The Artist of Thai Lacquer Painting ศิลปะกํามะลอที่รักจริง อาจารย์สนั่น รัตนะ
อาจารย์สนั่น รัตนะ คือบุคคลสําคัญท่านหนึ่งในวงการศิลปะไทย ท่านมีตำแหน่งเป็นราชบัณฑิต ประเภทวิชาวิจิตรศิลป์ สาขาจิตรกรรม สํานักศิลปกรรม เป็นศิลปิน อาจารย์ นักเขียน และจัดทําหนังสือเกี่ยวกับศิลปะไทยมากมาย
เราพบกับอาจารย์สนั่น รัตนะครั้งแรกที่กรมศิลปากร สํานักช่างสิบหมู่ ถนนพุทธมณฑลสาย 5 ขณะที่กําลังขะมักเขม้นทํางานภาพเขียน เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยงานดังกล่าวมีศิลปินเข้าร่วมทํางานจํานวนมาก
ในช่วงเวลานั้นอาจารย์สนั่นได้ให้เกียรติอธิบายความเป็นมาในการทํางาน รวมถึงเทคนิคต่าง ๆ อย่างครบถ้วน จนเราได้รับข้อมูลไปมากพอสมควร แต่วันนั้นอาจารย์สนั่นกลับไม่ได้เผยงานของตัวเองออกมาแม้แต่น้อยว่าทำอะไรและมีความสำคัญมากน้อยแค่ไหน
จนกระทั่งเราได้มีโอกาสกลับมาพบอาจารย์สนั่นอีกครั้ง และหลังจากที่ได้คุยกันไม่นานก็พบว่างานศิลปะที่ท่านทําอยู่นั้นทรงคุณค่า มีเพียงไม่กี่คนที่ยังทํางานศิลปะในแบบฉบับโบราณแบบนี้อยู่
“เบื้องต้นทุกคนคงเคยได้เห็นผมในการทํางานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นภารกิจหนึ่งที่ผมได้รับ และนั่นก็คือประสบการณ์หนึ่งที่เป็นผลงานการันตีความรู้ความสามารถของผมในการได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นราชบัณฑิตครับ
“ปัจจัยสําคัญจากงานของผมเป็นที่ประจักษ์ในสังคมช่วงเวลาหนึ่ง แต่จริง ๆ แล้วการทํางานศิลปะของผมนั้นทํามายาวนานไม่น้อยกว่า 45 ปี เขียนรูปทุกวัน เป็นการทํางานที่หนักพอสมควร นั่นหมายถึงว่าทักษะและประสบการณ์นั้นค่อย ๆ สะสมเข้ามา ทั้งหมดนี้เราทําเพื่อต้องการค้นปัญหาและหาคําตอบเพื่อไปถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ลูกศิษย์ อะไรใช่ อะไรไม่ใช่ ไม่จําเป็นต้องให้ลูกศิษย์ค้นหาด้วยความยากลําบากมากนัก ในเมื่อเราเคยผ่านจุดจุดนั้นมาแล้ว เราก็จะแนะนําในวิธีที่ถูกให้แก่พวกเขาไปเลยโดยไม่จําเป็นต้องไปลองผิดลองถูก เพื่อลูกศิษย์จะได้ดําเนินไปสู่เป้าหมายที่รวดเร็วมากขึ้น

ความภูมิใจในราชบัณฑิต
“ราชบัณฑิตประกอบด้วยคําสองคําคือ “ราชะ” กับ “บัณฑิต” ราชะคือพระราชา บัณฑิตคือผู้รู้ จึงเป็นผู้รู้ของพระราชา นักปราชญ์ของพระราชา คล้าย ๆ กับหนังจีนที่มีการสอบจอหงวน สอบเพื่อเป็นราชครูทํานองนั้น เช่นเดียวกัน หน้าที่ของราชบัณฑิตจะมีโอกาสหรือเรียกได้ก็ต่อเมื่อมีการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง ซึ่งตัวผมเองได้รับการแต่งตั้งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมมาตั้งแต่วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2563 ครับ
“ตัวผมถ้าจะไปแสดงที่ไหนก็จะเป็น “สนั่น รัตนะ ราชบัณฑิต” มี “ราชบัณฑิต” ห้อยท้ายเสมอ เพราะถือว่าเป็นตําแหน่งที่โปรดเกล้าฯ ติดตัวตลอดกาล ลาออกไม่ได้ มีอย่างเดียวคือถวายบังคมลาตาย เพราะฉะนั้นก็ถือว่าเป็นเกียรติสูงสุดของคนทํางานศิลปะคนหนึ่งที่ได้รับโอกาส ถือว่าเป็นนักปราชญ์ของแผ่นดินสาขาจิตรกรรมไทย ซึ่งที่ผ่านมติการพิจารณาคัดเลือกจากผลงานของผมแล้วว่ามีความเหมาะสมและเสนอขึ้นไปโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งลงมาครับ
“ตอนนี้ผมทําหน้าที่เป็นประธานยกร่างศัพท์หัตถศิลป์ไทยของราชบัณฑิต เป็นปัจจัยที่ยากมาก ตรงที่เราไม่สามารถสืบสาวราวเรื่องให้ลงลึกในสิ่งที่เราต้องการ ไม่สามารถตอบคําถามในช่วงร้อยสองร้อยปีได้ ไม่มีหลักฐานปรากฏ ต้องไปอิงกับกฎหมาย อิงกับพงศาวดาร อิงอยู่กับตํานานของชาติอื่น ๆ ไม่เหมือนกับจีนหรือยุโรป อย่างเช่นภาพวาดที่เขาสามารถตอบได้ว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไร ใครวาด เกิดขึ้นเมื่อไหร่ สามารถตอบได้ แต่พอมองกลับมาที่ของไทย เราไม่ได้มีการบันทึกอะไรแบบนั้น
“ดังนั้นการทํางานจะเป็นไปได้ค่อนข้างยาก ต้องอาศัยผู้รู้ในแต่ละแขนงมาก ศึกษาเพื่อเจาะลึกข้อมูลอ้างอิงข้อมูลต่าง ๆ มาปะติดปะต่อกันจนได้ข้อมูลที่ถูกต้องในสารานุกรมไทย ผมรู้สึกว่าถ้าหากทําออกมาได้สัก 1 เล่มผมก็ภูมิใจ เพราะอย่างน้อยจะมีบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ผมพูดอยู่เสมอว่าในวันข้างหน้าความรู้ต่าง ๆ ที่คนรุ่นใหม่เข้ามาศึกษาต่อ จะสามารถรับรู้และปะติดปะต่อเรื่องบางเรื่องในอดีตได้และนําไปสู่ปัจจุบัน ซึ่งผมมองว่าเป็นข้อดี”

รากเหง้าศิลปะไทย
“ศิลปกรรมของคนไทยนั้นมีมาแต่ตั้งเดิมแล้ว เรียกว่าช่างสิบหมู่ เรียกแทนช่างแต่ละสาขา ภายหลังอาจารย์ศิลป์ พีระศรีท่านเข้ามารับราชการในประเทศไทย ท่านได้นําศิลปะแบบตะวันตกเข้ามาผสมผสานร่วมสมัยระหว่างของไทย เพราะฉะนั้นถ้าหากไม่มีอาจารย์ศิลป์ก็จะไม่มีศิลปกรรมรูปแบบตะวันตกให้เราได้เรียนรู้ เพราะเราจะมีศิลปกรรมไทยที่เป็นประเพณีดั้งเดิมอย่างเดียว เพราะฉะนั้นหากเปรียบเทียบตัวศิลปกรรมในกลุ่มเพื่อนบ้านอาเซียนหรือกลุ่มเอเชียก็ดี ตัวศิลปกรรมของเราค่อนข้างจะก้าวหน้ากว่ากลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน นั่นหมายถึงว่าเราได้ประยุกต์ระหว่างตะวันตกและประเพณีของไทยเข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งเราได้เปรียบที่มีครู
“ผมคิดว่านี่คือความฉลาดของคนไทยที่สามารถผสมผสานให้ 2 ภูมิปัญญานี้ให้เดินไปด้วยกัน เพราะคนไทยมีนิสัยกลมกลืนกับสิ่งใหม่ ๆ ที่เข้ามา ไม่ทําตัวแตกแยก ในช่วงต้นอาจรู้สึกแปลกแยก พอหลังจากนั้นมันจะเกิดความกลมกลืน
“ความจริงแล้วการนําวัฒนธรรมตกเข้ามาตั้งแต่สมัยก่อนในช่วงยุคของสมเด็จพระนารายณ์หรือแม้กระทั่งวัฒนธรรมของจีนเองก็ตาม มันเป็นไปในแต่ละยุค แต่พอมาเป็นยุคปัจจุบันเอกลักษณ์ของความเป็นไทยจึงได้มีการผสมผสานในแต่ละวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ทั้งไทยดั้งเดิม ตะวันตก จีน อินเดีย หรือชาติอื่น ๆ ที่ได้เข้ามาผสมผสานกลมกลืน ไม่เฉพาะตัวศิลปะอย่างเดียว ยังรวมถึงวัฒนธรรมอย่างอื่นด้วย
“ถ้าพูดโดยรวมเราพัฒนาไปในระดับหนึ่ง แต่ว่าการเดินออกไปเรามุ่งเน้นการออกไปสู่สากล โดยที่ส่วนใหญ่แล้วเราลืมและทิ้งความเป็นตัวตนแท้ ๆ ของเรา ความรู้ ภูมิปัญญาไทยหลาย ๆ อย่างที่เราไม่ได้สืบทอด ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้บันทึกนั้นคือการได้หน้าแล้วลืมหลัง เรามุ่งเน้นไปข้างหน้าอย่างเดียว ลืมความเป็นตัวตนไว้ข้างหลัง มุ่งสู่อารยธรรมใหม่ ๆ เพราะฉะนั้นในรุ่นใหม่ ๆ ถามว่าคนไทยรู้จักตนเองมากน้อ แค่ไหน ตอบได้เลยว่าไม่เยอะ เพราะว่าเราไม่ได้ใส่ใจกับตัวเราเอง ใครก็ตามที่ศึกษาจะมองว่าเป็นคนเชย ล้าสมัย ผมสังเกตได้จากลูกศิษย์นักศึกษาในปัจจุบัน หากไปถามเรื่องของตัวเองที่เป็นความรู้ภูมิปัญญาของชาติมักตอบไม่ได้ แต่พอถามเรื่องคนอื่นกลับตอบได้ชัดเจนมากกว่า”

ศิลปะลายกํามะลอ
“ภูมิความรู้ดั้งเดิมต่าง ๆ หายไปเยอะมากในสมัยอยุธยา กรมช่างสิบหมู่คือศิลปะช่างที่จัดหมวดใหญ่ได้เป็นสิบหมู่ ความจริงแล้วมีช่างมากกว่าร้อยช่างแต่จัดสรรออกมาได้สิบกลุ่ม ปัจจุบันเหลือเพียงสํานักงานกรมช่างสิบหมู่ของกรมศิลปากร ความรู้เรื่องช่างต่าง ๆ สูญหายไปเยอะมาก บางอย่างสามารถสืบข้อมูลปะติดปะต่อจากเพื่อนบ้าน อย่างเช่น “ศิลปะลายกํามะลอ” เทคนิคผสมระหว่างลายรดน้ําและจิตรกรรมรวมกันหรือที่คนเอเชียเรียกว่า “LACQUER WORK” มันเป็นวัฒนธรรมร่วมของคนเอเชีย การนําสีฝุ่นผสมกับยางรัก ถ้าอธิบายให้สามารถเข้าใจง่าย ๆ คือจิตรกรรมสีน้ํามันที่คนเอเชียคิดค้นขึ้นมาใช้เอง สืบทอดความรู้จากจีนต่อกันมายาวนานประมาณ 3,000 กว่าปีแล้ว
“อย่างที่ผมได้กล่าวว่าศิลปะนี้มีสืบทอดมาจากประเทศจีนยาวนานกว่า 3,000 ปี สําหรับประเทศไทยเองเริ่มใช้เทคนิคนี้มาไม่น้อยกว่า 700 ปี แฝงอยู่ในงานช่างอื่น ๆ ไม่ได้อยู่ในงานจิตรกรรมอย่างชัดเจน เช่น การนําสีฝุ่นสีแดงผสมยารักเพื่อทารองพื้นพระพุทธรูปปิดทองคําเปลวในสมัยสุโขทัย นี่คือหลักฐานที่สามารถสืบค้นได้ แต่เมื่อสืบค้นลึกลงไป สีแดงที่นํามาใช้ในสมัยสุโขทัยมีสี 2 สี ได้แก่ สีแดงชาดและสีแดงเสน (สีแดงโทนส้มสว่าง) นี่คือปัจจัยที่สืบค้นได้ว่าไทยเรานั้นมีการใช้สีฝุ่นผสมยางรักมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยตามหลักฐาน
“คําว่า “กํามะลอ” เป็นศัพท์ที่เรียกมาโดยสมเด็จครู สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ท่านเรียกผลงานศิลปกรรมแบบเอเชียที่มีลายทองปิดและเขียนสีว่า “กํามะลอ” หรือปลอม หมายถึงไม่แท้ไปทางใดทางหนึ่ง เป็นเทคนิคผสมเพราะท่านไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นจิตรกรรมหรือลายรดน้ํา เนื่องจากมันมีสีและทองปนกันอยู่
“ปลอมหรือไม่แท้ไม่ได้หมายถึงการไม่คงทน เพราะได้มีหลักฐานการค้นอายุกว่า 1,000 ปีพบว่าสภาพของงานยังคงเดิมไม่เสื่อมสภาพไปแต่อย่างใด
“ในนิยามของสมเด็จครู ท่านบอกว่าจิตรกรรมกํามะลอ เมื่อมีการเขียนระบายสีเสร็จขัดเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการเอาหรดาลเหลืองเขียนกันในส่วนที่ไม่ให้ทองติด แล้วใช้รักปิดทองรดน้ําผสมก็จะได้ลายทองออกมาบนพื้นสี ส่วนเส้นสีทองเอายางรักใสตัดเส้นขอบรอบนอกของรูปแล้วโรยผงทองคํา ผลงานทั้งหมดนี้จะมีเส้นนูนคือเส้นของยางรักที่โรยผงทองคํา ที่เหลือจะแบนราบเท่ากันถึงจะเรียกว่า “ลายกํามะลอ” ส่วนอื่น ๆ ที่ไม่ได้ใช้เทคนิคจิตรกรรมลายรดน้ําจะเรียกว่า “จิตรกรรมรักสี” เพราะฉะนั้นในประเทศไทยมี 2 ชนิด แต่คนไทยจะเรียกรวมคําเดียวว่า “ศิลปะลายกํามะลอ” นั่นเอง”

คุณค่าที่ควรรักษา
“เมื่อครั้งสมัยผมเป็นนักเรียนช่างศิลป์ ได้พูดคุยกับอาจารย์ที่เป็นช่างรัก ช่างลายรดน้ํา วัสดุที่ท่านอาจารย์ได้ใช้หรือเอ่ยมาท่านมีตัวอย่างให้ผมดู เช่น ไม้พายทารักที่ทําจากเขาควาย แปรงที่ทาทําจากเส้นผมคน ในสมัยก่อนมันเคยมีจําหน่ายหาซื้อได้ตามสําเพ็ง วงเวียนใหญ่ หลังจากนั้นก็หายไปเพราะเราไปนิยมวัสดุทางยุโรป เมื่อช่างที่ทําเป็นไม่มีวัสดุ ความรู้ต่าง ๆ ก็ค่อยเลือนหาย ลูกศิษย์รุ่นต่อไปก็ไม่รู้จะเรียนได้จากอะไรเพราะไม่มีวัสดุให้ฝึก ครูที่มีความรู้ที่ได้ล้มหายตายจากไปไม่มีการจดบันทึก ยิ่งทําให้รุ่นใหม่ไม่ได้ศึกษาต่อ
“พอวันหนึ่งผมค้นพบวัสดุเหล่านี้ได้ที่ประเทศเพื่อนบ้าน จึงทําให้เราระลึกถึงครั้งสมัยที่ท่านอาจารย์เคยบอกเคยสอน จึงเอามาปะติดปะต่อและเริ่มที่จะให้ความสนใจว่าถ้ามีวัสดุผมจะนําเทคนิคนี้กลับมาได้
“ในประเทศเวียดนามเขาสืบทอดศิลปะ เรียกว่าศิลปะประเพณีไม่น้อยกว่า 1,000 ปี ถึงแม้ว่าประเทศเวียดนามจะมีสงครามอยู่ตลอด แต่เทคนิคงานช่างนี้เขาสามารถสืบทอดได้ไม่สูญหาย วัสดุต่าง ๆ ที่เคยใช้เมื่อ 1,000 ปีก่อนเดินทางมาจนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงสืบทอดอยู่ไม่จางหาย แต่ในทางกลับกันไทยเองนั้นไม่มีสงคราม แต่กลับสูญหายไปร้อยกว่าปี เป็นภาพสะท้อนว่าทําไมวัฒนธรรมการสืบทอดแบบประเพณีของไทยที่ไม่มีสงครามอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขถึงได้ขาดหายตั้งแต่ร.ศ.117 (พ.ศ.2441) จนถึง ปัจจุบันหายไปกว่า 128 ปี

การศึกษากับงานศิลป์
“ผมคิดว่าการศึกษาในบ้านเร มีเงื่อนไขว่าวิชาที่เปิดสอนในมหาวิทยาลัยได้ จะต้องมีผู้รู้จบปริญญาโทไม่น้อยกว่า 3 คน ปัจจุบันนี้สาขาจิตรกรรมรักสี เทคนิคลายรดน้ํา เทคนิคหัวโขน หรือเทคนิค ช่างปั้นที่จะเปิดในระดับปริญญาตรีสาขาโดยตรงเฉพาะไม่มีใครจบปริญญาโทเลยแม้แต่น้อย เพราะปริญญาตรียังไม่สามารถเปิดได้ แล้วจะเรียนปริญญาโทได้จากที่ไหน
“เพราะฉะนั้นผมกล้าพูดว่ามหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาได้ทําลายความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาไทยทิ้งทั้งหมด ผมพูดในนามราชบัณฑิต สนั่น รัตนะ ตรงกันข้ามกับเวียดนาม มหาวิทยาลัยในฮานอย หรือเว้เองก็ตาม เขาได้นําผู้รู้มาสอนเทคนิคที่เป็นภูมิปัญญา มีนักศึกษาเรียนอยู่ครึ่งมหาวิทยาลัยเพื่อสืบต่อภูมิปัญญา แล้วเทคนิคจิตรกรรมที่เกิดขึ้น1,000 ปีต่อเนื่องเขานับเป็นจิตรกรรมแบบเวียดนาม ถามว่าความรู้ที่ผมรู้จะสามารถไปสอนในระดับปริญญาตรีได้ไหม? ไม่ได้ เพราะผมไม่ได้จบปริญญาโท ความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าผมไม่บันทึกไว้ ถ้าผมไม่สอนต่อให้มีลูกศิษย์ สุดท้ายก็จะหายไปอีกครั้ง
“คนไทยนิยมคนที่มียศมีตําแหน่ง ไม่นิยมคนที่มีความรู้หรือทักษะเยอะ นี่คือความบกพร่องของคนไทย ดังนั้นผู้ที่จะมากําหนดทิศทางการศึกษาคือผู้ที่จบปริญญาเอกจากต่างประเทศ เขาเรียนวัฒนธรรมมาจากทางฝั่งยุโรปหรือจากมหาวิทยาลัยที่เรียนมา ตราบใดที่ยังลอกฝรั่งมาเราก็ได้แต่ชื่นชมอดีตตามฝาผนังที่มันเริ่มจางหายไป แล้ววันหนึ่งก็สูญไปตามเวลา
“ในทุก ๆ ครั้งที่ผมสอนลูกศิษย์ผมหรือช่างต่าง ๆ ทุกสาขาอาชีพ ผมจะบอกเสมอว่าทําอะไรขอให้มีการจดบันทึกเทคนิควิธีการของตนเองไว้เพื่อเป็นมรดกความรู้ให้แก่ลูกหลานของตนเองก่อน เมื่อใดที่มีการนําความรู้เหล่านี้มาศึกษาสืบสานต่อถึงลูกหลาน มันก็จะกลายเป็นมรดกของชาติต่อไป”



