นนท์ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร : MiX Magazine It's man man's world!
นนท์ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร

นนท์ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร หรือเรียกสั้น ๆ ว่ามิกกี้ เราอาจเห็นเขาผ่านหน้าจอทีวีมาบ้างจากการเป็นหนึ่งในผู้เข้าประกวด The Face Men Thailand ปีล่าสุด แม้ไม่ได้เป็นผู้ชนะในรายการนี้ แต่ก็ได้ประสบการณ์ในวงการบันเทิงพอสมควร อาชีพหลักของเขาจริง ๆ คือโค้ชฟิตเนสผู้มีความรู้สายตรงจากต่างประเทศ เพราะเขาเรียนจบมาจากสถาบันชั้นนำของโลกในด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา เป็นการการันตีอย่างหนึ่งว่าเขาจะถ่ายทอดความรู้เรื่องฟิตเนสออกมาได้อย่างถูกต้องมากที่สุดคนหนึ่งของประเทศไทย

มิกกี้เกิดที่รัฐแคลิฟอร์เนียประเทศสหรัฐอเมริกาทำให้เขามีสัญชาติอเมริกัน แต่มาเติบโตที่เมืองไทยจนกระทั่งอายุ 13 ปีก็กลับไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ความฝันในวัยเด็กของเขาคือการเป็นนักฟุตบอลอาชีพเขาเองได้มีโอกาสคัดตัวกับสโมสรของในลีกสหรัฐอเมริกาและลีกแม็กซิโก แต่เส้นทางของนักกีฬาไม่สดใสนัก ด้วยความที่ตัวเองชอบออกกำลังกายจึงหันไปเรียนวิทยาศาสตร์การกีฬาด้าน Strength & Conditioning จนจบปริญญาตรี จากนั้นไปเรียนต่อปริญญาโทในสาขาเดียวกันที่ประเทศออสเตรเลียจนจบ

ปัจจุบันเขากลับมาประเทศไทยและเปิดบริษัทของตัวเองในชื่อ Healthy Getaway ทำคอนเทนต์เพื่อสุขภาพอย่างการพูดบรรยาย เขียนบทความ ฯลฯ ในเชิงเอนเตอร์เทนเมนท์ลงในสื่อออนไลน์ และกำลังทำธุรกิจสตูดิโอฟิตเนสของตัวเองในย่านซอยอารี

“พอเรียนจบผมคิดว่าจะไม่ทำงานประจำ คือไม่ใช่คนหยิ่งอะไรแค่รู้สึกว่าเรามีเวลาเป็นของเราเอง ไม่ใช่ว่าผมไม่เคยทำงานประจำนะ ก่อนหน้านั้นผมเคยร่วมงานกับฟิตนิสชื่อดังของโลกซึ่งมาเปิดบริการที่เมืองไทยแห่งหนึ่ง คือผมไปสมัครงานก็คิดว่าจะเป็นเพียงเทรนเนอร์ธรรมดา แต่บริษัทเขาให้ผมเป็นครูสอนเทรนเนอร์ของเขาอีกทีหนึ่ง พอทำได้ประมาณหนึ่งปีก็รู้สึกว่าไม่ใช่ทางของตัวเอง จึงลาออกไปบวช 2 อาทิตย์ จากนั้นจึงกลับมาเป็นฟรีแลนซ์เทรนคนที่สนใจอย่างจริงจังมากกว่า

“เวลาผมทำงานผมจะถามตัวเองตลอดว่าอีกปีหรือสองปีจากนี้เราจะทำตรงนี้ได้อยู่ไหม แล้วมันจะมีพัฒนาการแค่ไหน อย่างการเป็นครูสอนเทรนเนอร์ผมจะถามว่าเราจะอยู่อย่างนี้เหรอก็เลยลาออก พอมาเป็นฟรีแลนซ์ก็ถามตัวเองต่อว่าเราจะเป็นฟรีแลนซ์อีกกี่ปีเหรอ ซึ่งผมเป็นคนที่มองอนาคตตลอดไม่ใช่การหาเงินไปวัน ๆ เราอาจหาเงินวันละหลายหมื่น แต่ถ้ามันไม่ใช่ทางก็ต้องเปลี่ยนชีวิตมันมีอะไรมากกว่านั้น อย่างการเปิดยิมก็ต้องคิดต่อว่ามันจะเป็นยังไง ผมคงไม่ได้สอนอยู่ในยิมทั้งวันมันต้องมีพัฒนาการอยู่ตลอดเวลาต่อไป

“โดยส่วยตัวแล้วผมชอบให้คนเรียกผมว่า Strength Coach มากกว่า เพราะมันต่างจากเทรนเนอร์ปกติ คือไม่ได้ดูถูกอาชีพแต่คำจำกัดความมันไม่ใช่เจน อย่างเทรนเนอร์อาจหมายถึงพี่เลี้ยงคอยช่วยเหลือหลายอย่างในการออกกำลังกาย แต่ถ้าเป็นโค้ชจะเป็นคนคอยสอนอย่างมีระบบ มีวิธีคิด มีการให้ความรู้เหมือนครูมากกว่า ซึ่งผมสามารถแนะนำลูกศิษย์
ที่มาเรียนได้ในทุก ๆ อย่างซึ่ง Strength Coach ที่ผมเป็นจะเน้นคือเรื่องความแข็งแรงและความฟิตของร่างกาย 

“ที่ผ่านมาผมเคยเข้าไปช่วยดูแลความฟิตให้กับนักวอลเล่ย์บอลสาวทีมชาติและนักรักบี้ทีมวชิราวุธด้วย ทำให้รู้ว่านักกีฬาไทยกับนักกีฬาต่างประเทศนั้นต่างกันเยอะมาก นักกีฬาของไทยยังสามารถพัฒนาความแข็งแรงของร่างกายและความฟิตได้มากกว่านี้อีกหลายเท่า เพียงแต่เราอาจจะยังไม่ได้เต็มที่กับเรื่องนี้สักเท่าไหร่ ทั้งเรื่องแบบแผนวิธีการ โปรแกรมพัฒนาตั้งแต่รุ่นเด็ก นักกีฬาที่มีพรสวรรค์จึงน่าเสียดายที่ไม่สามารถดึงศักยภาพตัวเองได้มากกว่านี้

“แต่สิ่งที่ผมห่วงมากที่สุดคือของการออกกำลังกายในสังคมไทยก็คือ คนมักจะออกกำลังกายตามเทรนด์หรือคนดังที่ไม่ได้มีความรู้ในเรื่องนั้นอย่างจริงจัง คือดูแค่กระแสและรูปลักษณ์ภายนอกมากกว่าซึ่งมันไม่น่าจะเกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ นี่คือปัญหาของสังคมฟิตเนสเมืองไทย

“ถ้าเป็นไปได้หากผมมีอำนาจเปลี่ยนแปลงสังคมอาจไม่ถึงขั้นเป็นนายก ผมแนะนำว่าเราควรออกมาตรการเกี่ยวกับสุขภาพ เอาเรื่องง่าย ๆ เลย คือในร้านอาหารควรมีการติดแคลอรี่เอาไว้ในเมนูเพื่อให้คนไทยเข้าใจสามารถเลือกกินได้ สิ่งแวดล้อมก็เหมือนกัน เช่นถนน ควรออกแบบให้น่าออกกำลังกายมากกว่านี้ นี่คือคอนเซ็ปต์จากต่างประเทศ ผมคิดว่าเมืองไทยทำได้แต่อาจยังไม่มีใครมาใส่ใจเพราะทุกอย่างอาจมองแต่เรื่องธุรกิจเป็นหลัก และที่สำคัญคือควรออกกฎหมายประกันด้วยนะ ให้คนที่ออกกำลังกายมากได้รับประโยชน์เพราะเขาใส่ใจสุขภาพก็ควรไปลดเบี้ยประกันให้เขา คือผมอยากให้คนไทยใส่ใจสุขภาพมากกว่านี้แล้วคนไทยก็จะป่วยน้อยลง งบประมาณที่ใช้จ่ายในโรงพยาบาลก็จะน้อยลงไปด้วย

“สำหรับคนที่อยากออกกำลังกายแต่ไม่ได้ทำสักที อันดับแรกเข้าไปต้องศึกษาจากแหล่งข้อมูลที่ถูกต้อง จากนั้นต้องมีวินัยในการกินอาหารและออกกำลังกาย คือแค่คุณขยับหรือทำมันก็ได้ประโยชน์แล้ว อย่างแย่ที่สุดสำหรับคนที่ไม่เคยออกกำลังกายเลย คือถ้าออกต่อเนื่อง 13 อาทิตย์แรกไม่ว่าจะทำอะไรกล้ามก็ขึ้นเพราะร่างกายมีการปรับตัว แต่คนเรามักสมาธิสั้น
มองแค่เป้าหมายสั้น ๆ ถ้าแก้ตรงส่วนนี้คนไทยเราจะมีสุขภาพดีขึ้นมาก”

Did You Know
* มิกกี้เรียนจบการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา (Fitness and Nutrition) จากมหาวิทยาลัยออริกอนสเตรท สหรัฐอเมริกา ปริญญาโทวิทยาศาสตร์การกีฬา (Strength & Conditioning) เดียวกันจากมหาวิทยาลัยอีดิธโคแวน ออสเตรเลีย

นนท์ อัลภาชน์ ณ ป้อมเพชร