ผู้ดีแปดสาแหรก โดย สันติ เศวตวิมล : MiX Magazine It's man man's world!
ผู้ดีแปดสาแหรก โดย สันติ เศวตวิมล

จากปากคลองไปถึงปลายคลองบางหลวง ย่าเล่าว่าเป็นละแวกบ้านของคนเก่าก่อน มีทั้งคนที่อพยพมาจาก “กรุงเก่า” พระนครศรีอยุธยา หนีไอ้พม่าข้าศึกมา มีทั้งคนที่ตามพระเจ้าตาก จากเมืองชายฝั่งทะเล ตั้งแต่ชลบุรี ระยอง ไปถึงเมืองจันทบุรี ร่วมช่วยกู้บ้านเมือง คลองที่เดิมเรียกว่า “คลองบางกอกใหญ่” คู่กับ “คลองบางกอกน้อย” ก็เลยได้ชื่อเรียกกันใหม่ว่า “คลองบางหลวง” เพราะมีคนของหลวงอยู่อาศัยเรียงรายสองฟากคลอง

บรรดาบ้านน้อยใหญ่ริมคลองบางหลวงทั้งหลาย จึงเป็นบรรดาข้าราชการที่แต่ละคนรู้จักกัน ย่ามีญาติผู้ใหญ่ที่เป็นคนอพยพมาจากอยุธยาอยู่ริมสะพานเจริญพาสน์ สะพานแรกที่สร้างข้ามคลองบางหลวง ในสมัยปู่รับราชการอยู่ที่กรมพระนครบาล รัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีงานบุญงานกุศลย่าจะขนบ่าวไพร่ไปช่วยญาติ หรือมีเวลาว่างก็มีโอกาสไปรับใช้ “ย่าใหญ่” ที่บ้านริมคลองเชิงสะพานเจริญพาสน์ “ย่าใหญ่” อายุมากแล้ว คะเนว่าตอนนั้นก็ราว 80 กว่าปี หรือมากกว่า แต่ความทรงจำของคุณย่าดีมาก “ย่าใหญ่” มักจะมีเรื่องราวที่เกิดกับครอบครัวเราในสมัยที่ยังอยู่กรุงเก่ามาเล่าให้ลูกหลานได้เห็นความยากเข็ญของคนรุ่นก่อนปู่หลายท่านต้องล้มหายตายจากก่อนที่จะเดินทางมาถึงกรุงธนบุรี ที่รอดมาก็มีไม่น้อยอย่างครอบครัวของ “ย่าใหญ่” ครอบครัวหนึ่ง 

บรรดาคนที่รอดตายจากสงครามจากกรุงเก่า เมื่อมาอยู่ที่กรุงธนบุรีจะมีความเป็นอยู่แตกต่างไปจากพวก “จีนใหม่” ครอบครัวของย่าที่มาจากเมืองบางปลาสร้อย แต่เมื่อมาอยู่ที่คลองบางหลวง จึงนับญาติเสมือนเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน เพราะทุกข์สุขได้ฝ่าฟันร่วมกันมา ทั้งยังไม่รู้ว่าวันพรุ่งข้างหน้าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับคนกรุงใหม่ จะแตกซ้ำเหมือนกรุงเก่าอีกหรือไม่ เมื่ออยู่ร่วมกันจึงเกิดมีธรรมเนียมที่จะต้องไล่ญาติกันว่า เป็นคนมีสกุลรุนชาติอะไร จนกระทั่งมีคำพูดที่เคยได้ยินย่าใหญ่ เล่าไว้ว่าเป็นการลำดับของผู้ดีแปดสาแหรก เพราะถ้าสามารถไล่ได้ไปจนถึงแปดชั่วคน จึงจะนับได้ว่าเป็นคนดั้งเดิมอย่างที่เรียกกันว่า ผู้ดีกรุงเก่าโดยแท้

“ย่าใหญ่” จะเล่าวิธีการนับญาติแปดสาแหรกไว้ว่า การนับจะเริ่มต้นจากตัวเองเป็นสาแหรกที่หนึ่ง นับญาติข้างพ่อไปอีกสามสาแหรกคือ พ่อเป็นสาแหรกที่สองต่อจากเรา ปู่และย่าทวดเป็นสาแหรกที่สาม สาแหรกที่สี่ เช่นเดียวกับการนับญาติข้างแม่ ที่จะต้องนับไปอีกสามสาแหรกเช่นกันคือ แม่เป็นสาแหรกที่สองต่อจากเรา ตาและยายเป็นสาแหรกที่สาม ตาทวดและยายทวดเป็นสาแหรกที่สี่ ฉะนั้นเมื่อรวมตัวเราซึ่งเป็นสาแหรกที่หนึ่งแล้ว นับทางพ่ออีกสามสาแหรก และนับไปทางแม่อีกสามสาแหรก เมื่อรวมกันเข้าแล้วจึงจะเป็นแปดสาแหรก จึงถือได้ว่าเป็น “ผู้ดีแปดสาแหรก” นั้นเอง

เรื่องราวของ “ผู้ดีแปดสาแหรก” เป็นเรื่องเกิดขึ้นภายหลังกรุงแตกเกิดจากคนที่กระสานซ่านเซ็นมาอยู่รวมกันในแผ่นดินกรุงธนบุรีโดยเฉพาะคนดั้งเดิมจากกรุงศรีอยุธยาคิดขึ้นมา เพื่อตรวจสอบว่ามีโคตรเหง้าศักราชของตนเองเป็นใคร “ย่าใหญ่” เคยเล่าว่า ในสมัยแผ่นดินของพระพุทธเจ้าหลวง (รัชกาลที่ 5) เคยมีการทายเล่นของคนกรุงรัตนโกสินทร์ที่มักจะถูกเรียกว่าเป็น “ผู้ดีแปดสาแหรก” การทายเล่นนี้เรียกว่า “ทายสายโลหิต ทวดแปด” การทายเล่นจะต้องตอบคำถามให้ถูกต้องบรรพบุรุษของตัวเองถึงแปดข้อคือ 

พ่อของปู่เป็นใคร
แม่ของปู่เป็นใคร
พ่อของตาเป็นใคร
แม่ของตาเป็นใคร
พ่อของย่าเป็นใคร
แม่ของย่าเป็นใคร
พ่อของยายเป็นใคร
และแม่ของยายเป็นใคร

หากตอบได้ถูกต้องจึงสมควรจะเรียกได้ว่าเป็น “ผู้ดีแปดสาแหรก” เรื่องเล่าจากคลองบางหลวงยังมีอีกหลายเรื่อง สำหรับเรื่องของ “ผู้ดีแปดสาแหรก” เป็นเรื่องที่เคยได้ฟังมาจาก “ย่าใหญ่” จึงเป็นคนเก่าในคลองบางหลวง ที่ยังมีชีวิตในช่วงสงครามโลกเลิกเป็นระยะเวลาที่ย่าจะพาไปกราบไหว้ผู้ใหญ่ที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ในเรื่องความเป็นผู้ดีนั้น ย่าไม่เคยพูดเหมือนอย่าง “ย่าใหญ่” เล่าความเป็นมาของคำว่า “ผู้ดีแปดสาแหรก” ย่าเพียงแต่บอกว่า ผู้ดีไม่ได้หมายถึงจะมีเป็นผู้ที่มีเทือกเขาเหล่ากอมาแต่ครั้งแผ่นดินอยุธยา ที่เราสามารถนับได้ถึงแปดชั่วคน สำหรับย่าผู้ดีก็คือ ผู้ที่ประพฤติดีเพราะความดีทั้งหลายไม่ได้อยู่ที่ชาติตระกูล แต่อยู่ในวิสัยสันดานของเราเองที่จะประพฤติตัวเป็นคนดี อยู่ในศีลในธรรม มีความสุจริตเป็นที่ตั้งในการดำเนินชีวิต ชีวิตของผู้ดี อาจจะไม่มีชื่อเสียงร่ำรวย แต่สิ่งที่ผู้ดีประพฤติเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทั้งหลายไม่สามารถจะทำได้ เพราะคนที่มีชื่อเสียง คนที่ร่ำรวยทั้งหลายก็ไม่ใช่จะเป็นคนดีได้ทุกคนไป