ประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง USA VS IRAN : รอยร้าวกลางทะเลทราย

ประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง USA VS IRAN : รอยร้าวกลางทะเลทราย

ในโลกของการเมืองความขัดแย้งระหว่างประเทศ มีบางครั้งที่ความขัดแย้งมิได้ปะทุขึ้นจากการยิงปืนนัดแรกเพื่อทำสงคราม หากแต่ค่อย ๆ ก่อตัวจากความหวาดระแวง การแทรกแซง และบาดแผลทางอธิปไตย ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศอิหร่านคือหนึ่งในสมการนั้น เรื่องราวนี้มิใช่เพียงความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ ทว่าเป็นผลพวงและบทสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ พลังงาน สงครามเย็น การปฏิวัติศาสนา และการจัดระเบียบอำนาจของโลกใหม่ที่ส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน จุดเริ่มต้นนั้นเป็นอย่างไร ปลายทางความขัดแย้งจะสิ้นสุดเช่นไร เชิญอ่านได้จากบทวิเคราะห์นี้ครับ 

หากถามว่าสหรัฐอเมริกากับอิหร่านมีจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งเมื่อใด คงต้องย้อนหลังกลับไปไกลถึงปี ค.ศ. 1953 ขณะนั้นอิหร่านปกครองโดยพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ที่เป็นผู้นำสูงสุด ทว่าอำนาจบริหารประเทศกลับอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรี โมฮัมหมัด โมซัดเดก ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งและได้รับความนิยมจากกระแสชาตินิยม ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดเป็นประเด็นขัดแย้งกันคือการแย่งชิงความได้เปรียบทางทรัพยากรธรรมชาติ เพราะโมซัดเดกตัดสินใจยึดกิจการน้ำมันของบริษัทอังกฤษที่ได้สัมปทานในประเทศให้ตกมาเป็นของรัฐ และการกระทำนี้สั่นสะเทือนผลประโยชน์มหาศาลของฝั่งตะวันตก โดยเฉพาะในยุคที่น้ำมันคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจโลก

ในสมัยนั้นตามบริบทของสงครามเย็น สหรัฐอเมริกาเกรงว่าอิหร่านจะตกอยู่ใต้อิทธิพลของสหภาพโซเวียต ประเทศมหาอำนาจคู่ตรงข้าม จึงร่วมกับอังกฤษดำเนินการ “ปฏิบัติการ Ajax” เพื่อสนับสนุนการรัฐประหารโค่นโมซัดเดกที่มาจากการเลือกตั้งและมีสัมพันธ์อันดีกับสหภาพโซเวียต ปฎิบัติการรัฐประหารครั้งนั้นสำเร็จลุล่วงด้วยดีและพระเจ้าชาห์ได้กลับมามีอำนาจเต็ม ทำให้อิหร่านภายใต้ผู้นำสูงสุดอย่างพระเจ้าชาห์กลายเป็นพันธมิตรสำคัญในแถบภูมิภาคตะวันออกกลางของสหรัฐอเมริกา แต่สำหรับชาวอิหร่านจำนวนมาก เหตุการณ์เมื่อปี ค.ศ. 1953 คือการเหยียบย่ำอธิปไตยของชาติและสร้างตราบาปที่ไม่มีวันเลือน เมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธแค้นเลยถูกปลูกไว้ตั้งแต่นั้น

ตลอดทศวรรษ 1960–1970 พระเจ้าชาห์เร่งปฏิรูปประเทศภายใต้โครงการ “White Revolution” เพื่อนำความทันสมัยแบบตะวันตกเข้าสู่อิหร่าน แต่การปกครองแบบเผด็จการ การปราบปรามฝ่ายตรงข้าม และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ทำให้กระแสต่อต้านเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนนำมาสู่ “การปฏิวัติอิสลาม” ในปี ค.ศ. 1979 ภายใต้การนำของ อยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี ซึ่งได้โค่นล้มราชบัลลังก์ของพระเจ้าชาห์ก่อนจะสถาปนา “สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน” ขึ้น พร้อมประกาศตนอย่างชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกาคือ “มหาซาตาน”

ไม่นานหลังการปฏิวัติ กลุ่มนักศึกษาของอิหร่านก็ได้ทำการยึดสถานทูตสหรัฐอเมริกาในกรุงเตหะรานและจับเจ้าหน้าที่อเมริกัน 52 คนเป็นตัวประกันนาน 444 วัน (ที่มาของภาพยนตร์เรื่อง ARGO 2012 ) ในภาพยนตร์เล่าว่ามีสายลับอเมริกันบุกเข้ามาชิงตัวประกัน ก่อนจะหลบหนีขึ้นเครื่องบินกลับมายังประเทศสหรัฐอเมริกาได้ แต่ในความเป็นจริงนั้นไม่มีใครรู้ อย่างไรก็ตามวิกฤติตัวประกันดังกล่าวไม่เพียงทำลายความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศ หากแต่ยังฝังภาพลักษณ์อิหร่านในสายตาสังคมอเมริกันไว้ว่าเป็นศัตรูโดยตรง นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาความสัมพันธ์ของสองประเทศจึงถูกตัดขาดไม่มีทางกลับไปญาติดีกันได้ดังเดิม และการคว่ำบาตรอิหร่านโดยสหรัฐอเมริกาก็เริ่มต้นขึ้น

สิ่งที่คอยย้ำทำให้รอยร้าวระหว่างประเทศเพิ่มสูงมากขึ้นคือการเกิดสงครามที่นำไปสู่สงครามตัวแทนในปี ค.ศ. 1980 ระหว่างอิรัก-อิหร่าน โดยสหรัฐอเมริกานั้นได้สนับสนุนฝ่ายอิรักที่มีผู้นำคือ ซัดดัม ฮุสเซน เพื่อถ่วงดุลอิทธิพลกับอิหร่าน แม้ภายหลังจะมีข่าวอื้อฉาวของซัดดัมและกรณี “อิหร่าน–คอนทรา” ที่เปิดโปงว่าสหรัฐอเมริกาเคยลอบขายอาวุธให้อิหร่านหลังสงครามเย็น แต่ความขัดแย้งก็มิได้จางหายไป แค่เปลี่ยนรูปแบบจากสงครามตัวแทนเป็น “สงครามเงา” ซึ่งทางอิหร่านก็ได้ทำการสนับสนุนกลุ่มต่อต้านสหรัฐอเมริกาแทบทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน กลุ่มติดอาวุธนิกายชีอะห์ในอิรัก และยังไปมีส่วนร่วมสำคัญในสงครามประเทศซีเรียด้วย ขณะที่สหรัฐอเมริกาเองไม่ได้น้อยหน้า ขยายฐานทัพทั้งทางเรือและกำลังพลทหารราบในอ่าวเปอร์เซีย เสริมพันธมิตรกับอิสราเอลและชาติอาหรับที่เป็นปฏิปักษ์ทางธรรมชาติของอิหร่าน จนทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางกลายเป็นกระดานหมากรุกของสองอำนาจในท้ายที่สุด

การตรึงกำลังทางทหารอาจจะยังไม่ใช่ชนวนในการเกิดสงครามอย่างเต็มตัวนัก แต่มันเหมือนเป็นการเกทับกันไปมาว่า “มึงมี กูก็มี” และ “มึงทำ กูก็ทำ” มากกว่า เพราะสิ่งที่เป็นเชื้อไฟให้นำไปสู่สงครามอย่างแท้จริงนั้นคือปม “โครงการนิวเคลียร์”           

โครงการนิวเคลียร์ในอิหร่านกลายเป็นศูนย์กลางของความตึงเครียด ไม่เพียงเฉพาะสหรัฐอเมริกา ทว่ายังส่งผลต่อประเทศรอบข้างในตะวันออกกลางด้วย เพราะแม้อิหร่านจะยืนยันว่าโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ในด้านพลังงานทดแทน แต่สหรัฐอเมริการวมถึงประเทศพันธมิตรต่างก็เกรงกลัวและคิดไปในทางเดียวกันว่า “ตอแหลทั้งเพ” ทั้งหมดทั้งมวลคือการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เสียมากกว่า อย่างไรก็ตามสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดี บารัค โอบามา ในปี ค.ศ. 2015 นั้นได้มีการลงนามข้อตกลง JCPOA เพื่อจำกัดโครงการนิวเคลียร์และแลกกับการผ่อนคลายคว่ำบาตร โดยนโยบายนี้มีความหมายเชิงว่าเมื่อไม่มีความขัดแย้งต่อกันก็จะไม่มีการพัฒนานิวเคลียร์เกิดขึ้น

แต่ในปี ค.ศ. 2018 ภายใต้การบริหารของ โดนัล ทรัมป์ สหรัฐอเมริกาได้ทำการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าวไป ทำให้มาตรการคว่ำบาตรประเทศอิหร่านเริ่มถึงขั้นรุนแรง เพราะผลคือความตึงเครียดจากความขัดแย้งพุ่งสูง อีกทั้งอิหร่านยังทยอยลดข้อจำกัดนิวเคลียร์ลงจนนำมาสู่การฟื้นพัฒนานิวเคลียร์อย่างสมบูรณ์ด้วย และสิ่งที่ทำให้เชื้อไฟปะทุอย่างต่อเนื่องก็คือการลอบสังหารนายพล กาเซ็ม โซไลมานี ผู้นำกองกำลังคุดส์ของอิหร่านด้วยโดรนสังหารของสหรัฐในปี ค.ศ. 2020 ที่ยิ่งทำให้ภาวะสงครามใกล้จะเปิดฉากมากขึ้น แม้จะยังไม่เกิดสงครามเต็มรูปแบบ แต่การโจมตีทางไซเบอร์ การปะทะผ่านกลุ่มติดอาวุธ และการคุกคามทางทะเลก็ทำให้สถานการณ์เปรียบเสมือน “สงครามความเข้มต่ำ” ที่ดำเนินต่อเนื่อง โดยอิหร่านหันไปกระชับสัมพันธ์กับรัสเซียและจีน ขณะที่สหรัฐอเมริกาเริ่มเสริมแนวร่วมในตะวันออกกลาง   

จนกระทั่งวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาได้เปิดปฏิบัติการโจมตีร่วมต่อเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน ปฏิบัติการดังกล่าวมีชื่อรหัสว่า Roaring Lion หรือ “ราชสีห์คำราม” มุ่งเป้าไปยังเจ้าหน้าที่ระดับสูง ผู้บัญชาการทหาร และสถานที่สำคัญต่าง ๆ ทั้งยังลอบสังหารอยาตอลเลาะห์ รูฮอลเลาะห์ โคไมนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านทิ้ง โดยก่อนหน้านั้นอิสราเอลและอิหร่านได้โจมตีกัน 2 ครั้งในปี ค.ศ. 2024 และในปี ค.ศ. 2025 ทั้งสองฝ่ายทำสงครามเป็นเวลา 12 วัน ซึ่งรวมถึงการโจมตีทางอากาศของสหรัฐอเมริกาเพื่อมุ่งทำลายสถานที่ตั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านเป็นเวลาหลายสัปดาห์ด้วย

ในปี ค.ศ. 2026 ทั้งอิหร่านและสหรัฐอเมริกาอยู่ระหว่างการเจรจาทางอ้อมเกี่ยวกับประเด็นนิวเคลียร์ โดยมีโอมานทำหน้าที่เป็นคนกลางและกำหนดเจรจารอบที่ 2 ณ นครเจนีวา ก่อนเกิดการโจมตีดังกล่าวนั้น สหรัฐอเมริกาได้เพิ่มกำลังทหารในตะวันออกกลางครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การรุกรานอิรักเมื่อปี ค.ศ. 2003 ทั้งนี้ เดอะวอชิงตันโพสต์รายงานว่าการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในการโจมตีอิหร่าน เกิดขึ้นภายหลังจากการที่มกุฎราชกุมาร มุฮัมมัด บิน ซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบียและรัฐบาลอิสราเอลได้พยายามผลักดันให้เขาดำเนินการดังกล่าวหลายครั้ง ซึ่งวัตถุประสงค์ของปฏิบัติการนี้คือการทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและการทหารของอิหร่านลง อีกทั้งยังป้องกันไม่ให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อในท้ายที่สุดโค่นจะได้ล้มระบอบการปกครองที่กดขี่ประชาชนชาวอิหร่านมาอย่างยาวนาน

ผมเริ่มเขียนบทความนี้ในช่วงต้นเดือนมีนาคม ซึ่งได้มีการตอบโต้กันไปมาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่กระทำกับอิหร่านผ่านอาวุธเป็นระลอก ๆ ภาพที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น ทั้งอาวุธแปลก ๆ หลากหลายชนิดที่ถูกนำออกมาใช้ ทั้งการไล่ล่าทิ้งระเบิดของเครื่องบินขับไล่ ทั้งปืนต่อสู้อากาศยาวที่เคยเจอในภาพยนตร์ ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นจริงและถ่ายทอดสู่สายตาชาวโลกอย่างนับครั้งไม่ถ้วน ไม่เว้นแม้กระทั่งภาพการระเบิดของอาวุธเพลิงรูปดอกเห็ดที่พบเจอหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งยังไม่ทราบจุดหมายว่าจะมีทิศทางหรือจุดจบอย่างไร  ไม่รู้ว่าจะยืดเยื้อไปอีกนานแค่ไหน และจะพัฒนาต่อเป็นสงครามโลกหรือไม่ด้วย

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ประวัติศาสตร์ได้สอนมนุษยชาติมาอย่างยาวนาน นั่นคือความขัดแย้งลักษณะนี้มักไม่จบด้วยชัยชนะเด็ดขาดของฝ่ายใด ต่างฝ่ายต่างมีการสูญเสีย ทั้งยังอาจกระทบต่อประเทศข้างเคียงและการค้าทั่วโลก ซึ่งท้ายที่สุดจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงผู้นำหรือโครงสร้างอำนาจในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อนำไปสู่การผ่อนคลายความตึงเครียด ก่อนจบลงด้วย “ดุลยภาพใหม่” มากกว่าการทำลายล้างกันเอง  

ประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง USA VS IRAN : รอยร้าวกลางทะเลทราย