่อดม และเป็นน้องเล็กแห่งคณะชวนชื่น เขาเติบโตมาในช่วงที่อาชีพตลกเฟื่องฟู คาเฟ่เป็นสถานบันเทิงยอดนิยม ซึมซับความเป็นตลกจากสายเลือดและคลุกคลีมาตั้งแต่เด็ก เขายอมรับอย่างหน้าชื่นมื่นว่าความฝันในวัยเด็กคือการเป็นศิลปินตลก ส่วนอาชีพอื่นอย่างนักแสดงและนักร้องคือผลพลอยได้ 
“ชีวิตผมไม่ลำบาก พ่อตามใจผมมาก เพราะอาจเป็นช่วงที่เขามีเงินด้วย ผมว่าผมถูกเลี้ยงมาแบบสบายกว่ายุคพี่ ๆ ผมมีแม่ทั้งหมด 4 คน ผมเป็นลูกคนสุดท้อง เป็นคนที่ 15 ครับ ตอนเช้าก่อนผมไปโรงเรียนพ่อก็จะกลับมาบ้านพอดี อยากได้อะไรก็ให้แต่ไม่ถึงกับสปอยนะครับ เกม สเก็ตบอร์ด ฯลฯ แต่ผมมาเกเรเพราะติดเพื่อนมากกว่า ไม่ชอบเรียน ติดเที่ยวเล่น
“ผมเลือกที่จะเป็นตลกด้วยตัวเองครับ เพราะเราชอบ คือเห็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ ช่วงประถมผมจะซึมซับมาก คณะชวนชื่นเป็นตลกชุด ในหนึ่งสัปดาห์จะต้องมาซ้อมคิวซ้อมมุกกันที่บ้านเรา เขาก็นั่งซ้อมกันผมกลับมาจากโรงเรียนก็จะเดินผ่านสวัสดีพี่ ๆ น้า ๆ แล้วก็เดินขึ้นบ้านไปแอบฟังเขาซ้อมเขาเล่นกันตรงหัวบันได ฟังว่าเขาคุยอะไรกัน และอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการเล่นตลกเขาก็เก็บไว้ที่บ้านผม วันเสาร์-อาทิตย์ ผมก็จะเอาอุปกรณ์พวกนี้มาเล่น ชวนชื่นเป็นคณะที่ใช้อุปกรณ์เยอะครับอย่างเรื่องซาวน์ประกอบก็จะอัดใส่เทปและไปเปิดบนเวทีเอาไมค์จ่อ การแสดงจะเป็นแนวน้อง ๆ ละครเวทีเลยครับ ผมก็จะได้สัมผัสมาตั้งแต่เด็ก และผมก็จะตามไปดูเขาแสดงกัน ได้ดูพี่จิ้ม พี่จอย น้าค่อม เล่นกันสด ๆ ผมชอบการแสดงตลกแต่ก็ไม่ได้บอกใคร
“เข้าคณะชวนชื่น เพราะช่วงมัธยมต้นผมเกเรมาก ไม่เรียนจนโรงเรียนเชิญผู้ปกครอง แม่ก็เอือมระอากับผมมาก ตีก็แล้วด่าก็แล้ว จนถึงขั้นไล่ผมออกจากบ้าน แต่พ่อดมก็ไปตามผมกลับมา ท่านก็ถามว่าไม่เรียนแล้วจะทำอะไร ผมก็บอกว่าผมอยากเล่นตลก วันรุ่งขึ้นพ่อก็เลยพาไปคุยกับพี่จิ้มไปฝากเข้าคณะ จำได้เลยว่าวันนั้นผมเพิ่งโกนหัวเพราะโดนทำโทษจากโรงเรียนตัดผมแหว่งมา ใส่กางเกงขากระดิ่งลูกฟูก ขาบาน ๆ เสื้อเชิ้ตลายสก๊อตตัวใหญ่ ๆ วันนั้นคณะชวนชื่นเขามีงานจ้างที่มหาวิทยาลัยตอนกลางวันพอดี ก็เห็นพ่อคุยท่าทางซีเรียสกับพี่จิ้ม สุดท้ายก็เลยได้เข้าคณะเริ่มจากเป็นเด็กขนของก่อนครับ ทำอยู่ประมาณปีนึงถึงได้เริ่มขึ้นเวที คือพี่จิ้มแกอยากให้เราได้ซึมซับวิชาก่อน
“ผมเริ่มอาชีพตลกด้วยหน้าที่ตัวปู เพื่อจะให้อีกคนมาตบมุก ตอนนั้นยังเด็กมาก พอดีว่าตัวปูที่คณะขาดพอดี พี่จิ้มเลยให้ผมลองเล่นดู เพราะผมจำมุกเขาได้หมด แต่ว่าตัวปูที่ดีเนี่ยเสียงต้องมีพลัง ดูมีพาวเวอร์ ต้องคุมทุกคนได้ นึกภาพเป็นน้าค่อมก็ได้ ถ้าเป็นผมในปัจจุบันอายุเท่านี้มีประสบการณ์แบบตอนนี้ผมว่าเหมาะแล้ว แต่ตอนนั้นมันไม่ได้ เด็กอายุ 16 เสียงก็แปร๋น ๆ เดินเก้ ๆ กัง ๆ มุขช่วงแรก ๆ ก็ลื่นไหลมาได้ตลอด แต่พอต้องเล่นเยอะขึ้น มุขเยอะขึ้นบางทีก็ลนบ้างจำไม่ได้บ้าง 
“เคยช๊อตตื่นเต้นจนจำอะไรไม่ได้หัวเบลอไปหมด พูดติด ๆ ขัด ๆ ใจมันเสียแล้ว แต่ก็ต้องประคองให้เล่นจนจบ พี่ ๆ ในคณะเขาก็ช่วยขำกัน ชงให้เป็นมุกว่าเราตื่นเต้น แต่จริง ๆ คือเราเบลอ วันนั้นหลังจบการแสดงผมร้องไห้กลางเวทีเลย ไหวพริบสำคัญมาก แม้เราจะฝึกจะเรียนมาเท่าไหร่แต่สถานการณ์เฉพาะหน้ามันต้องไปได้ เพราะมันไม่เหมือนเดิมหรอก สถานที่เปลี่ยนคนดูเปลี่ยน มุกเดิมอาจจะขำมากกับอีกที่แต่อาจไม่เวิร์คกับอีกที่ก็ได้ ดังนั้นไหวพริบและสติสำคัญที่สุดครับ
“ทุกวันนี้ผมผ่านประสบการณ์มาเยอะพอสมควร แต่ก็ยังอยากจะบอกว่าตลกเป็นอาชีพที่โคตรยากครับ มันเป็นศาสตร์ที่เรียนรู้ได้ไม่จบ คนที่นิสัยตลกก็จะเป็นอีกแบบนะ ไม่เหมือนกัน เพราะนี่คืออาชีพตลก ทุกอย่างต้องฝึกฝน ตั้งแต่จับไมค์ เรียงคำพูด หาคำมาใช้ ต่อมุก ซ้อม ตลกคืออาชีพกึ่ง ๆ นักพูด แต่สื่อสารให้ออกมาตลกแทน ต้องอ่านหนังสือ อ่านข่าว ต้องเขียน ต้องฝึกพูด ต้องเปิดรับข้อมูลเยอะ ๆ อย่างอาชีพนักแสดงเขาจะต้องอ่านบทและฝึกการแสดงให้สมบทบาทใช่ไหมครับ คนอื่นว่าการแสดงอาจจะยากแต่สำหรับผมอาชีพตลกยากกว่านั้นมาก จนทุกวันนี้ผมก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเก่งนะครับ คิดว่าแค่ทำได้ตั้งใจทำให้ดีที่สุดในช่วงเวลานั้น 
“ผมไม่มั่นใจในตัวเองเลยนะ เวลาที่มีคนขำหรือตลกมุกที่ผมเล่นผมมักคิดว่าว่าฟลุคตลอด ผมคิดว่าผมแค่มีวิชาติดตัวกับประสบการณ์เท่านั้นเอง ไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่งเลยนะ สำหรับเราจะคิดทุกครั้งว่าที่เล่นไปมันยังไม่สุด ยังต้องได้มากกว่านี้คิดทุกครั้งนะ ไม่เคยพอใจเลยครับ บางทีก็คิดไม่ออกนะว่าจะเล่นมุกใหม่ ๆ แบบไหน บางทีผมว่าตลกยุคนี้ไม่มีคาเฟ่ให้ฝึกหรือให้แสดงทุกวันแบบก่อนด้วย เมื่อก่อนคิดมุกใหม่ ๆ ก็เอาไปเล่นโชว์ในคาเฟ่ดูฟีดแบคได้เลย แต่ปัจจุบันในรายการทีวีเขามีคนมารอขำให้เสียงหัวเราะเสร็จสรรพ ผมเลยไม่สามารถรู้ได้ว่ามุกนี้มันขำจริง ๆ หรือเป็นเพราะสัญญาณที่เจ้าหน้าที่บอกให้หัวเราะ ไม่เหมือนยุคคาเฟ่ที่คนหัวเราะออกมาสด ๆ จากใจจากความรู้สึกจริง ๆ 
“ผมคิดว่ายังไม่ประสบความสำเร็จนะครับ ชีวิตผมเป็นกราฟมากเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลงตลอด หลาย ๆ คนน่าจะคุ้นหน้าผมมาตั้งแต่ผมเริ่มเล่นตลก จนช่วงได้มาเล่นหนังก็จะดังขึ้น คนจะจำได้จากหนังเรื่องสุดเขตสเลดเป็ด ขึ้นมานิดนึงก็เงียบอีกแล้ว จนมาพีคที่สุดในชีวิตช่วงมาเป็นนักร้องในวง แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก ตอนออกซิงเกิ้ลแรกนี่ผมว่าถึงขีดสุดในชีวิตแล้ว ได้เดินสายทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศ ได้มาเยอะมากทั้งเงินทั้งความสุขจากไม่เคยนั่งเครื่องบินไปงานก็ได้นั่งจนเบื่อเลย ได้ใช้ชีวิตศิลปิน ได้ทำตามความฝัน ตอนนี้ผมเลยคิดว่าถ้าผมอยากจะทำอะไรผมจะรีบทำเลย อยากไปเที่ยวกับครอบครัวก็จะไปเลยเพราะผมเกินฝันไปแล้ว ตอนนี้คิดแค่จะต้องส่งลูก ๆ เรียนจบจนปริญญาเอาที่สูงที่สุดเท่าที่เขาอยากเรียนให้ได้ คือเราเหนื่อยมามากครับ อะไรที่ทำแล้วมีความสุขไม่เดือดร้อนคนอื่นผมจะทำครับ 
“แต่เราไม่เคยลืมกำพรืดนะ จิตใต้สำนึกผมเหมือนเดิม แต่จะมีความจริงใจกับตัวเองมากขึ้น แสดงออกในสิ่งที่ผมเป็น อยากสักก็สัก ระเบิดหู แต่งตัวตามที่อยากแต่ง คืออยากให้คนเห็นในสิ่งที่ผมเป็นจริง ๆ ผมไม่อยากฝืนทำในสิ่งที่เราไม่ได้เป็น แจ๊สตัวตนเป็นแบบนี้คนจดจำในภาพแบบนี้ เหมือนหม่ำ จ๊กม๊ก ที่คนจำเขาว่าเป็นแบบนี้ ผมคิดว่าเอกลักษณ์และตัวตนสำคัญครับ ผมยังยืนยันว่าผมคืออาชีพตลกครับ ไม่ใช่นักแสดงหรือนักร้องอาชีพ แต่เป็นตลกที่ชอบและอยากร้องเพลงให้คนได้ฟัง แสดงหนังได้และเต็มที่กับทุกบทบาท ผมเต็มที่และทุมเทกับการร้องเพลงทุกโชว์แต่ก็สอดแทรกความเป็นตลกหรือตัวตนของผมเข้าไปด้วย
“ตอนนี้ผมกำลังทำออฟฟิศเป็นบริษัทเกี่ยวกับเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ของผมเอง คือเอาไว้ทำเพลง เขียนเพลง อัดเพลง ซ้อมกัน คือมีสตูดิโอและสถานที่ถ่ายทำรายการยูทูปของตัวเอง ผมทำกับน้อง ๆ ในวงนี่แหละ ในอนาคตน่าจะได้เห็นอะไรสนุก ๆ จากพวกเรามากขึ้น ฝากผลงานเพลงของพวกเรา แจ๊ส สปุ๊กนิค ปาปิยอง กุ๊กกุ๊ก ด้วยนะครับ ผลงานเพลงคือสิ่งที่ผมรัก และอยากพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ และก็ฝากรายการบริษัทฮาไม่จำกัดด้วยนะครับ ผมมีความสุขกับรายการนี้มาก เหมือนได้ไปพบเจอพี่น้องได้สนุกร่วมกันเป็นการทำงานที่ผมชอบมาก สุดท้ายปีใหม่นี้ก็ขอให้ผู้อ่าน MiX MAGAZINE ร่ำรวย ร่างกายแข็งแรง ใครตกงานก็ขอให้ได้งาน ไม่มีแฟนก็ขอให้มีแฟน ใครมีอยู่แล้วก็ขอให้รักกันยิ่งขึ้น สวัสดีปีใหม่ครับ”


ธัณย์สิตา สุวัชราธนากิตติ์ หรือ ชมพู่ ก่อนบ่าย : ชีวิตจริงยิ่งกว่าตลก
ชมพู่ ก่อนบ่าย หรือ คุณธัณย์สิตา สุวัชราธนากิตติ์ เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะตลกหญิงไม่ห่วงสวย มีผลงานแจ้งเกิดจากรายการ “ก่อนบ่ายคลายเครียด” นอกจากนี้ยังเป็นนักแสดงภาพยนตร์ ละคร ซิทคอม เป็นพิธีกร ฯลฯ เรียกได้ว่านอกจากความตลกแล้วเธอยังมีความสามารถที่หลากหลาย ด้วยตัวตนที่ชัดเจนทำให้ได้รับความนิยมมาตลอดหลายปี
ในวัยเด็กคุณชมพู่เติบโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยนักโดยมีคุณพ่อเป็นนักร้อง เมื่อเริ่มโตขึ้นคุณชมพู่จึงต้องทำแทบทุกอย่างเพื่อหาเงิน ตั้งแต่การแจกใบปลิว รวมถึงการร้องเพลงตามสถานที่ต่าง ๆ ตรงนี้เองเป็นเหมือนเวทีการฝึกทักษะการพูดโต้ตอบกับผู้คนเป็นอย่างดี 
แล้ววันหนึ่งโอกาสนั้นก็มาถึง ระหว่างที่กำลังรับจ้างร้องเพลงและเป็นพิธีกรอยู่ในตลาดจตุจักรชลบุรี ลูกชายของคุณโย่ง เชิญยิ้ม มาพบมองเห็นแววการแสดง จึงเข้าไปทำความรู้จักแนะนำส่งต่อมาให้คุณโย่ง เชิญยิ้ม จนมีโอกาสได้เข้ามาแสดงในรายการก่อนบ่ายคลายเครียดและสามารถแจ้งเกิดได้ในที่สุด
“โดยส่วนตัวเป็นคนมีพื้นฐานครอบครัวอารมณ์ดีซึ่งรับอิทธิพลมาจากคุณพ่อ แต่พอเข้ามาในวงการตลกจริง ๆ ต้องอาศัยความกล้าเข้ามาแทน เพราะเราไม่มีมุกเฉพาะตัวจึงต้องกล้าที่จะร้องเล่นเต้นแสดงอะไรที่เพี้ยน ๆ มันก็เลยมีคำที่ติดมาคือเป็นตลกที่ไม่ห่วงสวย ซึ่งเราก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองสวยอยู่แล้ว 
“การแสดงในรายการก่อนบ่ายคลายเครียด ส่วนใหญ่จะมีการวางคาแรคเตอร์ให้ขัดกัน คนที่ไม่สวยไม่หล่อจะแสดงท่าทางสวยหล่อ ส่วนชมพู่ถ้าเล่นแนวนี้คนอาจหมั่นไส้ก็ต้องทำเป็น ปากเบี้ยว ตาเหล่ ทาหน้าขาว เป็นง่อยแทน คนเขาจะเอ็นดูเรามากขึ้น ด้วยความที่เราไม่มีมุกส่วนตัวก็จะอาศัยร้องว่า แอ่แฮ้!” ทำท่าทางนั่นนี่ไปแทน
“แต่ส่วนใหญ่ชมพู่จะเรียนรู้จากพี่ตี๋ (ตี๋ ดอกสะเดา) น้าพวง (พวง เชิญยิ้ม) พี่โย่ง (โย่ง เชิญยิ้ม) แล้วจะนับถือพี่โย่งเหมือนเป็นพ่ออีกคนก็จะสนิทกัน ก่อนทำการแสดงต้องมีการซ้อมเราจะถามความเห็นทุกคนว่าฉากนี้เล่นยังไงดี วันไหนเล่นมุกไทยเราก็หามุกเกี่ยวกับไทย ๆ บางวันเล่นเรื่องฝรั่งก็หามุกคำศัพท์ฝรั่งมาใช้ วันไหนเล่นเรื่องเกี่ยวกับจีนมุกเรื่องเกี่ยวกับจีนก็ต้องมาแสดง ซึ่งแต่ละเรื่องไม่เหมือนกันเลย
“การเป็นนักแสดงตลกต้องขยันหาข้อมูลเองพยายามดูซิทคอมเมืองนอกบ้าง ดูการ์ตูน อ่านหนังสือ หาในอินเตอร์เน็ตมีคำถามอะไรตลก ๆ ก็เก็บเอามาใช้ คือการแสดงแบบนี้มันคือพรแสวง โดยที่พรสวรรค์อาจมีบ้างแต่เบื้องหลังต้องมีการฝึกที่หนักมากต้องฝึกจังหวะและทำการบ้านเยอะ
“หลังจากจบการแสดงกลับมาที่บ้านก็ใช้ชีวิตปกติ แต่ถ้าต้องเดินออกนอกบ้านก็ยังต้องเป็นนักแสดงต่อ คือใครจะมาถ่ายรูปให้เล่นตลกทำได้หมด บางคนเขาอาจมีแซวบ้างเช่นไม่เห็นเหมือนในทีวีเลยเราก็ตอบรับค่ะ ซึ่งเมื่อก่อนไม่ค่อยกล้าทักใคร แต่ตอนนี้เวลาออกข้างนอกก็ทักทายเล่นกับทุกคนหมด ไม่กลัวเหมือนเมื่อก่อนให้เขาเห็นว่าเราเป็นคนอารมณ์ดี
“แม้ว่าที่ผ่านมาเราเจอกับสิ่งเลวร้ายในชีวิต แต่ยังต้องไปทำงานให้สวมบท The Show Must Go On คือไม่ว่าจะเป็นนักร้องนักแสดงต่อให้วันนี้มีคนในครอบครัวเสียชีวิต เวลาไปร้องเพลงต้องร้องให้เพราะอยู่ดี หากวันนี้เราอกหักขนาดไหนพอขึ้นแสดงเราก็ต้องให้ความสุขเสียงหัวเราะคนดูอยู่ดี หลังจากนั้นกลับมาแอบร้องไห้ไม่เป็นไรเพราะมันคือหน้าที่ แต่ถ้ามันแย่จริง ๆ จนทำไม่ไหวก็ต้องลางานไปเลย ชีวิตของศิลปินนักแสดงส่วนใหญ่เมื่อเจอเรื่องเศร้าขนาดไหนพอถึงเวลาทำงานต้องตัดให้ออกต้องทำให้ได้
 “การเป็นชมพู่ก่อนบ่ายวันนี้ อยากบอกว่าคนเราเก่งอย่างเดียวไม่ได้แต่ต้องมีจังหวะโอกาสและโชคชะตา หลายคนเป็นศิลปินนักแสดงที่ดีมากแต่ไม่สามารถแจ้งเกิดได้ บางคนอยากจะเข้าวงการบันเทิงทำหลายวิธีกลับก็ไม่ได้เข้าแต่บางคนคนอยู่เฉย ๆ ได้เข้าวงการก็มี แต่มันต้องมีโอกาสและความสามารถหลังจากนั้นคือเรื่องของวินัยที่ดี และที่สำคัญคืออย่าหยุดพัฒนาตัวเอง วันที่เรามาถึงตรงจุดนี้ อย่าคิดว่าเราดังแล้วหรือว่าบินสูงกว่าคนอื่นเพราะถ้าคิดแบบนี้เวลาตกแล้วจะเจ็บ แต่ให้คิดว่าเราขึ้นมาแค่นี้เราก็อยู่แค่นี้พอตกลงไปก็ไม่เจ็บ มันทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น”

ศิวดล จันทนเสวี หรือ ท๊อฟฟี่ ขบวนการ 3.50 บาท : ตลกไอเดีย มุกตลกที่ไม่ได้ใช้คำตลก
วง Room 3.50 บาท หรือวง ขบวนการ 3.50 บาท ในปัจจุบัน วงดนตรีที่ทำคลิปวิดีโอลง Youtube ที่ใครหลายคนคงได้ยินและรู้จักกันเป็นอย่างดี โดยมีเอกลักษณ์ที่ไอเดียแปลกใหม่ เต็มไปด้วยสีสัน และความกล้าที่ทำให้ใครหลายคนต้องเผลอยิ้มหรือหัวเราะออกมา โดยมี ท๊อฟฟี่ นักร้องนำ พิธีกร ตลก ก๊อปปี้โชว์ ที่ทุกคนจะมองว่าเขาเป็นตลก แต่ความจริงแล้วเขาไม่ใช่คนตลกอย่างที่ทุกคนคิดเลย
“ผมเป็นลูกคนเดียวของครอบครัวข้าราชการ คุณพ่อเป็นตำรวจ คุณแม่เป็นพยาบาล ด้วยความที่เป็นครอบครัวข้าราชการต่างจังหวัด เขาก็อยากให้เราเป็นข้าราชการเหมือนกับเขา ทุกคนคาดหวังว่าเราต้องเก่ง ต้องมีหน้ามีหน้าเหมือนคนอื่นในละแวกบ้าน ที่ลูกเขาเรียนเก่ง สอบติดที่นั่นที่นี่ แต่เราไม่ได้อยากเป็นข้าราชการ เพราะคุณพ่อกับคุณแม่ต้องทำงานตั้งแต่เช้า กลับบ้านดึก ไม่มีเวลาให้กับเรา เห็นระบบราชการต่าง ๆ จนรู้สึกว่าการเป็นข้าราชการมันเหนื่อย มันไม่มีเวลาให้ครอบครัว ผมจึงต่อต้านด้วยการรวมกลุ่มกับเพื่อน ๆ ทำกิจกรรม รวมกลุ่มประกวดเต้นตามเวทีต่าง ๆ ทำให้พวกเขารู้สึกว่าเราเอาจริงเอาจังด้านนี้นะ ประกวดจนเป็นแชมป์ระดับประเทศที่งานมอเตอร์โชว์งานหนึ่ง จัดที่สวนอัมพร ประมาณ 20 กว่าปีก่อน
“จนมาถึงจุดอิ่มตัวของการเต้น ผมหันไปตั้งวงดนตรีในโรงเรียน เป็นนักร้องนำ และเริ่มอยากก้าวกระโดดไปเป็นนักดนตรีอาชีพ ผมแอบคุณพ่อกับคุณแม่ช่วงที่เขาเข้าเวรไปสมัครเป็นนักดนตรีกลางคืนที่ผับใกล้บ้าน ช่วงประมาณอายุ 17-18 ได้  ได้เงินเดือนครั้งแรกแปดพันบาท ตอนนั้นมันภูมิใจมากที่หาเงินได้ด้วยตัวเอง จนเพื่อนชวนให้ไปเป็นนักร้องที่ผับที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้เงินเดือนสองหมื่นบาท ผมตัดสินใจคุยกับพ่อเลยว่าอยากเป็นนักร้องนักดนตรีจริง ๆ ขอดร็อปเรียนไว้ก่อน เพราะอาชีพนี้มันได้เงินเยอะ พอเขาเห็นเรามีรายได้ เห็นว่าเราสามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ สามารถนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัวได้ เขาก็เห็นด้วยกับเรา ขอเพียงแค่ต้องเรียนให้จบปริญญา ผมใช้เวลา 7 ปีเรียนไปด้วยทำงานไปด้วยจนจบระดับปริญญาตรี
“หลังเรียนจบก็เริ่มตระเวนเป็นนักดนตรีกลางคืนไปทั่ว เก็บเกี่ยวประสบการณ์เรื่อยมา ในสมัยนั้นแต่ละวงจะมีนักร้องหลายคน แบ่งแนวเพลงกันร้อง ตอนแรกผมร้องแนวป๊อปใส ๆ แนวแดนซ์ แต่พอศึกษาดูแล้วนักร้องแนวตลก แนวเล่นมุกมันได้เงินทิปดีกว่า ผมจึงคุยกับหัวหน้าวงว่าอยากเปลี่ยนมาร้องแนวตลก แนวเล่นมุก ซึ่งเราไม่ได้เป็นคนตลกเลย แต่พอมีพื้นฐานจากการดูวิดีโอการแสดงตลกมาตั้งแต่เด็ก ๆ  
“จากนั้นผมก็เที่ยวตามดูนักร้องตลก นักร้องก๊อปปี้โชว์ที่ดัง ๆ ดูพี่ไมเคิ่น ตั๋ง ดูพี่ปู พันหน้า ดูพี่กบ โยเกิร์ต ดูพี่ก๊อต ซูซี่ เรียนรู้มุกของเขา เอามาปรับใช้กับตัวเอง หลังจากนั้นก็ประกาศตัวว่าเป็น ท๊อฟฟี่ ก๊อปปี้โชว์
“ช่วงที่อยู่พิษณุโลก พี่ปุ๊ย คืนสิทธิ์ สุวรรณวัฒกี จากรายการตีสิบ เขาไปเตะบอลที่จังหวัดนั้นกับทีมดารานักแสดง พอดีพี่ปุ๊ยไปเที่ยวผับที่เราแสดงอยู่ เกิดสนใจในความสามารถของเราจึงพูดคุยชักชวนให้ไปออกรายการดันดารา แต่ตอนแรกเราไปออกรายการแล้วไม่ประสบความสำเร็จ เลยกลับมาเป็นก๊อปปี้โชว์เหมือนเดิม แต่ก็ยังติดต่อกับพี่ปุ๊ยอยู่เรื่อย ๆ
“จากนั้นผมกับวงไปเล่นดนตรีอยู่ที่พัทยา มีอยู่วันหนึ่งระหว่างที่นั่งกินข้าวกันอยู่ น้องนักดนตรีในวงบอกว่าพี่อ่าง เทิดเถิงกำลังดัง ให้ผมลองก๊อปปี้เขาดู พอลองทำแล้วรู้สึกว่ามันเข้าท่า เลยโทรบอกพี่ปุ๊ยว่าผมอยากไปออกรายการตีสิบช่วงดันดาราอีกรอบ พี่ปุ๊ยก็จัดให้ ให้เราได้แข่งกับก๊อปปี้โชว์คนอื่น ๆ แล้วเราก็ชนะในรายการ วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์เอาข่าวเราไปลงว่าท๊อฟฟี่ ก๊อปปี้โชว์ดังชั่วข้ามคืน รายการต่าง ๆ ติดต่อมาให้ไปโชว์ในรายการเยอะมาก จนมาเข้าตาอาเป็ด ธัญญา โพธิ์วิจิตร หรือเป็ด เชิญยิ้ม เขาจึงชักชวนให้ผมเซ็นสัญญาเป็นนักแสดงในรายการก่อนบ่ายคลายเครียด
“ผมเข้าใจมาตลอดว่าเราเล่นตลกได้ แต่พอไปอยู่ตรงนั้นจริง ๆ กลับทำไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่ตลกมืออาชีพ เราตามเข้าไม่ทัน รับส่งมุกไม่ทัน เล่นกับเขาไม่ได้ ช่วงนั้นเครียดมาก จังหวะนั้นโปรดิวเซอร์รายการหม่ำโชว์ติดต่อเข้ามาอยากให้ผมไปเป็นแขกรับเชิญในรายการ ระหว่างถ่ายทำโปรดิวเซอร์ถามว่าเราทำอะไรอยู่ที่ไหนบ้าง บอกว่าทางผู้ใหญ่ในเวิร์คพอยท์สนใจในตัวเราให้มาคอยประกอบพี่หม่ำในรายการ แต่ถ้ามีสัญญาแล้วทางผู้ใหญ่จะไม่ทับไลน์กันนะ ผมคิดว่าในรายการก่อนบ่ายคลายเครียดเรารับส่งมุกไม่ทัน เล่นกับเขาไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่ตลกมืออาชีพ และในรายการมีจำนวนคนที่เยอะมาก เราพัฒนาได้ยากมาก เครียดมาก จึงปรึกษากับอาเป็ด หลังจากได้รับคำอบรม คำแนะนำ อาเป็ดก็ใจดียกเลิกสัญญาให้ ผมจึงมาเซ็นสัญญากับเวิร์คพอยท์ในรายการหม่ำโชว์ มีพี่โหน่ง ชูศักดิ์ เอี่ยมสุข เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลและช่วยเหลือ
“ผมพอทำงานในวงการได้สองปีก็เริ่มคิดถึงการร้องเพลง เริ่มไขว่คว้าหาเวทีร้องพลง จนเจอคลิปคัพเวอร์เพลงของวง Room 39 ผมอยากร้องเพลงแต่รู้ว่าร้องไม่เพราะเท่าเขา เลยเลือกร้องแบบตลก ๆ แทน แต่งตัวแปลก ๆ ทาหน้า ชวนเพื่อนนักดนตรีมาอัดคลิปร้องเพลงเล่นดนตรีกัน ใช้ชื่อว่า Room 3.50 บาท พอคลิปดังเราก็ได้โอกาสกลับไปร้องเพลงกับวงอีกครั้ง โดยอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่เวิร์คพอยท์มาตลอด ใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองพอสมควรจนผู้ใหญ่เห็นว่าเข้าท่า จับพวกเรามาเซ็นสัญญาทำวงกันเป็นเรื่องเป็นราวในชื่อ ขบวนการ 3.50 บาท
“เพราะผมไม่ใช่ตลกมืออาชีพ จึงต้องอาศัยการคลุกคลีอยู่กับตลกมืออาชีพพอสมควร เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากพวกเขา เมื่อก่อนผมเคยเครียดถึงกับร้องไห้ออกมา มือไม้สั่น ปากสั่น แต่มารู้ที่หลังว่าเราโดนทดสอบว่าเมื่อถึงเวลาทำงานเราจะเกร็งมากน้อยแค่ไหน หลังจากนั้นก็ได้รับคำแนะนำว่าให้ผ่อนคลาย เล่นตามสบาย ให้ทุกอย่างเป็นธรรมชาติ ให้เราสนุกกับการทำงาน พอเราสนุกงานที่ได้ออกมามันจะดี คนดูจะรับรู้สึกสนุกตรงนั้นได้เอง ทำให้เราไม่เครียดกับงาน หลังจากนั้นเราก็จะไปเครียดกับเรื่องส่วนตัวมากกว่า ที่เครียดที่สุดคือช่วงที่คุณแม่ป่วยเป็นมะเร็งในสมอง ช่วงนั้นเราต้องปรับสมดุลให้กับชีวิตเป็นอย่างมาก ต้องแบ่งแยกเรื่องงานกับส่วนตัวออกจากกัน ซึ่งมันยากมาก แต่มันก็ผ่านไปได้ มีการเข้าวัดเข้าวาเพื่อเรียนรู้ธรรมะ เรียนรู้สัจธรรมชีวิต ตอนนี้นอกจากงานด้านดนตรี ด้านตลก ผมหันมาทำธุรกิจส่วนตัว ได้แก่ จั๊บฟี่ ก๋วยจั๊บญวนสำเร็จรูปและร้านลูกโป่งแฟนซีชื่อ FLOON
“สำหรับผม เอกลักษณ์ของความตลกมาจากการที่วงดนตรีของผมนำเพลงต่าง ๆ มามิกซ์กันด้วยความซน เป็นการแชร์ไอเดียกัน ด้วยความที่เราไม่ใช่ตลกมืออาชีพ เราจึงใช้ความสามารถทางดนตรีและไอเดียช่วย เวลาไปโชว์คนดูเขาก็จะชอบกัน จะสนุกกัน เราถือว่านี่คือมุกที่เป็นเอกลักษณ์ของเรา มันเป็นความตลกที่เราไม่ไม่ใช้คำพูดที่ตลกเลย เราใช้ไอเดียเพื่อทำให้เพลงที่ทำออกมามีอารมณ์ขัน เพราะเรายังห่างไกลกับตลกมืออาชีพครับ”

คัชฑาเทพ เอี่ยมศิริ หรือ ธงธง มกจ๊ก : ลิขิตฟ้าชะตาคน
ระยะเวลายาวนานเกือบ  18 ปี ที่ “ธงธง มกจ๊ก” โลดแล่นและฝากผลงานในวงการบันเทิงไว้อย่างมากมาย นี่อาจเป็นเครื่องการันตีว่าเขาเป็นอีกหนึ่งศิลปินตลกคุณภาพของเมืองไทย MiX ฉบับนี้จึงพามาทำความรู้จักทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลังของ “ธงธง มกจ๊ก” ศิลปินตลกมากความสามารถ
“พื้นเพเป็นคนจังหวัดนครราชสีมา สมัยที่เรียนหนังสือเราเป็นคนที่อารมณ์ดี เวลาอยู่ในห้องเรียนสิ่งที่ครูสอนเรื่องเครียด ๆ จะเรียนไม่รู้เรื่อง เพราะฉะนั้นจะเป็นคนนำเรื่องที่ครูสอนเครียด ๆ นั่นแหละมาทำให้เป็นเรื่องตลก เพื่อน ๆ ในห้องเรียนก็จะชอบ
“จังหวะชีวิตนั้นเข้ามาตอนมีการประกวด ขบวนการจี้เส้น ของเจเอสแอล เพื่อนได้ส่งชื่อเราเข้ามาประกวด ตอนแรกก็คิดว่าจะไม่เข้ามาประกวดหรอก ส่วนเพื่อนที่ส่งชื่อเราให้มาประกวดเขาก็ไม่มาด้วย ก็เลยต้องเข้ามาประกวดคนเดียว และได้เข้ารอบ 12 คน จากคนสมัครประมาณ 1,000 กว่าคน ความรู้สึกตอนนั้นก็ดีใจมาก บวกกับตอนนั้นก็มีคุณจตุรงค์ มกจ๊ก เป็นกรรมการของขบวนการจี้เส้นด้วย ก็เลยชักชวนให้มาเล่นตลกด้วยที่คณะตลกของคุณจตุรงค์ ส่วนที่มาของชื่อ ธงธง ก็คือเราเกิดวันลอยกระทงและที่บ้านเรียกธงอยู่แล้ว และจังหวะนั้นคุณจตุรงค์ ก็ถามว่าสรุปจะใช้ชื่ออะไรในวงการ ก็เลยตอบไปว่าหนูชื่อ ธงธง ก็ได้เพราะว่าตอนนั้นทาทา ยังดังมาก
“คนเรามีลมหายใจเข้าหายใจออก มันสลับเป็นฟันปลากันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าช่วงที่ไม่ตลกนั้นมันก็เกิดจากความทุกข์ ที่เครียดที่สุดในตอนนั้นเป็นเรื่องของพี่สาวที่ป่วยเป็นมะเร็ง ตอนนั้นเครียดมากเนื่องจากว่าเราอยู่ด้วยกันมาทั้งชีวิต แล้วอยู่ดี ๆ เขาป่วย แล้วเขาจะต้องเสียชีวิต เวลาเขามีอาการปวดจากมะเร็งเขาจะขอกินยาตายตลอด 
“จังหวะนั้นก็เป็นช่วงที่เพิ่งเล่นละครซิตคอมเรื่องเป็นต่อใหม่ ๆ และได้รู้จักน้องกิ๊ก-มยุริญ เขาเลยชวนไปปฏิบัติธรรมด้วย จากนั้นก็เลยนำข้อปฏิบัติ จากการปฏิบัติธรรมนำมาใช้กับชีวิตประจำวัน อะไรที่เขาสอนในห้องกรรมฐานก็เอามาเล่าสู่พี่สาวฟัง ให้เขายอมรับมะเร็งว่านี้ก็คือส่วนหนึ่งของร่างกาย ยอมรับว่ามันเป็นวิบากกรรมที่มันเกิดขึ้น ถ้าเกิดว่าเรายอมรับมันได้เราก็อยู่กับมันได้อย่างมีความสุข
“มุกตลกที่ถือว่าคนชื่นชอบที่สุดมาจากรายการ The Weakest Link กำจัดจุดอ่อน ตอนนั้นดังมาก และเราก็ได้เลียนแบบเป็น ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์ พิธีกรดำเนินรายการ สมัยก่อนตลกคาเฟ่รายได้ดีนะ ตอนนั้นได้วันละ 2,000 บาท ก็ถือว่าเยอะนะเกือบ 20 ปีที่แล้ว ถือว่าเยอะมาก!
“ปี 2562 นี้ พี่ก็อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเองในเรื่องของวิธีการกิน ช่วงนี้พี่กำลังดูแลร่างกายเพราะว่าเป็นเบาหวาน เป็นความดัน ทั้งคอเลสเตอรอลสูง ตอนนี้พี่ก็เลือกทานอาหารแบบพิถีพิถันมากขึ้น ไม่กินตามใจปาก พยายามแยกแยะว่าอะไรกินแล้วเกิดประโยชน์ อะไรกินแล้วเกิดโทษให้มากขึ้น อะไรที่มีผลเสียต่อร่างการมากกว่าผลได้ก็จะพยายามเลี่ยง และจะพยายามดูแลร่างกาย พี่อยากมีซิกแพค (หัวเราะ)
“ตอนนี้มีธุรกิจร้านอาหารก็คือ ร้านธงธงลงเรือ ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเรือที่มีสโลแกนว่าชามละ 30 รสชาติ 3,000 บรรยากาศ 3 ล้าน ตอนนี้กำลังจะกลายเป็นร้านอาหารแล้วนะ เพราะว่าอาหารอร่อยทุกอย่าง ช่วงนี้ก็มีผลงานละคร ทั้งออนแอร์และที่ยังไม่ได้ออนแอร์หลายเรื่อง ยังไงก็ฝากติดตามด้วยนะคะ
“ท้ายก็อยากจะฝากขอบพระคุณแฟน ๆ ที่ติดตาม ปกติพี่มีแฟนคลับน้อยมากอยู่แล้ว บางทีเวลาเราเจอหน้าแฟนคลับแล้วก็อยากจะถ่ายรูปกับทุกคนแหละ แต่บางทีจังหวะมันรีบก็ไม่ได้ถ่ายกับทุกคน พี่ก็จะรู้สึกค้างคาในใจว่าเราไม่ได้ถ่ายกับน้อง ๆ แฟนคลับ อันนี้พี่ก็ต้องฝากขอโทษด้วย”

Back Issue