EDITOR’S PAGE

editor

นํ้าคือสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตเพียงใดเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะกับมนุษย์ เพราะการขาดนํ้าเพียง 3 วัน ก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ ทั้ง ๆ ที่การขาดอาหารสามารถอยู่ได้ถึง 7 วัน ในร่างกายของเราเองมีส่วนประกอบของนํ้าอยู่ถึงประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่ในเซลล์ต่าง ๆ ของเรา ประมาณ 60 ล้านเซลล์ อีกทั้งโลกใบนี้ก็มีปริมาณของนํ้าเป็นส่วนประกอบอยู่ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์อีกเช่นกัน

ถึงวันนี้หากมนุษย์เราเองยังขาดจิตสำนึกปล่อยปละละเลยและไม่เห็นความสำคัญของนํ้าสิ่งที่มีความเกี่ยวข้องและมีประโยชน์อย่างมหาศาลแล้ว มนุษย์เองและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ก็ต้องประสบปัญหาและได้รับผลกระทบอันเกิดจากฝีมือและการกระทำของพวกเราเองเป็นส่วนใหญ่ เกือบทั้งหมดทั้งสิ้นเริ่มตั้งแต่การตัดไม้ทำลายป่า ทำให้เกิดอุทกภัยได้ง่ายขึ้น และยังทำให้ฝนเองไม่สามารถตกต้องตามฤดูกาลได้ การทิ้งขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูลลงในแม่นํ้าลำคลองรวมไปถึงนํ้าเสียของบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมบางแห่ง อีกทั้งสารพิษตกค้างต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้เองทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย ส่งผลต่อการนำนํ้ามาใช้อุปโภคบริโภคโดยตรง ยังรวมไปถึงแหล่งอาหารตามธรรมชาติอีกด้วย

ด้วยเหตุนี้เองในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงทรงเห็นถึงความสำคัญของนํ้ารวมไปถึง การไขปัญหาต่าง ๆ อาทิเช่น ภัยแล้ง อุทกภัย คุณภาพนํ้าอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นฝนหลวง โครงการแก้มลิง เขื่อนชลประทาน กังหันชัยพัฒนา เป็นต้น

เพราะนํ้าคือชีวิต ดังพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2529 ตอนหนึ่งว่า “...หลักสำคัญว่าต้องมีนํ้าบริโภค นํ้าใช้เพื่อการเพาะปลูก เพราะว่าชีวิตอยู่ที่นั่น ถ้ามีนํ้าคนอยู่ได้ ถ้าไม่มีนํ้าคนอยู่ไม่ได้ ไม่มีไฟฟ้าคนอยู่ได้ แต่ถ้ามีไฟฟ้าไม่มีนํ้าคนอยู่ไม่ได้...”

ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นของพระองค์ท่านที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย อย่างหาที่สุดมิได้

บรรณาธิการบริหาร
Back Issue