The Legend of : MiX Magazine It's man man's world!
The Legend of

ในบรรดาเครื่องประดับทั้งหมดของมนุษย์ สิ่งใดที่มีค่ามากที่สุด คำตอบของทุกท่านคงมุ่งไปที่คำตอบเดียวครับ “เพชร” เครื่องประดับทั้งหมดไม่มีอะไรที่มีมูลค่ามากไปกว่าเพชรอีกแล้ว ซึ่งเพชรในโลกนี้ ได้ถูกจำแนกออกแบ่งเป็นหลายชนิดหลายระดับ ตามสีสัน ขนาด และความใสของมัน ระดับ FL (Flawless) ถือได้ว่าเป็นระดับสูงสุดของเพชรที่ทุกคนอยากครอบครอง เพราะด้วยความที่เป็นเพชรใสไร้ตำหนิ และถ้าเพชรระดับ FL มีขนาดใหญ่มากขึ้นเท่าใด ก็จะยิ่งมีมูลค่าสูงทวีคูณมากขึ้นเท่านั้น 

ในโลกนี้มีเพชรที่มีชื่อเสียงอยู่หลายชิ้น ไม่ว่าจะเป็น เพชรอาถรรพ์อย่าง “เพชร Hope” ที่อยู่ที่สถาบันสมิธโซเนี่ยน สหรัฐอเมริกา หรือ Blue Diamond ของราชวงศ์ไฟซาล ประเทศซาอุฯ แต่มีเพชรอยู่ชนิดหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากในรอบหลายสิบปีมานี้ แต่ดังในแง่ที่ไม่ดีนัก เพราะเพชรชนิดนี้เราเรียกมันว่า Conflict Diamond เพชรที่ได้ชื่อว่าเป็นเพชรแห่งความขัดแย้ง เพชรเหล่านี้มีที่มาอย่างไร ทำไมจึงได้ชื่อนี้แทนตัวของมัน ลองมารับฟังเรื่องราวของเจ้า Conflict Diamond ไปด้วยกันเลยครับ

เรื่องราวของ Conflict Diamond มีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศ Sierra Leone (เซียร่า ลีโอน) ซึ่งตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกาตะวันตก ประเทศแห่งนี้ถือได้ว่าเป็นประเทศที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะเพชร มีอุตสาหกรรมเหมืองเพชรอยู่มากมาย อีกทั้งมีภูมิประเทศที่สวยงามเป็นอย่างมาก โดยในอดีตนั้นประเทศแห่งนี้ได้เคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศอังกฤษ มาตั้งแต่ในสมัยช่วงการล่าอาณานิคม และการค้าทาส ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ช่วงสมัยปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งอังกฤษได้ปกครองประเทศ เซียร่า ลีโอน อยู่ในอาณานิคมมาเป็นเวลาหลายสิบปีจนในช่วงปี 1961 ประเทศอังกฤษจึงได้คืนเอกราชให้ไปปกครองตนเอง  

ใครจะไปนึกได้ว่าหลังจากที่ประเทศอังกฤษคืนเอกราชให้กับ เซียร่า ลีโอน ปกครองตนเองนั้น จะกลายเป็นการเริ่มต้นของโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ซึ่งหลังจากที่อังกฤษถอนตัว ประเทศ เซียร่า ลีโอน ก็ได้ทำการจัดตั้งรัฐบาลบริหารประเทศ โดยใช้ระบบพรรคการเมืองเดียว ซึ่งมีอำนาจเบ็ดเสร็จในทุก ๆ สิ่ง และสิ่งที่รัฐบาลของเซียร่า ลีโอน ทำก็คือ การแสวงหาผลประโยชน์จากการทำเหมืองเพชรที่มีอยู่มาก ด้วยความที่เพชรมีมูลค่าและค่าตอบแทนที่สูงมากจากตลาดโลก ทำให้ปัญหาที่ตามมาก็คือ ปัญหาการคอรัปชั่น ทั้งผู้นำรัฐบาลและกำลังทหารร่ำรวยจากการทำเหมืองเพชร 

แต่ในขณะที่แรงงานคนพื้นเมืองต่าง ๆ ที่ขุดหาเพชรในเหมืองนั้นกลับมีคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่ลงไม่ต่างจากในสมัยค้าทาส ความคับแค้นใจและความอดทน จึงมาถึงจุดสิ้นสุด กลุ่มแรงงานและชนพื้นเมืองหัวรุนแรง และกลุ่มผู้ใช้แรงงานในเหมืองเพชร จึงได้ลุกฮือขึ้นจัดตั้งกลุ่มกบฏ RUF (Revolutionary United Front) โดยมีผู้นำเป็นอดีตทหารในกองทัพ และได้เข้าทำการสู้รบกับรัฐบาลทหาร เพื่อแย่งชิงอำนาจ โดยวิธีหลักที่ RUF ใช้ในการต่อต้านรัฐบาลนั้น ก็คือการมุ่งทำร้ายชีวิตชาวบ้านผู้บริสุทธิ์ เพื่อสร้างผลกระทบไปยังรัฐบาลและกำลังทหารนั่นเอง ซึ่งในตอนสุดท้ายการต่อสู้ได้แบ่งออกเป็นสามเส้านั่นก็คือ ในส่วนของฝ่ายทหาร, ฝ่ายรัฐบาลพลเรือน และ ฝ่ายกบฏ RUF 

คงไม่ต้องบอกว่าการสู้รบฆ่าฟันกันนั้นโหดร้ายขนาดไหน นับตั้งแต่ปี 1991 จนถึงปัจจุบัน มีผู้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 200,000 คน กล่าวกันว่าดินในประเทศเซียร่า ลีโอน แดงไปด้วยเลือดของผู้คนที่ไหลซึมลงพื้นดินนอกจากนี้ยังมีผู้พิการจากการทรมานอีกนับไม่ถ้วน แต่ในการปะทะกันของทั้งสามฝ่ายนี้ ทั้งสามฝ่ายมีจุดเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือ “ต้นทุนในการทำสงคราม” ซึ่งต้นทุนที่ว่านี้ก็ไม่ได้มาจากที่อื่นใดครับ แต่มาจากภายในประเทศตนเองนี่แหละ 

ทั้งสามฝ่ายต่างเข้าโจมตีซึ่งกันและกันและต่างทำการเข้ายึดเหมืองเพชรในหลาย ๆ พื้นที่ จากนั้นก็ใช้แรงงานประชาชนและเชลยสงครามทั้งชายและหญิงเข้าทำการขุดเหมืองเพชร นำเพชรออกมาเป็นจำนวนมหาศาล ไปขายทอดตลาดทั้งบนดินและใต้ดิน เพื่อนำเงินมาซื้ออาวุธเสริมกองทัพของแต่ละฝ่าย เพชรเหล่านี้ล่ะครับ คือเพชรที่เราเรียกกันว่า Conflict Diamond หรืออีกชื่อหนึ่งที่เราเรียกว่า “เพชรสีเลือด” Blood Diamond เพชรที่ได้มาจากการสู้รบ หรือเพชรแห่งความบาปหนาที่ใช้เป็นต้นทุนในการฆ่าฟันของมนุษย์ด้วยกันเอง 

ซึ่งเพชรเหล่านี้ได้หลุดออกมาจากประเทศ เซียร่า ลีโอน ในหลาย ๆ หนทางสู่ตลาดมืด ไม่ว่าจะเป็น การลักลอบขนส่งข้ามพรมแดน การซื้อขายผ่านรัฐ หรือแม้กระทั่งจากการติดสินบนเจ้าหน้าที่ศุลกากรของประเทศในการขนส่งเพชรดังกล่าว ซึ่งผู้บริโภคไม่สามารถรับรู้ได้เลยครับว่าเพชรเหล่านี้มาจากที่ใด ผ่านกระบวนการใดมาบ้าง ยิ่งผ่านการเจียระไนและมีใบ Certificate มาแล้วคุณยิ่งซื้อได้อย่างคลายข้อสงสัย

หลังจากที่โลกได้รับรู้ถึงความโหดร้ายของการฆ่าฟันกันภายในประเทศ เซียร่า ลีโอนและการรั่วไหลของเพชรแล้วนั้น หลาย ๆ องค์กรหลาย ๆ ฝ่ายต่างพยายามเข้าแก้ไขปัญหา โดยเริ่มแรกจากการที่องค์กรสหประชาชาติ หรือ UN ได้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไป ปฏิบัติการรักษาสันติภาพจนส่งผลให้สงครามกลางเมืองยุติลงในปี 2544 ซึ่งนับเป็นผลสำเร็จ จากความพยายามแต่ไม่ประสบผลในครั้งแรกเมื่อปี 2541 และถึงแม้ว่าสงครามในประเทศจะสิ้นสุดลงแล้ว UN ยังคงจัดตั้งหน่วยงาน United Nations Integrated Office in Sierra Leone (UNIOSIL) เพื่อปฏิบัติหน้าที่การบูรณาการด้านต่าง ๆ ทั้งด้านชีวิตความเป็นอยู่ และความสงบเรียบร้อยของสังคม เพื่อป้องกันการก่อกบฏจากกลุ่มพวกหัวรุนแรงขึ้นอีกครั้ง และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ และควบคุมการส่งออกเพชรจากเซียรา ลีโอน ซึ่งเรียกกันอย่างเป็นทางการว่า Kimberly Process

เพื่อป้องกันการส่งออกเพชรผิดกฎหมายและนำเงินมาสนับสนุนสงคราม ซึ่งแม้ว่าสงครามจะยุติลงแล้ว แต่ยังคงตรวจสอบพบเห็นได้ว่ายังคงมีการลักลอบจำหน่ายเพชรออกนอกประเทศด้วยวิธีการใต้ดินอื่น ๆ 

กระบวนการ Kimberly Process นี้คือการให้รัฐบาลของแต่ละประเทศรับรองว่า เพชรส่งออกได้มาจากเหมืองและธุรกิจที่ถูกกฎหมาย และผู้ประกอบการที่มีใบรับรองเท่านั้นจึงจะสามารถเข้าสู่ตลาดโลกได้ เนื่องจากใบรับรองนี้จะมีรายละเอียดของทุกขั้นตอนในการผลิตเพชร ตั้งแต่ออกจากเหมืองถึงผู้ค้าปลีก ประเทศที่ตกลงร่วมใน Kimberly Process จะไม่ได้รับอนุญาตให้ค้าขายกับประเทศอื่นที่ไม่ใช่สมาชิก จึงเป็นที่เชื่อกันว่าโครงการนี้มีส่วนช่วยลดการรั่วไหลของเพชรแห่งความขัดแย้งเข้าสู่ตลาดโลกได้ ซึ่งนอกจาก เซียร่า ลีโอน ยังมีอีก 71 ประเทศและองค์กรอิสระอีกหลายองค์กรเข้าร่วม ในมาตรการป้องกันครั้งนี้ด้วย 

สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้ก็คือ เราควรรับรู้และเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด เรื่องราวของ Conflict Diamond ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์มาแล้วในเรื่อง Blood Diamond นำแสดงโดย พระเอกรางวัลออสการ์ของปีนี้อย่าง ลีโอนาโด ดิคาปริโอ ซึ่งสามารถถ่ายทอดมาได้อย่างลึกซึ้ง และมีรายละเอียดเหมือนจริงกว่า 90 % ทีเดียว และสิ่งที่เราสามารถทำได้ก็คือหยุดซื้อเพชรแห่งความขัดแย้งเหล่านี้ และทุกครั้งที่ซื้อควรร้องขอใบรับรองจากห้างร้านทุกครั้งเพื่อความแน่ใจว่าเพชรไม่ได้มาจากแหล่งผิดกฎหมายทั้งหลายนั่นเอง เท่านี้คุณก็สามารถช่วยได้มากแล้วครับ