กั้ง กรณ์ ศิริสรณ์ : The Art of Timing ศิลปะแห่งจังหวะชีวิต จากศิลปิน สู่เบื้องหลังความสำเร็จของ ONE MUSIC

กั้ง กรณ์ ศิริสรณ์ : The Art of Timing ศิลปะแห่งจังหวะชีวิต จากศิลปิน สู่เบื้องหลังความสำเร็จของ ONE MUSIC

เมื่อพูดถึง “กั้ง กรณ์ ศิริสรณ์” เขาคือศิลปินไทยที่โลดแล่นอยู่ในวงการเพลงอย่างต่อเนื่อง ผ่านบทพิสูจน์ความสามารถหลากหลายจนเป็นที่ประจักษ์ นับตั้งแต่การเป็นสมาชิกวงบอยแบนด์ค่าย Kamikaze สู่การคว้าแชมป์และเป็นศิลปินเดี่ยวจากเวที The Star รวมถึงการสวมบทบาทเป็นนักแสดงนำบนหน้าจอโทรทัศน์ และวันนี้ เขาก้าวเข้าสู่สเต็ปใหม่ของชีวิตในฐานะผู้บริหารค่ายเพลง ONE MUSIC ร่วมผลิตศิลปินและชิ้นงานเพลงคุณภาพออกมาให้แฟน ๆ ได้ติดตามกันอยู่เสมอ

ท่ามกลางกระแส T-Pop ที่กำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด MiX Magazine พร้อมพาทุกคนไปร่วมเจาะลึกทุกจังหวะชีวิต แนวคิด และวิสัยทัศน์ที่หล่อหลอมให้ศิลปินคนนี้ เติบโตขึ้นมาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังที่พร้อมจะผลักดันศิลปินไทยและแนว T-Pop ให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

Intro : ความเดิมจากตอนที่แล้ว (Rewind)

กั้ง กรณ์ : ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ ผมเคยเป็นบอยแบนด์อยู่ค่าย Kamikaze จนถึงอายุประมาณ 18-19 ครับ พอเข้ามหาวิทยาลัย โปรเจกต์บอยกรุ๊ปหยุดไป เราก็มาถามตัวเองว่ายังอยากเป็นศิลปินอยู่ไหม ซึ่งคำตอบคือยังอยากเป็น เลยตัดสินใจไปประกวด The Star และได้มาเป็นศิลปินเดี่ยว หลังจากนั้นเมื่อค่าย Exact Music เปลี่ยนผ่านเป็นช่อง ONE31 ที่เน้นทำทีวีเป็นส่วนใหญ่ ผมจึงผันตัวมาเป็นนักแสดงอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งปัจจุบัน ผมได้ก้าวเข้ามาเป็นผู้บริหารของค่ายเพลง ONE MUSIC ครับ

Track 1 : จุดสตาร์ทแห่งความฝัน (The First Beat)

กั้ง กรณ์ : ตอนเด็ก ๆ ผมมีโอกาสได้ไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่นประมาณ 4 ปี ซึ่งที่นั่นให้ความสำคัญกับดนตรีมาก ๆ ครับ นอกจากการเรียนในโรงเรียนแล้ว ผมยังได้เรียนเปียโน เรียนร้อง และเรียนเต้น พอกลับมาไทย พี่สาวผมไปสมัครเรียนร้องเพลงที่เป็นโปรโมชันคอร์ส 2 แถม 1 ผมก็เลยจับพลัดจับผลูได้ไปเรียนในฐานะตัวแถม พอเรียนและได้เต้นไปเรื่อย ๆ ก็ค้นพบว่าเราชอบทางนี้ ชอบการร้องเต้นมาก โดยมีไอดอลในยุคนั้นคือ พี่บี้ เดอะสตาร์ และ กอล์ฟ-ไมค์ ที่มีความเป็นญี่ปุ่นจ๋าอยู่ในตอนนั้น ถ้าวันหนึ่งมีโอกาสก็อยากเข้าวงการไปร้องเต้นมีความสุขแบบนั้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นหลักจริง ๆ ที่ทำให้ผมอยากเข้าวงการครับ

Track 2 : หยุดไม่ไหวหัวใจต้องไปต่อ (Keep Pushing)

กั้ง กรณ์ : คุณพ่อคุณแม่เป็นคนผลักดันผมมากครับ เหมือนคุณพ่อคุณแม่หลาย ๆ ท่านที่พร้อมผลักดันลูกให้ไปในทางนั้นให้ได้ดีที่สุด เขาพยายามหาเวทีออดิชันให้ เริ่มต้นจากไปออดิชันค่าย SM ของเกาหลีจนได้ไปเป็นไฟนอลลิสต์ ซึ่งตอนแรกมีคนมาบอกว่าเป็นค่ายญี่ปุ่น ผมก็คิดว่าดีจังจะได้กลับไปญี่ปุ่นอีก แม้ปีนั้นเขาจะไม่เลือกคนไทย แต่โมเมนต์นั้นมันทำให้ผมรู้ตัวว่าผมชอบการต่อสู้เพื่อความฝัน การออดิชันได้ไม่ได้ไม่สำคัญเท่ากับโมเมนต์ที่เราได้ไปอยู่ตรงนั้นเพื่อลงมือทำมันครับ

กั้ง กรณ์ : ต่อมาค่าย Kamikaze ก็ติดต่อมาที่โรงเรียนสอนร้องเพลงที่ผมเรียนอยู่ ซึ่งส่วนใหญ่มีแต่สายดีว่าดีโว่ มีผมคนเดียวที่ชอบแนวร้องเต้น ผมจึงถูกเสนอชื่อไปออดิชันและได้เป็นบอยแบนด์ในที่สุด ก่อนจะยุติบทบาท และเมื่อต้องมาแข่ง The Star มันคือการค้นหาตัวเองอย่างจริงจัง ค่ายเห็นว่าผมมีศักยภาพด้านนี้ จึงผลักดันให้ผมเป็นศิลปินสายร้องเต้นมาตลอด แต่เอาจริง ๆ กว่าผมจะตกผลึกว่าตัวเองชอบเพลงแนวไหนก็ใช้เวลาค้นหากว่าสิบปีเลยครับ

Track 3 : จากศิลปินสู่งานบริหาร (New Chapter)

กั้ง กรณ์ : จุดเริ่มต้นของการเป็นผู้บริหารเกิดจากตอนที่ผมกำลังเรียนปริญญาโทด้านการบริหารครับ ผมมีโอกาสได้คุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งว่าผมอยากลองทำโปรเจกต์ปั้นศิลปินโดยเฉพาะแนวไอดอล ผ่านไปประมาณสองเดือน ผู้ใหญ่ก็ติดต่อมาว่า พี่บอย ถกลเกียรติ มีวิสัยทัศน์อยากกลับมาสร้างค่ายเพลงพอดี ผมจึงเซย์เยสและเข้ามาลุยงานนี้ครับ โครงสร้างของ ONE MUSIC แบ่งเป็น 2 ขาหลัก ๆ คือ ขาเพลงประกอบละครที่ช่วยซัพพอร์ตซีรีส์ อย่างเพลงของ พี่ดา เอ็นโดรฟิน หรือ นนท์ ธนนท์ และอีกขาคือการปั้นศิลปินเข้าสังกัด ตอนเริ่มทำค่าย เรามีบุคลากรหลักแค่ 2 คนคือรวมผมด้วย ผมต้องนำประสบการณ์จากที่เคยคลุกคลีกับองค์กรใหญ่มาปรับใช้ ค่อย ๆ ลองผิดลองถูกในการสร้างทีมครีเอทีฟ จนค่ายเติบโตเป็นรูปเป็นร่างครับ

Track 4 : บริหารด้วยความเข้าใจ (Heart & Soul)

กั้ง กรณ์ : ข้อดีของการที่ผมเคยเป็นศิลปินมาก่อน คือผมเข้าใจความละเอียดอ่อนของพวกเขาครับ เวลาที่ศิลปินเกิดความรู้สึกลังเลหรือขาดความมั่นใจในงานอาร์ตของตัวเอง ผมเข้าใจดีเพราะผมก็เคยเป็น ผมจะให้เวลาพวกเขาจัดการความรู้สึกตัวเองเต็มที่ 1 เดือน แต่เมื่อถึงเดดไลน์ คุณต้องกลับมาเชื่อมั่นและลุยต่อ สิ่งที่ผมมักจะสอนน้อง ๆ เสมอคือ “ถ้าคนชมมาก เราห้ามลอย ถ้าคนด่าเรามาก เราห้ามจม” เราต้องอยู่ตรงกลาง ทำงานอย่างจริงใจ และห้ามหวังผลลัพธ์แค่เรื่องชื่อเสียงเพียงอย่างเดียวครับ ต้องมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นครับ

Track 5 : ความหลากหลายในโลกของการแข่งขัน (Limitless)

กั้ง กรณ์ : จุดแข็งของ ONE MUSIC คือความหลากหลายครับ เราไม่ตีกรอบหรือลิมิตช่องว่าศิลปินต้องเป็นรูปแบบไหนเท่านั้น โปรเจกต์แรกที่ผมได้ลุยคือซีรีส์ “Across the Sky ลัดฟ้าล่าฝัน” ที่ทำให้ผมได้ทำงานร่วมกับน้องไดร์ม่อน ณรกร ซึ่งน้องต้องออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว คล้ายกับชีวิตผมในอดีต นอกจากนี้ยังมี ต้าห์อู๋ พิทยา ที่เราช่วยซัพพอร์ตด้านงานเพลงควบคู่กับงานซีรีส์, บูม สหรัฐ ที่ล่าสุดเราให้น้องลงมือแต่งเพลงเองโดยมีผมไปช่วยเป็นโปรดิวเซอร์ให้ รวมถึงศิลปิน T-Pop หน้าใหม่อย่างน้อง iZ และวง Kiismet ซึ่งเป็นเกิร์ลกรุ๊ปวงแรกของช่องวันที่ผมลงไปร่วมค้นหาเหล่าเด็ก ๆ เองกับมือและใช้เวลาปั้นถึง 3 ปีกว่าจะได้เดบิวต์ครับ การที่ผู้บริหารสูงสุดอย่างพี่บอยเปิดโอกาสและให้เราอยู่ในทุกขั้นตอน ผลงานของค่ายเราจึงออกมาจริงใจและไม่ฉาบฉวยครับ

Track 6 : บริหารแบบศิลปิน (The Artist)

กั้ง กรณ์ :ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงตอบว่า 50-50 แต่ตอนนี้ผมไม่แบ่งแยกแล้วครับว่าสัดส่วนความเป็นศิลปินกับผู้บริหารคือ 50-50 เพราะผมเชื่อว่าคนที่บริหารอุตสาหกรรมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ แม้ไม่เคยเป็นศิลปินเบื้องหน้ามาก่อน ก็ต้องมีความเป็นอาร์ติสต์สูงมากในตัวเอง เราไม่สามารถใช้แค่ตัวเลขมาวัดได้ว่าลงทุน 5 ล้านแล้วจะได้ 10 ล้าน บางทีอาจจะขาดทุนด้วยซ้ำ แต่มันคือการมองไกลไปกว่านั้น มองให้เห็นว่าศิลปินกลุ่มนี้มีคุณค่าและให้อะไรกับสังคมมากพอที่เราจะทุ่มเทเวลาและบุคลากรไปซัพพอร์ตพวกเขาหรือไม่ครับ

Track 7 : จังหวะชีวิต (Timing)

กั้ง กรณ์ : ตัวตนของคนเราเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ ครับ ตอนนี้กระดูกกระเดี้ยวคงไม่ได้มาร้องเต้นเอ็นเตอร์เทนหนัก ๆ แบบยุคบอยแบนด์แล้ว ถ้าผมต้องโปรดิวซ์เพลงให้ตัวเอง ผมคงเลือกทำเพลงแนวฮิปฮอป-อาร์แอนด์บีที่มีบีตแรง ๆ แต่เน้นไปทางอาร์แอนด์บีมากขึ้นครับ ผมเคยปรึกษาแฟน น้องสไมล์ ภาลฎา (แฟนสาว) เขาก็เป็น The Star และเรียนจบด้านดนตรีมาโดยตรง เขาบอกว่าโทนเสียงผมเหมาะกับแนวนี้ ส่วนเนื้อหาเพลง ผมเป็นคนให้ค่ากับความรู้สึกละเอียดอ่อน อยากเล่าถึงโมเมนต์เล็ก ๆ อย่างเช่น แสงแดดเส้นเดียวที่ลอดผ่านหน้าต่างในยามเช้าตอนที่เรายังลืมตาไม่ขึ้น เอามาเปรียบเปรยกับความรู้สึกหรือความรักที่ลึกซึ้ง อาจจะเป็นทรงนั้น แต่ยังต้องกลับไปคิดอีกเยอะครับ

กั้ง กรณ์ : ถ้าให้สรุปภาพชีวิตของผมตลอด 32 ปีที่ผ่านมา เล่าเรื่องราวทั้งหมดอยู่ในเพลงเดียว ผมขอใช้คำว่า “Timing” หรือ “จังหวะ” ตั้งชื่อเพลงครับ ผมเชื่อในเรื่องของจังหวะชีวิตมาก แต่ความฝันจะไม่มีทางสำเร็จเลยถ้าเราไม่ลงมือทำ เราทุกคนสามารถทำความฝันได้ในจังหวะที่ถูกต้อง และต่อให้ยังไม่มีใครเห็นเราในตอนนั้น มันก็คือเรื่องของจังหวะเวลาอยู่ดี ผมจึงเชื่อมั่นในคำว่าจังหวะพอ ๆ กับการลงมือทำครับ

Track 8 : ฝันเดิม (Passion)

กั้ง กรณ์ : ผมว่ามันหายากที่ 20 ปีผ่านไป เรายังจะชอบในสิ่งเดิม ๆ อยู่ ผมเลยคิดว่าวงการเพลง การฟังเพลง หรือเพลง มันอยู่ในชีวิตส่วนตัวของผมมาโดยตลอด ไม่ว่าผมจะอยู่ในสเตตัสไหน วันนี้ที่เรามาเป็นผู้บริหาร มันไม่ได้แปลว่าการไปทำงานอื่นแล้วเพลงจะไม่อยู่ในชีวิต มันเป็นไปไม่ได้ครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่สำคัญที่ทำให้ผมยังคงอยู่ตรงนี้มันคือความชอบ ความหลงใหล ที่สำคัญคือไม่จำเป็นต้องยึดในสถานะเดียวตลอดไป อนาคตสมมติว่าผมไม่ได้เป็นผู้บริหาร ก็อาจจะยังซัพพอร์ตวงการเพลงอยู่เหมือนเดิม เพราะผมเชื่อมั่นมากว่าศิลปินทุกคนมีคุณค่ามากพอในการสร้างสรรค์ผลงาน ไม่ว่าเขาจะเป็นนักร้องหรือนักแสดง ถ้าผมอยู่ในจุดที่สามารถผลักดันพวกเขาให้ก้าวต่อไปได้ ผมก็อยากจะเป็นบุคลากรคนนั้นครับ

Outro : ถึงคนสำคัญ (Always)

กั้ง กรณ์ : ผม “กั้ง กรณ์” นะครับ ขอบคุณแฟน ๆ ทุกคนที่ติดตามผมมาตั้งแต่ตอนที่ผมยังชื่อ “วรกร” ครับ การเติบโตของผมผ่านการเรียนรู้มามากมาย ขอบคุณที่ไม่เคยหยุดซัพพอร์ตกัน และอยากขอบคุณทุกคนที่คอยสนับสนุนวงการเพลงไทย เพราะงานอาร์ตของคนไทยมีความพิถีพิถันและสามารถส่งต่อไปยังระดับสากลได้ ฝากติดตามผลงานของศิลปินค่าย ONE MUSIC ทุกคนด้วยนะครับ สามารถตามหาศิลปินที่ตัวเองชื่นชอบได้เลย เรามีความหลากหลายมาก ๆ เชื่อว่าต้องมีศิลปินสักเบอร์ที่ถูกใจทุกคนแน่นอน ฝากด้วยครับ

Photo: Arnon Tippawan

ขอบคุณ SWD Restaurant at Public House Bangkok สำหรับสถานที่การถ่ายทำในครั้งนี้

กั้ง กรณ์ ศิริสรณ์ : The Art of Timing ศิลปะแห่งจังหวะชีวิต จากศิลปิน สู่เบื้องหลังความสำเร็จของ ONE MUSIC