ZERO STYLE  and The End ENGINEERING

ZERO STYLE and The End ENGINEERING

ZERO STYLE  and The End of ENGINEERING 

ในบรรดารถมอเตอร์ไซค์สายพันธุ์ใหญ่เครื่องยนต์ Shovelhead Panhead และ Knucklehead หลายท่านก็จะรู้จักแบรนด์มอเตอร์ไซค์ ต่าง ๆ เหล่านี้เช่น Harley Davidson, Indian Motorcycle ของสัญชาติอเมริกา และ Triumph Motorcycle สัญชาติอังกฤษ แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าในช่วง 20 กว่าปีมานี้ได้มี รถมอเตอร์ไซค์ รูปทรงลักษณะเดียวกันที่เป็นสัญชาติญี่ปุ่น เข้ามาตีตลาด ซึ่งถึงแม้ว่าจะก่อตั้งมาในเวลาเพียงไม่นาน แต่รถมอเตอร์ไซค์แบรนด์ดังกล่าวกลับถูกขนานนามว่า เป็นประติมากรรมวิ่งได้ ทำให้เกิดนิยามบนท้องถนนแบบใหม่ที่เรียกกันว่า “ZERO STYLE” ซึ่งเป็นงาน Custom ผสมผสานจิตวิญญาณศิลปะของเครื่องยนต์จากตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน และในวันนี้ ผมจะพาท่านมารู้จักกับ มอเตอร์ไซค์สายพันธุ์แกร่ง จากค่ายนี้กันครับกับ “ZERO ENGINEERING”

Zero Engineering กำเนิดในช่วงปี 1992 ในเมืองโอกาซากิ ประเทศญี่ปุ่น โดยมีนายชินยะคิมูระ (Shinya Kimura) ผู้ซึ่งเป็นทั้งนักออกแบบและนายช่างเครื่องยนต์ เป็นผู้ก่อตั้งขึ้น โดยเป็นการนำโครงรถของ Harley Davidson ในยุคเก่า มาออกแบบเฟรมใหม่ให้มีลักษณะของรถฮาร์ดเทล ซึ่งเป็นเฟรมรถที่มีลักษณะที่เตี้ยต่ำ ยืดระบบช่วงหน้าแบบสปริงเกอร์กันสะเทือนแต่ด้านหลักเป็นตะเกียบโช้คแข็ง ในช่วงแรก การผลิตรถของ Zero Engineering นั้นทำได้แค่ปีละ 3-4 คันเท่านั้น เพราะเป็นการประกอบมือชิ้นต่อชิ้น (Type 1 และ Type 2 ได้ถูกจัดแสดงอยู่ที่ Cool Breaker Custom Show

จนกระทั่งในปีประมาณ 2000 จึงได้ถือกำเนิดดีไซน์ที่เรียกว่า type 5 ซึ่งถือได้ว่า เป็นรุ่นแรกอย่างเป็นทางการของ Zero Engineering ซึ่งมีรูปทรงเฟรมของรถมอเตอร์ไซค์เป็นแบบที่เรียกว่า Gooseneck ซึ่งมีช่วงคอของมอเตอร์ไซค์ยืดออกเหมือนห่าน อันเป็นเอกลักษณ์ของ Zero Engineering
มาจนถึงรุ่นปัจจุบัน ลักษณะเด่นของ Type 5 โดยส่วนใหญ่จะมาพร้อมเครื่องยนต์ S & S Evolution และปลายท่อไอเสียชนิดที่เป็นแบบ ท่อ 2 ออก 1 และในเวลาไล่เลี่ยกัน Type 6 ก็ได้ออกสู่ท้องตลาดซึ่งมีความแตกต่างจากรุ่นก่อนเล็กน้อย ซึ่ง Type 6 ใช้เฟรมรถมอเตอร์ไซค์แบบเดียวกันแต่เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็น Shovelhead ของ Harley Davidson และถังน้ำมันเปลี่ยนจากทรงใหญ่เป็นถังทรงกลมขนาดเล็ก ซึ่งในยุคนี้ ท่อไอเสียจะเป็นแบบท่อ 2 ออก 2 

ความต้องการ และความนิยมของ Zero Style เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปี 2007 Zero Engineering เริ่มทำการตลาดในอเมริกา จึงเริ่มได้มีการปรับดีไซน์ใหม่ให้เหมาะกับขนาดของตัวผู้ขับขี่ ชาวอเมริกัน อันเป็นที่มาของ Type 9 แต่มาในครั้งนี้ดีไซน์เฟรมไม่ได้เป็นแบบ Gooseneck แต่เป็นดีไซน์เฟรมแบบใหม่ที่เรียกว่า Dragon neck ซึ่งเป็นเฟรมรถมอเตอร์ไซค์แบบซอฟท์เทลที่มีโช๊คหลัง ช่วยลดการสั่นสะเทือนขณะขับขี่ สามารถขับขี่ได้ไกลขึ้น คันใหญ่ขึ้น และเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมที่สุดมาจนถึงปัจจุบัน

Zero Engineering นอกจากจะมีประวัติความเป็นมา และรูปแบบการทำการตลาด ที่น่าสนใจแล้ว สิ่งหนึ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คือรถของ Zero Engineering มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเสน่ห์ที่ต่างจากแบรนด์อื่นอย่างเห็นได้ชัด หากคุณเคยเห็นกรรมวิธีในการสร้างดาบญี่ปุ่น ว่ามีความพิถีพิถันขนาดไหนในการถลุงเหล็กสกัดเหล็ก ตีให้เหล็กทบซ้อนกันเป็นชั้น จนมาเป็นการลับคมของดาบญี่ปุ่นแล้ว ผมจะบอกได้ว่ามอเตอร์ไซค์ของ Zero Engineering ก็มีความพิถีพิถันในการสร้างไม่แพ้กันกับการสร้างดาบญี่ปุ่นทีเดียว เพราะทุกอย่างผ่านการคิดมาแล้วครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นระบบช่วงล่างระบบเครื่องยนต์ รวมถึงระบบ Design ให้การทรงตัวที่ดีและขี่ได้จริงนั่นเอง

แต่ด้วยความเป็น Custom Bike ข้อจำกัดในการผลิตจึงมีมาก ยอดผลิตในแต่ละปีมีไม่ถึง 100 คัน โควต้าของแต่ละประเทศที่ได้รับก็แตกต่างกันไป ประเทศอย่างอเมริกาเป็นประเทศที่ได้รับโควต้ามากที่สุดจากค่าย Zero Engineering ซึ่งมีมากถึง 24 คันต่อปีซึ่งเยอะที่สุดแล้ว ในบางประเทศมี
โควต้าเพียง10-20 คันเท่านั้นส่วนประเทศไทยมีโควต้าแค่ประมาณ 2-3 คันต่อปี ซึ่งการจะครอบครองรถมอเตอร์ไซค์ Zero Engineering อาจจะต้องรอข้ามปี กันเลยทีเดียว หากได้รถคันนี้มาก็เปรียบเหมือนได้งานประติมากรรมมาชิ้นหนึ่ง ยิ่งเก่ายิ่งหายากยิ่งมีราคาสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันนี้ การจะสั่งซื้อคงเป็นไปไม่ได้แล้วเพราะเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน 2019 ที่ผ่านมา Zero Engineering ได้กลายเป็นตำนานหน้าหนึ่งของวงการมอเตอร์ไซค์อย่างสมบูรณ์แบบ เพราะทางบริษัทได้ประกาศปิดตัวลงทั้งโรงงานและสายการผลิต เนื่องจากผลกระทบเรื่องกฎหมาย มาตรฐานมลพิษ Euro6 ซึ่งมีผลกับ รถ เครื่องยนต์คาบูของ Zero Engineering การส่งมอบรถของค่ายลอตสุดท้ายจึงสิ้นสุดแค่ปี 2019 และไม่มีอีกแล้ว ปิดตำนานการก่อตั้งกว่า 26 ปีซึ่งนับได้ว่าเป็นที่น่าเสียดายของคอคนรักรถ Custom Bike เป็นอย่างยิ่ง 

อย่างที่กล่าวครับ ยิ่งนานวันยิ่งราคาสูงขึ้น ปัจจุบันนี้ราคาซื้อขายมือสองยังยันราคาไม่ต่างจากซื้อมือ 1 และคาดว่า หากเก็บรักษาสภาพได้ดีอย่างต่อเนื่องราคาจะยิ่งเพิ่มมูลค่าสูงยิ่งขึ้นต่อ ๆ ไปในอนาคต ดังรูปภาพของจิตกรชื่อดัง ถึงแม้จะเกิดใหม่แต่ได้กลายเป็นตำนาน และเป็นจิตวิญญาณซึ่งความงามทางศิลปะจักรกลอย่างแท้จริง 

 

“ZERO STYLE” เป็นงาน Custom ผสมผสานจิตวิญญาณศิลปะของเครื่องยนต์จากตะวันตก และตะวันออกเข้าด้วยกัน