ดงพญาไฟ  ป่ามรณะที่มนุษย์เอาชนะได้ด้วยรถไฟ

ดงพญาไฟ ป่ามรณะที่มนุษย์เอาชนะได้ด้วยรถไฟ

ครั้งหนึ่งผมเคยไปทำงานบริเวณชายแดนไทย - พม่า และได้ทราบว่าการเดินทางภายในประเทศพม่านั้นยากมาก ชาวทวายที่จะขึ้นไปย่างกุ้งหรือเมียวดีต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 4-5 วัน ทั้งจากความขัดแย้งทางการเมืองและภูเขาป่าที่โหดหิน ชาติพันธุ์ส่วนใหญ่จึงเลือกเข้ามาทางกาญจนบุรี แล้วต่อรถออกทางแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งง่ายและประหยัดเวลากว่ามาก

ผมนำเรื่องนี้ไปเล่าให้ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งฟัง ท่านบอกว่า “เมื่อก่อนคนภาคกลางเดินทางไปอีสานใช้เวลานานกว่านี้อีก” ผมซึ่งเป็นเด็กอีสานก็งงเป็นไก่ตาแตก จนท่านถามต่อว่ารู้จัก “ดงพญาไฟ หรือดงพญาเย็น” ไหม

ในอดีตภาคกลางและอีสานถูกตัดขาดจากกันด้วยแนวป่าดงพญาเย็นในปัจจุบัน ซึ่งคาบเกี่ยวตั้งแต่สระบุรี นครนายก นครราชสีมา ปราจีนบุรี สระแก้ว ไปจนถึงบุรีรัมย์ แต่เดิมคือ “ดงพญาไฟ” ผืนป่าดิบชื้นที่ขึ้นชื่อว่าอาถรรพ์ ว่ากันว่า เข้าสิบเหลือกลับมาเพียงหนึ่ง

ชื่อ “พญาไฟ” มาจากปากคำของผู้รอดชีวิต ที่เล่าว่าป่านี้ร้อนรุ่มราวมีกองเพลิงมองไม่เห็นเผาอยู่ ผู้ที่ย่างกรายเข้าไปจะตัวร้อน ตาแดงก่ำ เพ้อคลั่ง และตายในเวลาอันสั้น นั่นคืออาการของไข้ป่าหรือมาลาเรียสายพันธุ์ร้ายแรงที่ยังไม่มียารักษา ซ้ำยังมีหุบเหวลึก ป่าทึบที่แสงแดดส่องไม่ถึงพื้น หมอกควันและไอชื้นที่เต็มไปด้วยเชื้อโรค รวมทั้งเสือโคร่ง ช้างตกมัน และงูพิษ นักเดินทางยุคเก่าบันทึกว่าที่นี่คือ สุสานที่กว้างใหญ่ที่สุดในสยาม เส้นทางของพ่อค้าวัวต่างเรียงรายด้วยกระดูกคนและสัตว์ ไม่มีใครกล้าเก็บศพเพราะกลัวลบหลู่เจ้าที่เจ้าทาง

“ดงพญาไฟ” ยังเต็มไปด้วยความลี้ลับที่กลายเป็นตำนานสยองขวัญ ทั้ง “ผีโป่ง” ที่แปลงกายเป็นคนรู้จักมาเรียกชื่อยามค่ำคืน ใครขานรับหรือเดินตามไปก็หายสาบสูญ “เสือสมิง” เสือกินคนที่แปลงเป็นมนุษย์ล่อเหยื่อ และ “บังบด” เมืองลับแลหลังม่านหมอกที่ผู้หลงเข้าไปอาจไม่ได้กลับออกมาอีก

ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เคยมีการส่งกองทัพนับพันผ่านดงพญาไฟไประงับเหตุทางฝั่งลาวและอีสาน แต่ยังไม่ทันพบศัตรู กองทัพก็ล้มหายไปเกือบครึ่งเพราะไข้ป่าและภัยลี้ลับ ทหารบางคนคลุ้มคลั่งฟันพวกเดียวกันเองเพราะเชื่อว่าถูกผีป่าเข้าสิง ดงพญาไฟจึงกลายเป็นดินแดนต้องห้าม

จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ฝรั่งเศสขยายอิทธิพลในอินโดจีนและรุกคืบมาทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ซึ่งคือภาคอีสานในปัจจุบัน พระองค์ทรงเห็นว่าหากจะรักษาอธิปไตยเหนืออีสานไว้ได้ ส่วนกลางต้องส่งกองทัพ ข้าราชการ และการคมนาคมไปถึงนครราชสีมาได้เร็วที่สุด หากปล่อยให้ดงพญาไฟเป็นปราการกั้นอยู่ วันหนึ่งอีสานอาจตกเป็นของชาติตะวันตก จึงทรงตัดสินพระทัยทำสิ่งที่คนยุคนั้นคิดว่าเป็นไปไม่ได้ คือ ประกาศสงครามกับธรรมชาติและคำสาปของดงพญาไฟ ขั้นแรกทรงเปลี่ยนชื่อจาก “ดงพญาไฟ” เป็น “ดงพญาเย็น” เพื่อข่มนามและเป็นสิริมงคล ก่อนประกาศสร้างทางรถไฟสายกรุงเทพฯ - นครราชสีมา ตัดทะลุใจกลางป่าอาถรรพ์

 

การก่อสร้างเริ่มในปี พ.ศ. 2434 ด้วยวิศวกรชาวเยอรมันและแรงงานจีนกับไทยนับพันคน แต่ดงพญาเย็นไม่ยอมสยบง่าย ๆ ทั้งหินที่ต้องระเบิด พายุฝน และที่ร้ายที่สุดคือไข้ป่าที่กลับมาระบาด คนงานล้มตายวันละหลายสิบคนจนฝังศพไม่ทัน วิศวกรเยอรมันและคนงานจีนพากันละทิ้งงานเพราะความกลัว โครงการทำท่าจะล่มสลาย

ในวิกฤตนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงส่งแพทย์หลวงและ “ยาควินิน” เข้าไปรักษาคนงานอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ เสด็จฯ ตรวจการก่อสร้างด้วยพระองค์เอง พระราชทานกำลังใจ และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างศาลเจ้าพ่อพญาเย็น เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ

ด้วยการผสมผสานวิทยาการสมัยใหม่ ความเด็ดเดี่ยวของผู้นำ และการเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ รางเหล็กจึงพาดผ่านใจกลางดงพญาเย็นได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2443 รัชกาลที่ 5 เสด็จฯ เปิดเส้นทางรถไฟสายนี้ด้วยพระองค์เอง เสียงหวีดของหัวรถจักรไอน้ำที่ดังสนั่นป่าวันนั้นคือเสียงแห่งชัยชนะของมนุษย์เหนือคำสาปแช่งของป่ามรณะ และกลายเป็นเส้นทางที่นำความเจริญ ความมั่นคง และความร่มเย็นมาสู่ประเทศไทยจวบจนปัจจุบัน

-----------------------------------------------------------------------------------------------------

Side story

1. บันทึกความตาย : เมื่อ "ไข้ป่า" ล้างเผ่าพันธุ์คนงาน

รายงานการก่อสร้างระบุว่า มีวิศวกรต่างชาติเสียชีวิต 36 คน และกรรมกรล้มตายมากกว่า 414 คน บันทึกของ มร. ไวเลอร์ สะท้อนว่าพวกเขากำลังสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น

"วันที่ 18 ธันวาคม ค.ศ. 1893... อาการของเพื่อนร่วมงานเยอรมันทรุดลงอย่างน่าใจหาย ร่างกายเขาผอมซีดและสั่นเทาอยู่บนเก้าอี้นอน เราส่งเขาลงเรือไปกรุงเทพฯ แต่ไม่นานนักเขาก็จากไป... ที่นี่ความตายเดินผ่านแคมป์พักของเราทุกคืน"

2. บันทึกสิ่งลี้ลับ: พลังงานลึกลับที่หยุดเครื่องจักร

แม้วิศวกรเยอรมันจะใช้ไดนาไมต์ระเบิดภูเขาหิน แต่รายงานกรมรถไฟสยามกลับบันทึกอุบัติเหตุประหลาดซ้ำ ๆ ในพื้นที่ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ผาเสด็จ” และ “หินลับ” ลิ่มเหล็กและหัวเจาะที่สั่งตรงจากยุโรปมักหักสะบั้นโดยไร้สาเหตุ

- แคมป์คนงานที่ถูกรบกวน : คนงานจีนและไทยวิ่งหนีออกจากป่ากลางดึก อ้างว่าได้ยินเสียงฝีเท้าใหญ่เดินวนรอบแคมป์ และเห็น “ดวงไฟสีเขียว” ลอยเหนือยอดไม้

- คำสารภาพของนายช่าง : วิศวกรผู้คุมงานบางคนเขียนไว้ว่า "ป่าแห่งนี้ขัดขวางเรา ราวกับมีจิตวิญญาณบางอย่างที่ไม่ต้องการให้เสียงหวีดของรถไฟวิ่งผ่านแผ่นดินของมัน"

3. บันทึกจุดเปลี่ยน : เมื่อฝรั่งต้องยอมก้มหัวให้ "ความเชื่อ"

เมื่องานหยุดชะงักบ่อยและคนงานพากันหนีเพราะกลัวอาถรรพ์ ในช่วงปี พ.ศ. 2438 - 2440 ทีมวิศวกรเยอรมันที่เคยเชื่อมั่นในเทคโนโลยีจึงต้องยินยอมให้ราชสำนักสยามตั้ง “ศาลเจ้าพ่อพญาเย็น” และทำพิธีบวงสรวงใหญ่

น่าแปลกที่หลังตั้งศาลและการเสด็จเยือนของรัชกาลที่ 5 อุบัติเหตุลึกลับและอาการคุ้มคลั่งของคนงานก็เริ่มลดลง ประกอบกับยาควินิน ล็อตใหญ่จากยุโรปที่หยุดยั้งมาลาเรียได้ทันท่วงที วิศวกรเยอรมันจึงบันทึกด้วยความทึ่งในกุศโลบายของสยามที่ผสานวิทยาศาสตร์เข้ากับความเชื่อได้อย่างลงตัว

ดงพญาไฟ ป่ามรณะที่มนุษย์เอาชนะได้ด้วยรถไฟ