The House Your Great-Grandkids Will Inherit  “บ้านที่สร้างแล้วอยู่ได้หลายชั่วอายุคน”

The House Your Great-Grandkids Will Inherit “บ้านที่สร้างแล้วอยู่ได้หลายชั่วอายุคน”

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม การใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง และอายุการใช้งานของสิ่งปลูกสร้างสั้นกว่าที่ควรจะเป็น แนวคิดเรื่อง “บ้านที่สร้างครั้งเดียวแล้วอยู่ได้หลายชั่วอายุคน”  กลายเป็นคำถามสำคัญของสถาปัตยกรรมร่วมสมัยอีกครั้งว่าแนวทางในการออกแบบก่อสร้างสามารถเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด และแล้วก็ได้มีผลงานการออกแบบจากทีมวิจัยของ MIT (Massachusetts Institute of Technology) ที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อภายใต้หัวข้อ “MIT finally built the house your great-grandkids will inherit” ขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งผลงานการออกแบบที่น่าสนใจเลยทีเดียว

โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างบ้านให้แข็งแรงหรือทนทานกว่าเดิมเท่านั้น แต่เป็นการตั้งคำถามต่อแนวคิดการก่อสร้างแบบเดิมทั้งหมด ตั้งแต่วัสดุ วิธีประกอบ  การบำรุงรักษา ไปจนถึงวงจรชีวิตของอาคาร โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างบ้านที่สามารถคงอยู่ได้ยาวนานหลายร้อยปีและสามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างแท้จริง

 หัวใจของโครงการนี้อยู่ที่แนวคิดเรื่อง Longevity Design หรือการออกแบบเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว นักออกแบบจาก MIT มองว่าบ้านในโลกปัจจุบันจำนวนมากถูกสร้างขึ้นด้วยระบบก่อสร้างที่แม้จะรวดเร็วแต่กลับมีอายุการใช้งานจำกัด บางหลังต้องซ่อมแซมหรือรื้อถอนภายในเวลาไม่กี่สิบปี ทีมวิจัยจึงเสนอแนวทางใหม่ด้วยการสร้างบ้านที่ใช้โครงสร้างอันแข็งแรงมากเป็นพิเศษ ผสมผสานกับระบบโมดูลาร์ (Modular System) ที่สามารถเปลี่ยนหรือซ่อมแซมเฉพาะส่วนได้โดยไม่จำเป็นต้องรื้อทั้งอาคาร แนวคิดนี้ทำให้บ้านสามารถ “วิวัฒน์” ไปตามกาลเวลา เหมือนกับสิ่งมีชีวิตที่สามารถปรับตัวตามความต้องการของผู้อยู่อาศัยแต่ละยุค นอกจากนี้การออกแบบยังเน้นการใช้วัสดุที่มีความคงทนสูงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกับการคำนึงถึงวงจรชีวิตของวัสดุในระยะยาวเพราะวัสดุจำนวนมากสามารถนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลได้ ซึ่งถือเป็นแนวคิดสำคัญของสถาปัตยกรรมยุคใหม่ที่ต้องตอบโจทย์ปัญหาภาวะโลกร้อน

เมื่อมองในเชิงรูปแบบ (Form) บ้านต้นแบบจาก MIT ไม่ได้เน้นความหวือหวาทางสถาปัตยกรรม แต่กลับเลือกใช้ภาษาการออกแบบแบบเรียบง่าย (Minimal Architecture) ที่เน้นโครงสร้างเป็นหลัก รูปทรงของบ้านถูกออกแบบให้เป็นโมดูลหรือบล็อกที่สามารถประกอบเข้าด้วยกันได้อย่างเป็นระบบ โครงสร้างหลักมีลักษณะเหมือนโครงกระดูกที่แข็งแรง ส่วนพื้นที่ใช้งานภายในสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการในอนาคต อาทิ เพิ่มห้อง เปลี่ยนฟังก์ชันพื้นที่ หรือปรับระบบภายในบ้าน แนวคิดนี้คล้ายกับสถาปัตยกรรมแบบ “Open Building” ที่เปิดโอกาสให้ผู้อยู่อาศัยในอนาคตสามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้โดยไม่ต้องรื้อโครงสร้างหลัก นอกจากนี้อีกจุดที่น่าสนใจคือการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับแสงธรรมชาติ การระบายอากาศ และการประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของสถาปัตยกรรมยั่งยืน (Sustainable Architecture) ด้วย

เมื่อพิจารณาในฐานะงานออกแบบเชิงนวัตกรรม บ้านจาก MIT มีจุดเด่นสำคัญหลายประการ อาทิ บ้านส่วนใหญ่ในโลกถูกออกแบบให้มีอายุการใช้งานประมาณ 30–50 ปี แต่โครงการนี้ตั้งเป้าให้บ้านสามารถอยู่ได้หลายชั่วอายุคน ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนมุมมองต่อการออกแบบที่อยู่อาศัยอย่างสิ้นเชิง การใช้ระบบโมดูลช่วยให้บ้านสามารถปรับเปลี่ยนได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการขยายพื้นที่หรือซ่อมแซมเฉพาะจุด ลดต้นทุนและลดของเสียจากการก่อสร้าง วัสดุและส่วนประกอบของบ้านถูกออกแบบให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ลดการใช้และสิ้นเปลืองทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว จากบ้านที่พักอาศัยชั่วคราวจะสามารถกลายเป็น “มรดกของครอบครัว” ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น นับเป็นแนวคิดที่พบได้ในบ้านโบราณของยุโรปหรือญี่ปุ่น และจะกลายเป็นสิ่งปลูกสร้างที่สะสมเรื่องราวของครอบครัวตลอดหลายยุคสมัย

แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อกังวลคือแม้แนวคิดของ MIT จะน่าสนใจอย่างมาก ทว่าก็มีคำถามเชิงวิจารณ์ที่ควรพิจารณา เช่น ต้นทุนการก่อสร้างจะสูงเกินไปสำหรับคนทั่วไปจริงหรือ รูปแบบโมดูลาร์จะตอบโจทย์วัฒนธรรมการอยู่อาศัยที่หลากหลายได้จริงหรือเปล่า และระบบวัสดุที่ทนทานมากอาจมีผลต่อความยืดหยุ่นทางสถาปัตยกรรมหรือไม่ เป็นต้น เพราะหากเรายึดติดกับโครงสร้างหรือวัสดุการก่อสร้างใดมากเกินไป รูปแบบของการออกแบบ Creativities นั้นจะเข้าสู่ทางตัน  อีกทั้งโครงการนี้ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นเพียง “บ้านต้นแบบ” เท่านั้น แต่ยังเป็นแนวคิดใหม่ในการมองอายุของสถาปัตยกรรมที่ท้าทายรูปแบบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แบบเดิมด้วย

Resource : Yankodesign

The House Your Great-Grandkids Will Inherit “บ้านที่สร้างแล้วอยู่ได้หลายชั่วอายุคน”