The Way of Being Alive ปรับชีวิตใหม่ให้ใจสมดุล
โลกในยุคปัจจุบัน ถ้าใครสักคนอยากกลับมาใช้ชีวิตอยู่แบบธรรมชาติ กินอาหารปลอดสารพิษด้วยวิถีดั้งเดิมเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ สิ่งเหล่านั้นทำได้ยากมาก เนื่องจากโลกของเราได้พัฒนาเข้าสู่ยุคดิจิตอลที่อำนวยความสะดวกสบายแทบทุกด้าน แต่ทางกลับกันมันก็ทำให้คุณภาพชีวิตลดต่ำลง เริ่มตั้งแต่อากาศที่หากใครต้องการความเย็นหรืออากาศบริสุทธิ์ในห้องก็ต้องเสียเงินซื้อมันมา ในเรื่องของอาหารแทบทุกชนิดมีสารปรุงแต่งและสิ่งเจือปนจำนวนมาก หรือแม้แต่เรื่องของการนอนหากไม่ได้อยู่ในสถานที่ที่ดีพอก็ทำให้หลับไม่สนิท ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวทั้งสิ้น

MiX Magazine ฉบับที่ 208 ได้เล่าถึงเรื่องสุขภาพในหลากแง่มุมที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ที่วันนี้การดูแลตัวเองไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป หากแต่คือทักษะการเอาชีวิตรอดที่ต้องทำในสังคมที่มีการแข่งขันสูง ซึ่งบางส่วนมีมูลค่าที่ต้องยอมจ่ายเพื่อแลกมาให้ร่างกายที่แข็งแรง เพราะความสมดุลปราศจากโรคนั้นนับเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งในชีวิต
Oxygen for Sale ลมหายใจที่ต้องซื้อ
ในปี ค.ศ.1857 Chief Seattle หัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงได้ส่งสารไปถึงประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในสมัยนั้นที่ขอซื้อแผ่นดินจากเผ่าอินเดียนแดง คำพูดเขาบางส่วนกล่าวว่า “ท้องฟ้าและความอบอุ่นของแผ่นดินนั้น เขาซื้อขายกันได้อย่างไร ความคิดเช่นนี้เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดสำหรับพวกเรา หากความสดชื่นของอากาศและความใสสะอาดของธารน้ำนั้นมิได้เป็นทรัพย์สมบัติส่วนตัวของเราแล้ว ท่านจะซื้อสิ่งเหล่านี้ไปจากเราได้อย่างไร...”
ตัดภาพกลับมาในยุคปัจจุบัน ทุกอย่างที่หัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงกล่าวมาถูกแปลงเป็นมูลค่าสามารถซื้อ – ขายได้ทั้งหมด โดยเฉพาะเรื่องอากาศที่หลายคนต้องเสียเงินซื้อมันมาทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยที่ความจริงแล้วโลกนี้ควรจะมีอากาศที่ปลอดภัยและต้องฟรีเท่านั้น
ในทุกปีของประเทศไทย สิ่งหนึ่งที่ต้องรายงานในหน้าสื่อคือเรื่องสภาพอากาศฝุ่น PM2.5 มันมีขนาดเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ถึง 20 เท่า สามารถทะลุผ่านถุงลมในปอดเข้าสู่กระแสเลือดหรือไปสู่สมองได้ ทำให้เกิดโรค เช่น สโตรก หัวใจขาดเลือด มะเร็งปอด ฯลฯ องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า มลพิษทางอากาศฆ่าคนไปประมาณ 7 ล้านคนต่อปีทั่วโลก ส่วนในประเทศไทย สสส. (สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ) เก็บข้อมูลว่าฝุ่นพิษทำคนไทยป่วยไปแล้วกว่า 12.27 ล้านคน
ในขณะเดียวกันมีการถกเถียงว่าคนเมืองหรือคนต่างจังหวัด ใครเป็นต้นเหตุและได้รับผลกระทบมากกว่ากัน ในเมืองใหญ่มักเผชิญกับเรื่องของมลพิษที่มาจากยานยนต์ อุตสาหกรรม และการก่อสร้างเป็นหลัก ทำให้ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศหรือการใส่หน้ากากออกจากบ้านเสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนคนต่างจังหวัดมักเผชิญการเห็นแก่ตัวของบางคนที่ชอบเผาป่า ไร่ – นา เพื่อเตรียมทำการเกษตร ฝุ่นควัน PM2.5 จึงมักมาตามฤดูกาล คือไม่ว่าจะอยู่ตรงส่วนไหนของประเทศไทย (เว้นภาคใต้ชายฝั่งทะเล) ก็ได้รับมลภาวะไม่ต่างกัน
ในเมื่อวันนี้อากาศดีไม่มีให้เราใช้ฟรีอีกต่อไป จึงจำเป็นต้องจ่ายเงินเพื่อซื้ออากาศปลอดภัยให้ตัวเอง ตั้งแต่การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศระบบปิด เครื่องฟอกอากาศคุณภาพสูง เมื่อออกจากบ้านต้องใช้หน้ากาก N95 หรือแม้แต่การย้ายไปอยู่อาศัยในที่ที่มีธรรมชาติและโอโซนสูง นี่คือโลกใหม่ในระบบทุนนิยมที่คนมีเงินสามารถซื้อได้ แต่คนที่รายได้น้อยก็ต้องรับความเสี่ยงเอาเอง
แน่นอนว่าเราจะอยู่ในโลกนี้ต่อไปยังไงถ้าประเทศใหญ่ ๆ จะมีโรงงานอุตสาหกรรมที่ปล่อยมลภาวะต่อไป โดยที่ประเทศระดับกลางหรือเล็กก็ยังไม่มีมาตรการเชิงรุกในการจัดการภายในประเทศ แม้แต่ออกกฎหมายในการเผาป่าก็ตาม ซึ่งประเทศไทยมีความพยายามผลักดันพรบ.อากาศสะอาดที่สามารถช่วยลดแหล่งกำเนิดมลพิษ มาตรฐานคุณภาพอากาศ การลงโทษผู้ปล่อยมลพิษ ซึ่งในยุโรปบางประเทศใช้นโยบายดังกล่าว แม้มีผลทำให้อากาศดีขึ้นบ้าง ทว่าประเทศไทยยังไม่ผ่านการอนุมัติจากสภาและต้องรอต่อไป
ในอดีตมนุษย์เราไม่เคยคิดว่าอากาศจะเป็นต้นทุนในชีวิต คือไม่จำเป็นต้องเสียเงินเพื่อให้ได้อากาศดี ๆ เราไม่สามารถบอกได้อีกต่อไปว่าแค่อยู่ดี กินดี แค่นี้ชีวิตก็มีความสุข แต่ต้องเปิดแอปพลิเคชันดูว่าวันนี้อากาศแย่แค่ไหน ต้องเตรียมตัวอย่างไรในการออกจากบ้าน การหายใจเข้า-ออกอย่างปลอดภัยควรจะเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ไม่ใช่ทางเลือกสำหรับคนที่มีเงินจ่ายหรือกลายเป็นสินค้าที่จำเป็นต้องซื้อต่อไปไม่รู้จบ

Happy Eat, Happy Life กินอย่างไรให้ไม่ตึง
“อาหาร” คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวชี้วัดเรื่องสุขภาพของคน เนื่องจากเราบริโภคอาหารกันทุกวัน เฉลี่ยวันละ 1 มื้อ 1 จาน 1 เซตหรือมากกว่า ซึ่งปัจจุบันตัวเลือกการกินเองก็มีหลากหลายไม่ว่าจะเป็นอาหารไทยหรืออาหารเทศ อีกทั้งยังเข้าถึงแต่ละเมนูได้ง่ายดายขึ้นผ่านบริการเดลิเวอรีและร้านสะดวกซื้อต่าง ๆ ที่มีอยู่แทบทุกหัวมุมเมือง ทำให้ดูเหมือนกับว่าเรื่องอาหารการกินจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่เท่าไหร่นักสำหรับคนไทย
ทว่าวิถีชีวิตของวัยทำงาน โดยเฉพาะชาวออฟฟิศที่ต้องแอ็กทีฟวันละ 8 - 12 ชั่วโมงต่อวัน (รวมเวลาไป – กลับที่พัก) พวกเขากลับไม่มีเวลามาใส่ใจเรื่องอาหารการกินมากมายนัก จนต้องหันไปพึ่งพาของแปรรูปที่ทั้งราคาถูก ง่าย สะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์มากกว่า อีกทั้งความน่าตกใจอย่างหนึ่งคือการทำอาหารกินเองในยุคนี้ดันกลายเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงความเหลื่อมล้ำของคนได้ด้วยเช่นกัน เนื่องจากปัจจัยด้านเวลา ความเหนื่อยล้า ค่าครองชีพ และข้อจำกัดด้านที่อยู่ของแต่ละคน หากคุณไม่เหลือแรงพอจะไปหาอะไรกินด้วยตัวเองหรือไม่มีเวลาจะลุกมาเข้าครัว การใช้นิ้วจิ้มจอแล้วนอนรอของมาส่งคงสะดวกสบายกว่าแน่นอนอยู่แล้ว นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมบริการเดลิเวอรีเฟื่องฟูแบบสุด ๆ แม้จะต้องแลกด้วยราคาที่สูงกว่าการสั่งซื้อหน้าร้านก็ตาม ซึ่งสุดท้ายอาจลากยาวไปยันปัญหาค่าครองชีพอีกด้วย

กินแบบไม่เครียดและปลอดภัยด้วยหลัก 5 อ.
“หลัก 5 อ.” ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มักแชร์อยู่เป็นประจำ สามารถนำมาปรับใช้ได้กับคนทุกเพศทุกวัยไม่เฉพาะแค่ผู้สูงอายุเท่านั้น ซึ่งท่ามกลางสังคมอันตึงเครียดในปัจจุบัน การปรับตัวเท่าที่ทำได้แบบพอดีและไม่หักโหมอาจเป็นอีกหนึ่งทางออกที่น่าสนใจ
อ.อาหาร
พอดี ไม่ตึง : แทนที่จะนับแคลอรีทุกเม็ดจนเครียด ให้ลองใช้หลัก 2:1:1 ในแต่ละมื้อแทน นั่นคือผัก 2 ส่วน คาร์บ 1 ส่วน โปรตีน 1 ส่วน วัตถุดิบทั้งหมดนี้สามารถหากินได้ง่ายรอบตัว
ตามใจในขอบเขต : อนุญาตให้ตัวเองกินของชอบได้สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อลดความกดดัน (แต่ต้องมีวินัยนะ)
อ.ออกกำลังกาย
ขยับแบบสนุก : การเผาผลาญไม่จำเป็นต้องเข้ายิมหนักเสมอไป แต่อาจลองเดินขึ้นบันได เต้นตามคลิปแอโรบิกสวนลุม หรือขยับตามเพลงที่ชอบลง TikTok วันละ 15 - 30 นาทีก็จะมีความสุขขึ้นได้
รับฟังร่างกาย : ไม่ต้องหักโหม หากวันไหนเหนื่อยมากหน่อย การยืดเหยียดเบา ๆ ก็ถือว่าได้ออกกำลังกายบ้างแล้ว
อ.อารมณ์
กินอย่างมีสติ : อารมณ์ส่งผลต่อระบบย่อยอาหารและการเลือกกินอย่างมาก หากลองเลิกจับมือถือและโฟกัสแค่รสชาติของอาหาร จะช่วยให้รู้ตัวว่า “อิ่ม” ได้เร็วขึ้น แถมยังป้องกัน Over Eating ได้ด้วย
ไม่กินเพื่อดับเครียด : หากเครียด ให้ลองดื่มน้ำเปล่า น้ำผลไม้ ชา หรือหาอะไรทำแทนการหาอะไรกินแบบมื้อใหญ่ จะช่วยลดปริมาณการกินต่อวันให้น้อยลงได้
อ.อดิเรก
นอนให้พอ : เบสิคที่สุดคือการนอนให้เพียงพอ เพราะการนอนคือการคุมน้ำหนักที่ง่ายที่สุด ช่วยลดความอยากของหวานและของทอดในวันรุ่งขึ้นได้อย่างเห็นผลชัด ดังนั้นจึงควรนอนหลับเฉลี่ย 7-8 ชั่วโมงต่อวัน
อ.อดปัจจัยเสี่ยง
ลด หวาน มัน เค็ม : ไม่ต้องตัดทิ้ง 100% แต่ให้ลองสั่งเครื่องดื่มหวานน้อย เลี่ยงการปรุงอาหารเพิ่ม ลดอาหารจัดหรือควบคุมให้อยู่ในวัน Cheat Day ก็พอไม่ต้องทานทุกวัน

The Second Brain “ลำไส้”คือศูนย์กลางของชีวิต
หลายคนมีอาการเจ็บป่วยง่าย บางครั้งสาเหตุไม่เจอ แต่ความจริงแล้วมันอาจมาจากระบบสำไส้ที่ผิดเพี้ยนไปจากปกติ ซึ่งการมีลำไส้ดีคือหนึ่งในตัวชี้วัดด้านสุขภาพได้อีกทางหนึ่ง
ไมโครไบโอมหรือจุลินทรีย์นับล้านล้านตัวที่อยู่ในลำไส้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่ย่อยอาหารเท่านั้นแต่มันเกี่ยวข้องแทบทุกระบบของร่างกายตั้งแต่ภูมิคุ้มกัน ระบบเผาผลาญ สมอง และอารมณ์ ซึ่งความสมดุลของจุลินทรีย์ (Dysbiosis) มันยังเชื่อมโยงกับอาการป่วยในหลายโรค เช่น เบาหวาน โรคอ้วน ไปจนถึงมะเร็งและอีกมากมาย
จากข้อมูลระบุว่ามากกว่า 40% ของประชากรโลกมีความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร (Functional GI Disorders) ในขณะเดียวกันภาวะลำไส้แปรปรวน (IBS) พบได้ประมาณ 10–15% ของประชากรโลก จากวิทยานิพนธ์ของคุณอรุษ เพชรเชิดชู (สาขาวิทยาการชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพฯ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์) ระบุว่าในประเทศไทยเองมีอัตรา IBS ประมาณ 5–10% ของประชากร คือมันกลายเป็นโรคสำหรับคนในยุคปัจจุบันไปแล้ว
สาเหตุหลายอย่างที่ทำให้ระบบลำไส้ผิดปกตินั้นมีตั้งแต่
อาหาร มีอาหารแปรรูป (บางส่วนไร้คุณภาพ) ที่หาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อ นอกจากนี้คนส่วนใหญ่ไม่กินผักผลไม้ที่มีไฟเบอร์ ส่งผลต่อความหลากหลายของไมโครไบโอมที่ช่วยในการขับถ่ายทำได้ยากขึ้น
ความเครียด ในลำไส้มีสิ่งที่เรียกว่าสมองที่ 2 (Gut- Brain Axis) ความเครียดทำให้กระเพาะผลิตกรดออกมามากเกินจำนวน ลำไส้บีบตัวผิดปกติ เปลี่ยนสมดุลจุลินทรีย์ เกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย หรือท้องผูกได้
การนอน คนส่วนหนึ่งชอบการนอนดึกหรือนอนน้อย ทำให้ฮอร์โมนและลำไส้รวน ส่งผลต่อจุลินทรีย์ในลำไส้โดยตรง
ทางออกที่เราสามารถฟื้นฟูระบบลำไส้ได้คือกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูง (ผัก ผลไม้ ธัญพืช) เพิ่มอาหารหมัก (โยเกิร์ต กิมจิ ฯลฯ) ลดอาหารแปรรูป น้ำตาล และแอลกอฮอล์ จัดการความเครียด (ออกกำลังกายและนั่งสมาธิ) นอนให้เพียงพอ และฝึกขับถ่ายให้เป็นเวลา
ในสังคมปัจจุบันที่หลายคนสนใจในภาพลักษณ์ภายนอก จนบางครั้งเรากลับละเลยร่างกายของตัวเอง แม้มีการเจ็บป่วยแล้วก็หันกลับมาดูแลตัวเอง แต่สิ่งที่ควรเริ่มทำตอนนี้คือระบบภายในสุดอย่างระบบลำไส้ ที่นับว่าเป็นส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงแทบทั้งหมดของร่างกาย

Built to Move โรคเกิดขึ้นได้ หากร่างกายไม่เคลื่อนไหว
หากย้อนกลับไปในยุคแรกที่มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมา สิ่งที่พวกเขาทำอันดับแรกคือการหาอาหาร เนื่องจากถ้าไม่ได้กินอาหารมนุษย์ก็ไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นจากการออกหาอาหารคือ ร่างกายได้รับการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ตรงจุดนี้เองที่ส่งต่อ DNA มารุ่นต่อรุ่นในเรื่องความแข็งแรงของร่างกาย แต่โลกสมัยใหม่แทบไม่เอื้ออำนวยให้เราออกกำลังกายทั้งวัน แต่เป็นการนั่งอยู่กับที่เสียส่วนใหญ่ จนเป็นบ่อเกิดโรคหลายชนิดทำให้มนุษย์เจ็บป่วยกันมากขึ้น
วิถีชีวิตแบบนั่งทั้งวัน (Sedentary Lifestyle) มักพบมากในมนุษย์ออฟฟิศหรืออาชีพที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวจนกลายปัจจัยเสี่ยงระดับโลก จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าการออกกำลังกายน้อยหรือแทบไม่ออกกำลังเลยมีความเสี่ยงในการเสียชีวิต 20 - 30% เมื่อเทียบกับคนที่เคลื่อนไหวเพียงพอกับความสมดุลของร่างกาย
โดยที่การใช้ชีวิตหรือทำอาชีพแบบแทบไม่ขยับตัว เป็นส่วนหนึ่งของปัจจัยความเสี่ยงทำให้เสียชีวิตอันดับ 4 ของโลก คิดเป็นประมาณ 6% ของการเสียชีวิตทั้งหมด และแม้ว่าจะออกกำลังกายวันละ 1 ชั่วโมง แต่หากต้องนั่งนานถึงวันละ 10 - 12 ชั่วโมงก็ยังทำลายสุขภาพอยู่ดี
การป่วยเป็นออฟฟิศซินโดรม เช่น ปวดคอ หลัง ไหล่ แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กแต่จริง ๆ แล้วมันอาจเป็นจุดเริ่มต้นของโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง ระบบการไหลเวียนของเลือดต่ำ ระบบเผาผลาญลดลง นำไปสู่โรคหลอดเลือกอย่างความดัน เบาหวาน หัวใจ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้เหมือนกับเครื่องจักรที่เสีย ไม่ใช่เพราะทำงานหนัก แต่เพราะแทบไม่เคยใช้มันเลย
เป็นที่ทราบกันดีว่าการออกกำลังกายสามารถลดความเสี่ยงของโรคที่กล่าวมาได้ โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวด้วยการเดินง่าย ๆ เพียงไม่กี่นาที สำหรับผู้ที่ทำอาชีพนั่งมากกว่าเดินให้เปลี่ยนเป็นลุกยืดเส้นทุก 30 – 60 นาทีหรือขยับร่างกายระหว่างวัน ลดเวลาการนั่งให้น้อยลงก็ช่วยยืดอายุขัยได้
บริบทของสังคมที่เปลี่ยนไปเป็นการใช้ชีวิตผสานกับโลกออนไลน์มากขึ้น การขยับตัวจึงน้อยตามไปด้วย แม้แต่การซื้อของยังสามารถเปิดแอปพลิเคชันจ้างคนมาส่งของแทนการเดินออกไปซื้อเอง พฤติกรรมความสะดวกสบายนี้อาจดูเป็นเรื่องดี แต่ความจริงแล้วกำลังสร้างพฤติกรรมขี้เกียจที่บั่นทอนร่างกายของเราให้แย่ลง
มนุษย์ถูกออกแบบมาเพื่อเคลื่อนไหว แต่เรากลับใช้ร่างกายให้น้อยลงจากบางอาชีพที่จำเป็นต้องทำ เมื่อร่างกายแทบไม่ถูกใช้งานมันจะค่อย ๆ เสื่อมลงจนไม่สามารถใช้งานได้อีกครั้ง และเมื่อถึงวันนั้นทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว

Healthy Mind, Healthy Life สุขภาพจิตดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
ท่ามกลางแสงไฟระยิบระยับของตึกสูง คาเฟ่ที่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน และเสียงรถสัญจรไปมาของเมืองที่ไม่เคยหลับใหล ดูเหมือนว่าจะครึกครื้นและเต็มไปด้วยความสุข แต่แท้จริงแล้วกลับยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นเท่านั้นจนถึงขั้นกัดกินสุขภาพจิตของคนในสังคมไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่ทันรู้ตัว
ปัจจุบันเรื่องของสุขภาพจิต (Mental Health) ได้รับความสนใจอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีต เพราะสภาพสังคมที่ตึงเครียดอยู่เป็นประจำจากปัญหาที่ไม่อาจควบคุมและหลีกเลี่ยงได้ยาก ทำให้คนยุคนี้ไม่ได้เจอความเครียดเป็นช่วง ๆ แต่กลับเครียดกันอยู่เป็นประจำ ซึ่งบางครั้งก็คงไม่ทันรู้ว่าสภาพจิตใจตนเองกำลังเผชิญวิกฤติอย่างหนักจากสิ่งเร้าลบ ๆ รอบตัว
ตั้งแต่เราตื่นนอน เราหยิบมือถือก่อนสิ่งใดเพื่อเข้าแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียอัปเดตข่าวสาร บางครั้งก็ต้องเสพดราม่าต่าง ๆ บนโลกออนไลน์จนลุกขึ้นมานั่งสาดความโกรธแค้นกันผ่านตัวอักษร ก่อนจะไปจบด้วยอาการเศร้าซึมหลังเห็นภาพเปรียบเทียบชีวิตตัวเองกับความสำเร็จของคนอื่นที่พากันโพสต์ลงบนอินเทอร์เน็ต ไม่นับรวมว่าพอออกไปใช้ชีวิตทำงานจะยังประสบพบเจอปัญหารูปแบบอื่น ๆ ที่คาดเดาไม่ได้อีก ทั้งเรื่องหงุดหงิดเล็กน้อยไปจนถึงเรื่องชวนหัวเสียท่ามกลางอากาศร้อนของเมืองไทย
สุขภาพจิตไม่ได้ส่งผลแค่ทางใจแต่ลามมาถึงทางกายด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดศีรษะ (ไมเกรน) อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ เบื่ออาหาร และอีกมากมาย ดังนั้นเราจึงควรประเมินสภาพอารมณ์และร่างกายของตัวเองอยู่เสมอเพื่อป้องกันก่อนจะเกิดปัญหาใหญ่ตามมาจนอาจสายเกินแก้
ยอมรับและ Move On : การยอมรับว่าชีวิตคนเราย่อมมีปัญหาและปัญหามันเกิดขึ้นได้กับทุกคน ถือเป็นปรัชญาง่าย ๆ สั้น ๆ ที่อาจจะช่วยลดทอนความเครียดให้น้อยลงได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ลอง “ช่างแม่ง” ดูบ้าง : เราไม่สามารถแคร์ทุกเรื่อง ทุกคำพูด ทุกปัญหาที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้ ถ้าไม่เดือดร้อนใครนอกจากตัวเองก็ลอง “ช่างแม่ง” เพื่อปล่อยวางลงบ้าง น่าจะเป็นผลดีที่ช่วยเซฟสุขภาพจิต
สุขเล็กน้อยก็เท่ากับสุข : ลองหาอะไรที่ทำแล้วมีความสุข (ไม่เบียดเบียนคนอื่น) ไม่จำเป็นต้องเล่นใหญ่เสมอไป แต่ขอให้มันเป็นเซฟโซนในชีวิตสำหรับใช้ผ่อนคลายความตึงเครียดลง เพราะอาจจะแค่เล็กน้อยก็ถือว่าสุขได้เหมือนกัน
เลิกทำตัวเป็นไม้บรรทัด : ไม่มีใครเกิดมาแล้วไร้คุณค่า ดังนั้นควรหยุดเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่ให้คิดเสียว่าคนเราเหมือนดอกไม้ที่เบ่งบานในช่วงเวลาแตกต่างกัน แล้วสักวันจะเป็นวันของเรา
Health, Life and Tech เทคโนโลยี มนุษย์ และวิถีสุขภาพที่เปลี่ยนไป
ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีคือตัวการหลักที่ทำให้ไลฟ์สไตล์ของมนุษย์เปลี่ยนไปอย่างมาก จากเมื่อก่อนที่ต่างคนต่างใช้ชีวิตโดยไร้การเชื่อมต่อกันผ่านอินเทอร์เน็ต มาสู่ปัจจุบันที่ทั่วทั้งโลกกลายเป็นสังคมติดจอ ก้มมองโทรศัพท์ทุกที่ทุกเวลา และขับเคลื่อนการกระทำทุกอย่างด้วยเทรนด์ออนไลน์
เป็นที่ยอมรับกันไปทั่วว่าผู้คนกำลังประสบปัญหาเรื่องสมาธิสั้นจากการเสพสื่อออนไลน์ในรูปแบบ Rush Video หรือ Fast Content อย่างคลิปแนวตั้งที่มีความยาวเพียงไม่กี่วินาที เพราะมันถูกออกแบบมาให้ใช้นิ้วปัดจอเลื่อนไปเรื่อย ๆ มากกว่าจะคลิกเข้าไปดูทีเดียวนาน ๆ เหมือนเมื่อก่อน ดังนั้นมนุษย์เราจึงเริ่มขาดโฟกัส และหนักหนาสาหัสถึงขั้นบางคนไม่สามารถรับชมหรือรับฟังอะไรยาว ๆ เกิน 10 นาทีได้เลยด้วยซ้ำ
ไหนจะปัญหา Fake News เกี่ยวกับความรู้เรื่องสุขภาพแบบผิด ๆ อย่างประเทศไทยเมื่อ 5-6 ปีที่แล้วกับกระแสโรตีดิบ ดื่มฉี่ต้านมะเร็ง และอีกมากมายสารพัดจนทำเอาวงการแพทย์ปวดหัว ซึ่งปัจจุบันปัญหานี้ก็ได้ขยับขยายมาสู่เทรนด์ AI ที่คนหันมาถาม - ตอบและหาข้อมูลจากมันมากกว่าจะพึ่งพาหมอตัวจริง โดยไม่สนเลยว่ามันจะเชื่อถือได้หรือไม่
ภัยสุขภาพที่มาพร้อมกับปัญหาสังคมติดจอควรได้รับการตระหนักรู้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอาการอักเสบของกล้ามเนื้อเพราะมัวแต่ก้มหน้าตลอดเวลา ละเลยที่จะขยับร่างกายให้บ่อย ๆ จนเสี่ยงต่อโรค NCDs (โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง) อันตรายของแสงสีฟ้าจากหน้าจอที่ทะลุเข้าสู่สายตา พักผ่อนไม่เพียงพอจนส่งผลกระทบโดยตรงต่อนาฬิกาชีวิต และต้องตื่นมาพร้อมความอ่อนเพลียสะสม ก่อนลุกลามไปยังสุขภาพส่วนอื่น ๆ กระทั่งยากเกินแก้ไข
อย่างไรก็ตามการเข้ามาของอินเทอร์เน็ตยังคงมีข้อดีอยู่บ้าง หากเราเลือกใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างถูกต้องและมีสติ อาทิ เข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ได้ง่ายขึ้นผ่านเว็บไซต์โรงพยาบาล รับบริการปรึกษาด้านสุขภาพได้ทั่วถึงมากขึ้นผ่านแอปพลิเคชันของหมอ ออกกำลังกายสะดวกกว่าเดิมด้วยการรับชมคลิปผ่าน YouTube เป็นต้น สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าโลกมันหมุนเร็วขึ้นด้วยเทคโนโลยี จนทำให้เราไม่อาจหลีกเลี่ยงเพื่อทำตัวเป็นคน Low-Tech ได้อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นการจะมีสุขภาพที่ดีในยุคนี้ก็คงไม่ใช่พยายามหนีห่างจากโลกออนไลน์แบบหักดิบเสียทีเดียว ขอเพียงแค่ต้องใช้ให้เป็นเสียมากกว่า

Privilege Wellness เมื่อสุขภาพดีกลายเป็นเรื่องของคนรวย (จริงหรือ)
เคยได้ยินไหมว่า “การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือการลงทุนกับสุขภาพ...” ประโยคนี้คงไม่เกินจริงนักเมื่อเทรนด์ของ Wellness ยุคปัจจุบันเริ่มขยับขยายไปไกลมากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดข้อสงสัยตามมาว่าเมื่อไหร่กันที่สุขภาพดี ๆ กลายเป็นสิทธิพิเศษเฉพาะบางชนชั้น
แท้จริงแล้วเรื่องของการลงทุนกับสุขภาพสามารถตีความออกได้เป็น 2 ทาง นั่นคือสุขภาพดีอาจเป็นทรัพย์สินอันทรงคุณค่า หรือสุขภาพดีแท้จริงแล้วคือเรื่องของคนรวย เพราะท่ามกลางยุคปัจจุบันที่กระแส Wellness เติบโตอย่างก้าวกระโดด เรามักจะเห็นภาพลักษณ์ของการส่งเสริมสุขภาพดีผ่านหน้าจอโซเชียลมีเดียในรูปแบบสวยหรูเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการแช่อ่างน้ำเย็น Cold Plunge การบำบัดเลือดด้วย Ozone Therapy การทานอาหาร Organic ราคาสูง การเข้ายิมสุด Exclusive การเข้าคอร์ส Mental Detox อันเลิศหรู หรือการซื้ออาหารเสริมราคาแพง เป็นต้น
ทว่าความจริงอีกด้าน แม้ Privilege Wellness จะมีอยู่จริง แต่ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านก็ยังยืนยันว่าการมีสุขภาพดีและยั่งยืนไม่จำเป็นต้องราคาแพงเสมอไป หากเราลองปรับนิยามของมันดูเสียใหม่ไปเป็นการดูแลร่างกายแบบพื้นฐานแทน นั่นคือนอนหลับให้เพียงพอ ทานอาหารให้ถูกหลัก ขยับตัวเพื่อเผาผลาญบ้าง เท่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องไปแสวงหาอะไรมาเสริมเติมแต่งหรือฉีดเข้าร่างกายแล้ว เพราะบางครั้งมันอาจเกิดอันตรายมากกว่าเกิดประโยชน์

สุขภาพที่ดีอาจเริ่มต้นด้วยวินัยส่วนตัว เพราะสุดท้ายแล้ว Wellness ที่แท้จริงอาจไม่ใช่การดื่มน้ำสกัดเย็นขวดละร้อย กินอาหารคลีนมื้อละสองร้อย จ่ายค่าอาหารเสริมเดือนละหลายพัน หรือเสียเงินบำบัดสุขภาพปีละหลายหมื่น แต่มันหมายถึงการมีสติในการเลือกใช้ชีวิตตามกำลังที่เรามี เพื่อให้ร่างกายและจิตใจแข็งแรงในระยะยาวนั่นได้เอง
Survival of the Fittest การดูแลสุขภาพในโลกทุนนิยม
วงจรของชีวิตมนุษย์โดยหลักการแล้วคือเกิด แก่ เจ็บ และตาย แต่จากจุดเริ่มต้นไปจนถึงการสิ้นสุดของชีวิตนั้น เราต้องอยู่ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีและมีความสุข ไม่ใช่อยู่อย่างการเจ็บป่วยด้วยความเครียดสูง ซึ่งวิธีง่าย ๆ คือการปรับพฤติกรรมในชีวิตจะทำให้เราไม่ป่วยและสุขภาพดีได้
แต่ในความจริงแล้วยุคปัจจุบันทำได้ยากขึ้น เนื่องจากโครงสร้างทางสังคมของระบบเศรษฐกิจและระบบทุนนิยม ทำให้มนุษย์แย่งชิงความเป็นเลิศแทบจะทุกด้านโดยเฉพาะด้านการเงิน ด้วยความรีบเร่ง การดูแลตัวเองให้มีคุณภาพในสังคมก็ทำได้น้อยลง อย่างการกินเราจะเจอกับอาหารแปรรูปจำนวนมากที่ผลิตขาย จะทำกินเองที่บ้านก็ยากเย็นแสนเข็ญ การประกอบอาชีพมักถูกออกแบบมาในการเคลื่อนไหวน้อย (นอกจากอาชีพที่ใช้แรงงาน) แม้แต่อากาศก็มีมลพิษจำนวนมากที่เราต้องสูดมันเข้าไป
โครงสร้างทางสังคมถูกออกแบบให้เกิดความสบายมากจนเกินไป ส่งผลกระทบโดยตรงต่อร่างกายมนุษย์ ซึ่ง OECD (Organisation for Economic Co-operation and Development) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาชี้ว่าคนเมืองมีแนวโน้มเคลื่อนไหวน้อยลงและมีความเสี่ยงโรคเรื้อรังสูงขึ้น แน่นอนว่าคุณจะห่างจากโรคเหล่านี้ได้ต้องเป็นคนที่มีวินัยในการออกกำลังกายสูงมาก แต่คนส่วนใหญ่มักจะขี้เกียจ
ปัญหาหลายที่ขึ้นกับการเจ็บป่วย ในประเทศไทยแม้จะมีระบบสาธารณสุขที่ดีติดอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ส่วนหนึ่งต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการเติมเงินเข้าระบบ และที่สำคัญต้องแลกมาด้วยการทำงานหนักของบุคลากรทางการแพทย์ที่มากเกินไป รัฐจึงควรรณรงค์การป้องกันโรคก่อนที่จะเป็นโรคแล้วต้องทำการรักษามากกว่านี้
ยกตัวอย่างก่อนที่จะป่วยมารักษาในโรงพยาบาล เรื่องฝุ่น PM 2.5 เราควรป้องกันจากต้นเหตุคือควบคุมหรือลดจำนวนฝุ่นให้น้อยที่สุด แต่ปัจจุบันในเรื่องของกฎหมายอากาศสะอาดก็ยังไม่ถูกนำมาใช้
เรื่องของอาหารแปรรูปที่มีสารปนเปื้อนเป็นอันตราย หรือมีการนำเข้าอาหารอันตรายโดยไม่ผ่านมาตรฐาน อย. ก็ยังมีให้เห็นจำนวนมาก การเก็บภาษีน้ำตาลก็ยังไม่เป็นรูปธรรม หรือแม้แต่พื้นที่สีเขียวก็ยังมีจำนวนน้อยเกินไป แสดงให้เห็นว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจยังคงมาก่อนสุขภาพประชาชนเสมอ
ข้อมูลจาก World Bank ระบุว่าคนรวยมีได้น้อยมีความเสี่ยงโรคเรื้อรังสูงกว่า เนื่องจากมีข้อจำกัดในการเข้าถึงอาหารคุณภาพดี การรักษา และสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยได้น้อยกว่า อย่างที่กล่าวไว้ในบทข้างต้นคนที่มีเงินสามารถซื้อเครื่องฟอกอากาศและอาหารปลอดสารพิษได้ ส่วนคนไม่มีเงินต้องอยู่กับฝุ่น PM2.5 กินอาหารคุณภาพต่ำ หรือแทบไม่มีเวลาดูแลตัวเองเพราะต้องทำงานหนัก
แต่ไม่ว่าจะยากดีมีจนขนาดไหนก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการเลือกกินไม่ให้ร่างกายป่วย พยายามพาตัวเองไปอยู่ในสถานที่อากาศดี เลือกที่จะออกกำลังกายและพักผ่อนให้พอดี นี่คือสิ่งง่าย ๆ ที่เราสามารถทำได้ด้วยตัวเอง ในโลกปัจจุบันที่มีปัญหาสิ่งแวดล้อมแทบทุกที่ เรากำลังเผชิญกับระบบที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อหวังผลในเรื่องรายได้เท่านั้น มันค่อย ๆ ทำลายพื้นฐานของชีวิตทุกวัน ดังนั้นมีทางเลือกเดียวคือต้องดูแลตัวเอง
เพราะสุดท้ายแล้วการมีชีวิตอยู่ในยุคนี้ไม่ใช่แค่การหายใจไปวัน ๆ แต่คือการอยู่เพื่อให้เรายังมีสิทธิ์มีชีวิตที่สมดุลอย่างมีความสุขต่อไป
ที่มาข้อมูล : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)



