Life As a Miracle Drama  ไก่ วรายุฑ มิลินทจินดา

Life As a Miracle Drama ไก่ วรายุฑ มิลินทจินดา

หากจะให้กล่าวถึงผู้จัดละครระดับแนวหน้าของเมืองไทย หนึ่งในชื่อที่เด่นชัดที่สุดก็คงหนีไม่พ้น ‘ไก่ วรายุฑ มิลินทจินดา’เจ้าของผลงานดังชวนคุ้นหูคุ้นตา เช่น ทะเลเลือด (2529) ปริศนา (2530) รัตนาวดี (2531) สี่แผ่นดิน (2534) วนิดา (2534) เรือนมยุรา(2540)บ้านทรายทอง (2543) ราชินีหมอลำ (2548) ไทรโศก (2553) มาลีเริงระบำ (2557) ซ่อนเงารัก (2563) และอีกมากมาย จนเรียกได้ว่าตลอด 40 กว่าปีที่ผ่านมา เขาคนนี้คืออีกหนึ่งบุคคลคุณภาพในอุตสาหกรรมบันเทิงไทยเลยทีเดียว

แต่นอกจากด้านผลงานจะโดดเด่นแล้ว เส้นทางชีวิตของผู้จัดละครมือทองเองก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะกว่าจะมาเป็นไก่ วรายุฑอย่างที่ทุกคนรู้จักในปัจจุบัน เรื่องราวต่าง ๆ ที่ MiX ได้รับฟังจากปากเจ้าตัวก็มีแต่อะไรพีค ๆ ไม่ต่างกับละครที่เคยสร้างเท่าไหร่นัก นับว่านี่คือศิลปิน The Artist อีกคนที่มีชีวิตชวนให้น่าติดตามสุด ๆ

ชีวิตอิสระที่หล่อหลอม ‘ศิลปะ’ ในตัว

‘พี่ไก่’ เติบโตมากับครอบครัวที่มีพ่อแม่เป็นอาจารย์ และถูกเลี้ยงดูมาแบบอิสระขอเพียงแค่ยังอยู่ในกรอบไม่นอกลู่นอกทางจนเกินไป กระทั่งเขาจบการศึกษาจากโรงเรียนวัดบวรนิเวศพร้อมกับตัดสินใจว่าอยากเรียนต่อด้านศิลปะ แม้มันจะต่างไปจากความคาดหวังของพ่ออยู่เล็กน้อยแต่ท่านเองก็ไม่ได้ห้ามปรามอะไรลูกชาย จนสุดท้ายทั้งบ้านก็สนับสนุนให้พี่ไก่ได้สอบเข้าวิทยาลัยช่างศิลป์ตามความต้องการของตน

ทว่าภาพลักษณ์ของ ‘ไก่ วรายุฑ’ ที่หลายคนชินตาในปัจจุบันช่างต่างจากวัยหนุ่มมากนัก น้อยคนจะรู้ว่าเขาคือเสือผู้หญิงมาก่อน แถมยังเคยได้รับฉายา ‘ไก่ตึกดิน’ แห่งย่านเสาชิงช้าผู้ใช้ชีวิตอย่างมีสีสันและสุดโต่งสมกับเป็นเด็กอาร์ตอีกด้วย ส่วนในด้านการเรียนพี่ไก่เองก็เล่าว่าวิทยาลัยช่างศิลป์นี่แหละที่หล่อหลอมตัวตนเขาขึ้นมา เพราะศิลปะช่วยสอนความเป็นคน ให้อิสระทางความคิด มีเสรีด้านทรงผมและการแต่งกาย บรรยากาศแวดล้อมเอื้อต่องานสร้างสรรค์ เหล่าอาจารย์ต่างก็สนิทชิดเชื้อกับลูกศิษย์แทบทุกคน ทำให้พี่ไก่นั้นรักสถาบันแห่งนี้เอามาก ๆ

“พอเรียนจบช่างศิลป์ปี 3 พี่กับเพื่อน ๆ คิดอยากจะเรียนต่อ พวกเราเลยไปคุยกับทางอาจารย์สวัสดิ์ ตันติสุข (ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ อดีตผอ. วิทยาลัยช่างศิลป์) ว่าขอให้เปิดการเรียนการสอนชั้นปี 4 ขึ้นจนท่านช่วยดำเนินเรื่อง ซึ่งจริง ๆ พี่เองก็เป็นหนึ่งในกลุ่มที่เขาก่อตั้งช่างศิลป์ปี 4 รุ่นแรกนะ แต่ว่าดันสอบไม่ติดเพราะในบรรดาทั้งหมด 150 คน เขาเอาแค่ 50 คน แล้วอีก 100 คนแยกย้ายกันไปอยู่ศิลปากรบ้าง เพาะช่างบ้าง ส่วนพี่เลือกไปทำงานแล้วค่อยกลับมาสอบใหม่ ได้เรียนช่างศิลป์ปี 4 รุ่น 2 จนจบปี 5

“ช่วงที่ยังไม่ได้กลับไปสอบเรียนช่างศิลป์พี่สมัครทำงานตรงโรงน้ำปลาแถวบางรัก เขาเขียนว่ารับสมัครช่างศิลป์ ไอ้เราก็นึกว่าจะได้ออกแบบฉลากน้ำปลา แต่เขาดันให้มาติดฉลากน้ำปลาแทน พี่ทำอยู่ประมาณ 3 วันก็เลยลาออก ไม่เอาแล้ว ย้ายไปอยู่วาโก้ (Wacoal) ทำจัดหน้าร้านกับออกแบบเสื้อชั้นใน ก่อนจะมาต่อที่คิงเทกซ์ (Kingtex) ทำผลิตภัณฑ์สีกับถุงยางอนามัย หลังจากนั้นพอกลับไปเรียนต่อปี 4 จนจบปี 5 พี่ถึงได้เข้าทำงานที่โรงแรมมณเฑียรด้านกราฟิกดีไซน์ ออกแบบอะไรไว้หลายอย่างที่ทางโรงแรมยังคงใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้เลย”

เส้นทางคนละคร จากเวทีสู่หน้าจอ

“ระหว่างที่เรียนอยู่ช่างศิลป์หม่อมหลวงจุลลา งอนรถจะทำละครเรื่องพระนเรศวรและมัทนะพาธา ท่านก็มาหาเด็กช่างศิลป์เพื่อไปทำฉาก พี่เลยอาสาสมัครเพราะว่าอย่างแรกคือได้ออกนอกโรงเรียนไปเจอนู่นเจอนี่ อย่างสองคือได้มีโอกาสทำงานถวายในวังรู้สึกมีบุญอย่างมากที่ได้เข้าไปตรงนั้น สุดท้ายท่านเห็นว่าพี่ทำงานใช้ได้ มาขอตัวไปทำฉากให้กับละครเรื่องมัทนะพาธาที่โรงละครแห่งชาติต่อ ที่นั่นพี่ถึงได้เจอคุณวงเดือน อินทราวุธ (คุณน้ำตาล) โดยเริ่มจากแต่งหน้าให้เขาก่อน ซึ่งเราก็เอาความรู้จากการเพ้นท์รูปมาว่าใบหน้าคนแบบนี้จะทำยังไงให้สวย จนเขาชื่นชมและติดใจในการแต่งหน้าของเรา บอกว่าขอหนูไก่มาแต่งหน้าให้พี่ทุกครั้งนะคะ ตั้งแต่นั้นพี่เลยได้แต่งหน้าให้คุณน้ำตาลสลับกับทำฉากในเรื่องมัทนะพาธา แสดงอยู่ที่โรงละครแห่งชาติประมาณร้อยกว่ารอบได้

“พี่สนิทกับคุณน้ำตาล แต่หลังเรียนจบช่างศิลป์พวกเราก็ไม่ได้เจอกันเท่าไหร่ อาจจะมีติดต่อบ้างบางครั้ง จนช่วงที่พี่ทำงานอยู่โรงเเรมมณเฑียรได้ประมาณปีครึ่งมั้ง วันหนึ่งคุณน้ำตาลโทรมาหาบอกว่า ‘หนูไก่อยากทำงานละครไหม’ พี่ก็แบบละครอะไร ตอนนั้นยังไม่มีความรู้เลยเขาถึงได้บอกต่อว่าคุณภัทราวดี มีชูธน (ครูเล็ก) อยากจะหาผู้ช่วยมาทำละคร พี่เริ่มคิดในใจ ‘เฮ้ย! ภัทราวดี…เราเคยรู้จักนี่หว่า เคยได้ยินชื่อนี้’ เพราะตอนเรียนอยู่ช่างศิลป์ได้ไปฝึกงานช่อง 3 แล้วเจอคุณภัทราวดีด้วย พอเขาโทรมาชวนพี่ก็ไปเลย ขอลาออกกับทางมณเฑียร บอกว่าไปแล้วนะ วันนี้ไม่มาแล้ว เขาถามว่าจะไปไหน พี่ก็บอกไปทำละคร! นั่นแหละคือการเริ่มต้นทำงานละครทีวีครั้งแรกในชีวิตแบบจริงจัง

“แรก ๆ พี่ต้องเข้าไปยืนดูก่อน เพราะครูเล็กบอกว่าเธอยืนดูไปนะ ดูว่าละครมันเป็นยังไง เราเลยยืนดูทั้งวันศึกษาไปเรื่อย ๆ โดยมีครูเล็กคอยสอนให้รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร เริ่มจากจัดฉาก เตรียมเสื้อผ้าทำพร็อพช่วยนู่นช่วยนี่ซึ่งการทำงานตรงนี้พี่ได้เรียนรู้ทุกอย่างจากครูเล็กเป็นเวลาหลายปีเลย เพราะยุคที่ละครมันเฟื่องฟูเราจะทำงานกันในห้องส่ง ถ่าย Outdoor-Indoor บ้าง แต่อยู่ตั้งแต่ 7 โมงเช้าถึง 4 ทุ่ม เจอหน้าวันจันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ รู้จักนิสัยใจคอทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วคนเราพอเจอกันทุกวันนิสัยจริง ๆ ก็ต้องออกมาไง อะไรที่ไม่ดีมันต้องปรับเปลี่ยน ทำให้เรามีความเอื้ออาทร เกื้อหนุน สามัคคี และทุกคนรักใคร่กลมเกลียวเหมือนพี่น้องหมด สมมติห้องส่งอยู่ติดกัน 3 ห้อง ห้องถ่ายละครตัวประกอบไม่มา อีกห้องกำลังอัดรายการอยู่เราสามารถขอยืมตัวไปช่วยได้เลย ส่วนสมัยนี้กองถ่ายอยู่บ้านนู้น กองถ่ายอยู่จังหวัดโน้น ความลึกซึ้งระหว่างนักแสดงรวมถึงคนทำงานมันก็อาจจะลดน้อยลงบ้าง แตกต่างจากยุคที่เราอยู่แค่ในห้องส่ง”

‘อีอ๊อด’ ตัวละครที่เปลี่ยนชีวิต

ย้อนกลับไปเมื่อเกือบ 40 กว่าปีก่อน ประเทศไทยยังคงไม่เปิดกว้างทางเพศและ LGBTQ+ บนหน้าสื่อก็ถือเป็นอะไรที่แปลกเกินจะรับไหวสำหรับสังคม ขณะนั้นพี่ไก่ซึ่งติดตามครูเล็ก ภัทราวดี มีชูธน ไปทำงานอยู่ช่อง 3 จึงได้เจอกับอาจารย์สดใส พันธุมโกมลผู้สอนการแสดงให้เหล่าหนุ่มสาวบนตึก และนั่นคืออีกหนึ่งโอกาสที่เขาได้เริ่มเรียนรู้การแสดงจากมืออาชีพโดยตรง ผ่านการอาศัยครูพักลักจำตามช่วงเวลาว่าง ๆ เพื่อนำทักษะเหล่านั้นมาใช้รับบทตัวประกอบต่าง ๆ ในละคร

“วันหนึ่งครูเล็กจะทำละครเรื่องประชาชนชาวแฟลต (2521) แต่นักแสดงที่รับบทเป็นช่างทำผมเขาเกิดไม่มา ซึ่งสมัยก่อนช่อง 3 ถ้าส่งคิวอะไรไปแล้วต้องทำตามที่กำหนดไว้ไม่อย่างนั้นจะถูกปรับ เพราะมันมีตารางออกอากาศ ครูเล็กเลยหันมาบอกให้พี่รับบทนี้แทนเขาพี่ก็ตกใจสินี่มันบทกะเทย จะให้พี่เล่นยังไงล่ะแต่ครูเล็กก็ว่าพี่น่าจะทำได้นะ ให้ดูท่านเป็นตัวอย่างพร้อมกับเริ่มต้นสอนพี่แสดง”

และแล้วตัวละคร LGBTQ+ ที่จะเปลี่ยนชีวิตของไก่ วรายุฑไปตลอดกาลก็มาถึง เมื่อเขาได้รับบท ‘อีอ๊อด’ จากเรื่องสงครามพิศวาส (2525) ผู้ทำหน้าที่แม่เล้าจัดหาเมียน้อยคอยส่งเสี่ยใหญ่ และต้องพบจุดจบเป็นเปลือกทุเรียนตบหน้าเรียกว่าความแรงของมัน จุดกระแสฮือฮาอย่างมากในสังคมไทยในขณะนั้น

“ละครเรื่องสงครามพิศวาส (2525) พี่เล่นเป็นอีอ๊อด มันดังจนตัวเองยังตกใจ ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้คนจะรู้จักเรา คำว่าไก่ วรายุฑนี่หายไปเลย ยุคนั้นเดินไปไหนทุกคนเรียกแต่อีอ๊อด! อีอ๊อด! อีอ๊อด! แล้วเชื่อไหมว่ามีจดหมายส่งมาเป็นเข่ง ๆ อยู่บ้าน พี่ก็ตอบบ้างไม่ตอบบ้างเพราะมันไม่มีเวลาจะเขียนตอบใคร เรียกได้ว่าชีวิตจากที่เล่นเรื่องประชาชนชาวแฟลตจนมาเรื่องสงครามพิศวาสนี่มันเปลี่ยนไปหมดทุกอย่างจริง ๆ

“หลังเล่นบทอีอ๊อดความเป็นผู้หญิงมันก็เริ่มเข้ามาเหมือนกระดาษทิชชู่ที่น้ำค่อย ๆ ซึมเรื่อยๆ จนเต็มแผ่นโดยไม่ทันรู้ตัวทีนี้พี่เลยรับงานแสดงตัวละครชายออกหญิงเยอะมากจนโดนกบว.[1]ห้ามออกทีวีอยู่ 6 ปีเพราะกลัวจะมีคนเลียนแบบ ช่วงนั้นต้องหันไปทำงานเบื้องหลังอย่างเดียว จนพอวงการเริ่มเปลี่ยนแปลงขึ้นถึงรับงานพิธีกรและค่อย ๆ กลับมาออกทีวีได้เหมือนเดิม

“LGBTQ+ มันไม่ได้เหมือนไข้หวัดที่กินยาแล้วหายบางคนเขาเกิดมาแล้วเป็นเลยก็มี แต่สมัยก่อนถ้าหมากับกะเทยเดินมาเนี่ย เขาตีกะเทยไม่ตีหมานะคะเพราะถือเป็นอะไรที่น่ารังเกียจ และทำตัวแปลกประหลาด สมัยนี้ยังเปิดกว้างกันแล้ว ลูกเต้าเหล่าใครเป็น LGBTQ+ เขาก็ยินดีปรีดาสังคมยอมรับมากขึ้นว่าพวกเราไม่ได้ทำความเสื่อมเสียให้กับประเทศชาติ แล้วส่วนใหญ่คนที่เป็น LGBTQ+ มักจะมีความสามารถพิเศษที่ซ่อนอยู่ในตัวด้วยเพราะพวกเราต้องทำให้ดีกว่าคนอื่น ต้องทำให้ได้เพื่อความอยู่รอดต้องทำให้เก่งกว่าผู้หญิงไม่ว่าจะแต่งหน้าทำผมหรือออกแบบเสื้อผ้า มันคือความพยายามในยุคนั้นเพื่อให้คนยอมรับพวกเราให้ได้น่ะ”

เส้นทางกว่าจะเป็นผู้จัดละครมือทอง

หลังพิสูจน์ฝีมือมาสักระยะหนึ่ง ในที่สุดช่อง 3 ก็หยิบยื่นตำแหน่งผู้จัดละครมาให้พี่ไก่ได้ท้าทายตัวเองอีกขั้นโดยละครเรื่องแรกที่เขาเลือกจะนำมาทำคือทะเลเลือด (2529) ซึ่งดัดแปลงจาก Death on The Nile นวนิยายแนวสืบสวนลึกลับชื่อดังของนักเขียนอกาธา คริสตี (Agatha Christie) แต่ถึงอย่างนั้นจุดเริ่มต้นมันก็ไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อการจะสร้างละครขึ้นมาสักเรื่องหนึ่ง สารตั้งต้นสำคัญที่ควรมีอันดับแรกคือ‘เงินลงทุน’

“มันยากตรงบริหารเงินมากกว่า เพราะการจะทำละครเรื่องแรกพี่ต้องตั้งบริษัทของตัวเองก่อนแต่ว่าตอนนั้นไม่มีเงินเลยสมัย 40 กว่าปีก่อนค่าใช้จ่ายออกกองละครตกวันละ 6 - 7 หมื่นแหนะ (ปัจจุบันประมาณวันละ 2 - 3 แสน) โชคดีที่สนิทกับคุณฉัตรชัย เปล่งพานิช (คุณนก) พี่ถึงกล้าพูดกับเขาตรง ๆ ว่าช่อง 3 ให้โอกาสทำละครแต่ไม่มีเงินนะเขาก็เลยเซ็นเช็คยื่นมา บอกว่าขอช่วยแล้วกันเพราะถือเป็นเรื่องแรกของพี่เอาเท่าไหร่ไปกรอกเอง และไม่คิดค่าตัวบทพระเอกด้วย ดังนั้นละครเรื่องทะเลเลือดมันจึงใช้เงินของคุณนกทั้งหมด”

ผลสุดท้ายเงินลงทุนที่ได้จากพระเอกดังคู่บุญก็ไม่สูญเปล่า เมื่อละครเรื่องทะเลเลือด (2529) ประสบความสำเร็จเกินคาด เรตติ้งสูงแม้จะออกอากาศชนวาไรตี้ดังอย่างรายการมาตามนัดทำให้หลังจากนั้นเป็นต้นมาชื่อของไก่ วรายุฑได้แจ้งเกิดในฐานะผู้จัดละครมือทองที่ช่อง 3 ไว้วางใจ พร้อมทั้งมีผลงานดังตามมาอีกเรื่อย ๆ ตลอดหลายสิบปี

“ตอนทำเรื่องสี่แผ่นดิน (2534) มันยังไม่มี Google ให้เปิด เราต้องไปศึกษาเอาเองที่หอสมุดแห่งชาติค้นคว้าข้อมูลว่าการกินการอยู่การแต่งตัว คนสมัยก่อนเขาทำยังไงกัน แล้วฉากต่าง ๆ เราก็ต้องสเก็ตช์ภาพไปมา ย้อมผ้าพี่ยังย้อมเองเลยเพราะคนในตำหนักเขาจะแต่งตัวตามสีสวัสดิรักษา[2] นุ่งน้ำเงินห่มเหลือง แล้วเหลืองมันไม่ได้มีเหลืองเดียวในโลกไง มันมีเป็นร้อยเป็นพันเหลือง เราก็เลยต้องย้อมสีจากเหลืองอ่อนเหลืองแก่ เหลืองเข้ม เหลืองจำปาให้ตัวละครใส่ ซึ่งพี่เรียนศิลปะจากช่างศิลป์มาอยู่แล้ว ได้เอาความรู้จากตรงนั้นนั่นแหละมาใช้

“ในส่วนของการแต่งหน้าทำผมก็ต้องศึกษาด้วยนะ พี่จะมีรูปสเก็ตช์หน้าคุณจินตหรา สุขพัฒน์ (คุณแหม่ม) ที่รับบทแม่พลอย วาดขึ้นมาเองเลยแล้วเอาพลาสติกใสวางทับเป็นชั้น ๆ ว่าตอนอายุ 18 ปี จะเติมหน้าลงไปแค่นี้พอ ทำเรื่อย ๆ จนแม่พลอยแก่ โดยที่ตัวพี่จะแต่งหน้านางเอกเอง หลังจากนั้นค่อยให้ลูกน้องแต่งตาม เราจะแต่งให้เขาดูครึ่งหน้าก่อน ส่วนอีกครึ่งหน้าลูกน้องต้องแต่งให้เหมือน

“เวลาเราเอางานเขียนเขามา ส่วนตัวพี่เองจะทำให้ตัวละครเหมือนเดินออกมาจากหนังสือและจะไม่ไปเปลี่ยนมันทุกอย่างตอนจัดฉากละคร ถ้าในหนังสือเขียนว่าเดินเข้าบ้านมามีผ้าปูโต๊ะสีฟ้าขลิบลูกไม้กับผ้าม่านสีเหลืองอ่อน พี่จะคัดลอกจากนวนิยายออกมาเลย เพราะสมัยก่อนคนอ่านนวนิยายกันเยอะมาก แล้วก็ชอบฝันว่าตัวละครของเขาเนี่ยแต่งตัวตามหนังสือที่เคยอ่านไหม ดังนั้นเราต้องทำให้เหมือนเพื่อจะไม่ถูกตำหนิจากคนดูและผู้ประพันธ์ อย่างเรื่องเรือนมยุรา (2540) ของคุณแก้วเก้า ท่านก็ชมว่าปกติไม่ขายนวนิยายให้ใครนะแต่เรื่องนี้คุณไก่ทำเหมือนในหนังสือมาก ๆ แล้วมันคือสิ่งที่ฝันไว้แล้วได้ดังฝันอ่ะพี่ซึ่งเป็นคนทำงานได้ยินก็มีความสุขเพราะเจ้าของบทประพันธ์ชม เหมือนขึ้นสวรรค์ไปแล้ว (หัวเราะ)

“แต่สมัยนี้ไอเดียมีการดัดแปลงเยอะแยะนะ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่จะต้องทำตามขนบในบทประพันธ์เท่านั้น คนยอมรับในสิ่งที่แปลกใหม่ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้และมีอิสรเสรีทางความคิดว่าทำไมไม่ลองคิดต่างล่ะ ตัวพี่เองก็เริ่มเป็นแล้วอยากจะเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาถ่ายทอดว่าเราคิดอีกแบบหนึ่งบ้าง แค่ในใจมันยังเกรงใจเจ้าของบทประพันธ์อยู่นั่นแหละ”

รู้ ฟัง พูด คิด เห็น แก่นหลักของศาสตร์การแสดง

“การแสดงไม่ใช่แค่การแสดงการแสดงคือตัวตนของเราเหมือนเรานั่งคุยกันอยู่นี่รู้ ฟัง พูด คิด เห็น นั่นคือคุณต้องฟังพอคุณฟังตาคุณจะออกว่าคุณฟังเราแต่ถ้าคุณไม่ฟัง ตาคุณจะไม่มีความรู้สึกว่าคุณฟังเรา ทีนี้พอคุณฟังตาคุณรับรู้สมองคุณก็คิด พอคิดแล้วคุณจะสามารถพูดออกมาได้มันถือเป็นการโต้ตอบ อย่างเรากับคนดู เวลาคุณฟังเรา ตาคุณดูเรา คุณคิดตามเรามันก็เหมือนกับการแสดงเลย แค่นี่ไม่ใช่การแสดงแต่มันคือปกติของชีวิตคนคนหนึ่งนอกจากว่าเราจะสวมบทบาทเป็นตัวละครอะไรก็ตาม เราจะต้องเป็นตัวละครนั้นไม่ใช่ตัวเราซึ่งช่วงหลังก็มีครูสอนการแสดงเยอะแยะเต็มไปหมด เขาเอาวิชาความรู้พวกนี้แหละไปสอนกันพี่เองในยุคที่ยังสนุกกับการสอนการแสดงก็มีลูกศิษย์หลายคนที่สอนมาหลายรุ่น

“พี่ถือว่าเวลาสอนอะไรไปแล้วทุกคนรับได้ ตัวพี่เองก็มีความสุขด้วยหลังจากนั้นลูกศิษย์จะมีความสุขกับการทำงานเขาจะไม่ลืมในความเป็นตัวตนของเขา พี่เห็นนักแสดงที่สอนหรือทำงานด้วยกันมา เขาจะไม่ลืมกำพืดว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน ไม่เคยอายชีวิตเบื้องต้นว่าเป็นยังไงมาก่อนและก้าวขึ้นมาได้ด้วยอะไร เพราะทุกคนมาจากต่างฐานะต่างอาชีพ ต่างสถาบันแต่พอมาอยู่ด้วยกันแล้วคนก็คือคนคนเท่ากันทุกคน ความสามารถมันอยู่ที่ตัวเองว่าจะเอาออกมาได้แค่ไหนงานศิลปะก็เหมือนกัน ทุกคนมีศิลปะอยู่ในใจ ทุกคนมีศิลปะอยู่ในตัวแต่จะใช้หรือขุดมันออกมาได้เมื่อไหร่ และจะเอาออกมาให้เขาเห็นได้เมื่อไหร่เท่านั้นเอง

“พี่ไม่เคยคิดว่าตัวเองอยู่สูงกว่าคนอื่นไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นซูเปอร์สตาร์ แต่พี่เป็นคนปกติธรรมดาที่ทำงานเหมือนคนทั่วไปนักแสดงมันก็คืออาชีพหนึ่งนอกเหนือจากอาชีพที่ทำอยู่เบื้องหลังเพราะฉะนั้นความโด่งดังมันไม่สามารถมาทำร้ายตัวตนของ‘ไก่ วรายุฑ มิลินทจินดา’ ได้ พี่ยังคงเป็นพี่ที่ภูมิใจในความเป็นตัวเอง รวมถึงดีใจที่ทุกคนรักและโอบอ้อมอารี ให้โอกาสได้มาทำงาน ณ ตรงนี้

“อีกอย่างคือพี่เคยบอกทุกคนว่าเวลาเราทำงานอะไรก็ตาม เราจะก้าวบันไดก้าวแรกตลอด เราไม่เคยก้าวขั้นที่7 8 9 แล้วค่อยเดินขึ้นไปเรื่อย ๆ พอเริ่มงานใหม่เราก็ต้องก้าวที่1 มันคือการเริ่มต้นของการทำงานทุกครั้ง เพราะในอนาคตและก้าวต่อ ๆ ไปตัวจริงจะอยู่ได้ส่วนตัวปลอมจะอยู่ไม่ได้ เนื่องจากคนจะยอมรับความจริง ดูความจริงจากคนจริงที่ทำความจริงให้ดู คนที่รักงานจริงไม่ใช่มาแค่ฉาบฉวยโอกาสจากอาชีพตรงนี้เพื่อหวังต่อยอดจะอยู่ไม่ได้ แต่คนที่ทำงานตรงนี้จะยังอยู่ต่อได้”

เปลี่ยนจาก ‘ไม่ได้-ไม่ได้’ ไปสู่ ‘ไม่ได้-ต้องได้’

“ความท้าทายของผู้จัดละครคือผลงานที่ออกมา เพราะคนดูจะเป็นผู้ตัดสินว่าถูกใจมากน้อยแค่ไหนคนทำงานทุกคนตั้งใจ และประคบประหงมให้มันดีที่สุดอยู่แล้วแต่คนดูจะชอบหรือเปล่านั่นอีกเรื่องหนึ่ง ดังนั้นการเริ่มต้นของละครใหม่ทุกเรื่องที่พี่ทำมันเลยยากทุกครั้ง ตั้งแต่เขียนบทละครไปจนถึงหาเค้าโครง

“ถ้าคนดูเขาติในสิ่งที่ผิดจริงเราก็ต้องยอมรับเพราะคนเราทำอะไรมันไม่เป๊ะ100% หรอกแล้วละครกับการแสดงมันคืองานศิลปะขึ้นอยู่ที่จริตของเขากับจริตของเราว่าจะรักหรือชอบชิ้นงานที่ทำไหมไม่สามารถถูกใจคนทั้งประเทศได้สมมติแต่งตัวให้นางเอกแบบนี้เราคิดว่าสวยแล้วนะแต่คนดูทางบ้านอาจจะติว่าทำไมใส่อย่างนี้ทำไมไม่นู่นนี่นั่นหรือกลับกันคนดูอีกกลุ่มหนึ่งอาจจะมองว่าชุดสวยแล้วเหมาะสมดีมันก็คือจริตและรสนิยมคนที่ไม่เท่ากันซึ่งเขาเองมีสิทธิ์จะชอบหรือไม่ชอบเราจะไปว่าเขาก็ไม่ได้ไง

“เดี๋ยวนี้เวลาคนเจอเราเขาก็บอกไม่เห็นละครคุณไก่เลย คุณไก่ไม่ทำละครแล้วเหรอ ถามหมดไม่ว่าจะคนแก่ ผู้หญิง ผู้ชาย พี่ก็ตอบไปว่ายังทำอยู่ ยังสนุกอยู่ ยังไม่พักหรอก ลูกน้องก็ไม่ให้พักด้วยเพราะมันบอกว่าแม่อย่าหยุด หยุดไม่ได้!(หัวเราะ) รวมถึงตัวพี่เองก็อยากจะทำงานศิลปะอย่างละครหรืออะไรที่เกี่ยวกับวงการบันเทิงต่อไปเหมือนกัน ถ้ายังไม่ตายหรือเดินไปไหนทุกคนเข้ามาบอกว่าจะไม่ดูละครของไก่ วรายุฑแล้ว วันนั้นพี่อาจจะหยุดก็ได้นะ แต่ถ้าประชาชนเขายังไม่ยี้ใส่ พี่ก็คงจะทำมันต่อไปแหละ

“ครูเล็กเคยสอนพี่แล้วคำนี้มันติดตัวพี่มาตลอดชีวิต นั่นคือ ไม่ได้-ไม่ได้ ไม่ได้-ต้องได้ อย่าบอกว่าอันนี้ทำแล้วมันไม่ได้ ห้ามใช้คำนี้เพราะทุกคนทำได้หมดอยู่ที่เริ่มต้นแล้วจะทำได้ดีหรือเปล่าถ้าทำได้แล้วมันต้องทำได้ ไม่ได้มากก็ได้น้อยจนถึงมากที่สุดไม่มีทางที่จะไม่ได้เลย แล้วพี่ก็อยากบอกว่าถ้าจะทำอะไรต้องทำในสิ่งที่ตัวเองรักเพราะสิ่งที่เรารักถ้าได้ทำไปแล้ว เราจะประคบประหงมมันไม่ให้ย่อยยับไปกับมือตัวเองหรือย่อยยับไปกับคนอื่น แต่เราจะประคองให้มันเติบโตเจริญรุ่งเรืองด้วยความรักในงานของเราไปตลอด ดังนั้นจงทำด้วยความรัก”

 


[1]คณะกรรมการบริหารวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ยุบไปเมื่อปี พ.ศ. 2535

[2]การแต่งกายตามสีมงคลในแต่ละวันของชาววัง ที่มาของสีประจำวันทั้ง 7 สีของไทย

Life As a Miracle Drama ไก่ วรายุฑ มิลินทจินดา