Empty Glass Means Nothing : Southern Rock Is Back เพราะความเก๋าห้ามกันไม่ได้ | Issue 162 : MiX Magazine It's man man's world!
Empty Glass Means Nothing : Southern Rock Is Back เพราะความเก๋าห้ามกันไม่ได้ | Issue 162

กว่า 12 ปีที่แยกย้ายกันไป ถึงเวลาแล้วที่ Empty Glass Means Nothing หรือ EGMN วงเมทัลคอร์ที่จัดจ้านทั้งแนวทางจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้งเพื่อประกาศศักดาความเก๋าแบบฉบับ Southern Rock ผ่านซิงเกิลสุดเดือดอย่าง "Standing Untold" ซึ่งนี่คือซิงเกิลหนึ่งในโปรเจกต์ Now or Never ภายใต้สังกัด VOM Records และการกลับมาในครั้งนี้ นอกจากสมาชิกเดิมของวงอันประกอบด้วย เดียร์ สุวพันธุ์ อ้นขวัญเมือง (ร้อง) และ ยอด ธีรยุทธ เข็มสุข (เบส) ยังมี โอ๊ต พงศกร รัตนะบ้านกรวย (กีต้าร์) และ เอก ยุทธภูมิ ขาพรมราช (กลอง) สองสมาชิกใหม่เข้ามาเสริมทัพ เพิ่มดีกรีความเดือดและทำให้คาแรกเตอร์ของวงชัดเจนขึ้นไปอีกขั้น

 

ตัวตนของ EGMN                                                                  

เดียร์ : Empty Glass Means Nothing เป็นวงดนตรีแนวเมทัลคอร์ที่มีความเป็นเซาเธิร์นครับ

โอ๊ต : คือเซาเธิร์นร็อก ริฟกีต้าร์มันจะแบบลูกเก๋า ๆ หน่อย ใช้สเกลเพนทาโทนิคเก๋า ๆ ใช้บลูส์สเกลอะไรประมาณนั้น

เดียร์ : เหมือนจะเป็นบลูส์แต่ก็เป็นเมทัล คือเป็นแนวที่เราเรียกกันว่าเป็นเมทัลคอร์แบบมันส์ ๆ

 

เล่าย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของวง

เดียร์ : ย้อนไกลไปเหมือนกันนะครับ สำหรับ EGMN สมาชิกแรกเริ่มตอนนี้ไม่มีใครเหลืออยู่เลยครับ สมาชิกแรกเริ่มของวงพวกเขาเป็นเพื่อนที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ แล้วเราก็มาเจอกันที่กรุงเทพฯ ก็มารวมตัวกันเล่นดนตรีกันตามงานทั่วไป จนสุดท้ายกลายเป็นผมเข้าไปร้องแทนนักร้องคนแรก

จากนั้นมือเบสขอตัวออกจากวง ก็ได้ยอด เข้ามาเล่นเบสแทน เป็นทีมนี้ที่อยู่ด้วยกันยาวมาจนถึงสามอัลบั้ม เริ่มจาก EP ตอนช่วงปี 2005-2006 ถัดมาเป็นอัลบั้ม Science of Scream ทำกับ ANNALYNN แล้วก็อัลบั้มเต็มอัลบั้มแรก All Now Together ปี 2009 สังกัด Screamlab Records จากนั้นสมาชิกก็แยกย้ายกันไป แยกกันไปทำวงใหม่บ้างอะไรบ้าง ด้วยยุคนั้นที่กระแสดนตรีร็อกแบบเมทัลมันไม่ค่อยมีแล้ว

คือก่อนหน้านี้เมทัลมันโด่งดังมากในบ้านเรา พอกระแสมันเริ่มจาง ประกอบกับอายุพวกเราเริ่มเข้าสู่วัยทำงานแล้วด้วย เริ่มไปตามเส้นทางของตัวเอง เริ่มสร้างครอบครัวกัน แต่ระหว่างนั้นเราก็เจอกันคุยกันอยู่นะครับ ไม่ได้ทะเลาะกัน สุดท้ายพวกเราก็เริ่มรู้สึกว่าอยากกลับมาเล่นดนตรี เริ่มชักชวนกันกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เลยกลายเป็นซิงเกิล Standing Untold ขึ้นมา ต้องขอบคุณ สมเมย์ Labanoon ที่บังคับให้พวกเรากลับมาเล่นดนตรีกัน

ช่วยขยายความที่ว่าคุณสมเมย์ ‘บังคับ’ ให้ฟังหน่อย

เดียร์ : คืออย่างนี้ครับ ก่อนหน้านี้สมเมย์เคยอยู่วง Oblivious มาก่อน เป็นวงดนตรียุคเดียวกับเรา ก่อนแยกย้ายไปอยู่กับ Labanoon สำหรับเรื่องบังคับเนี่ย ต้องย้อนกลับไปช่วงที่สมเมย์กำลังจะแต่งงาน เขาอยากได้วงดนตรีร็อกไปเล่นในงานแต่งก็เลยมาจ้างผมซึ่งมีวงดนตรีเล่นกลางคืนอยู่แล้ว อารมณ์แบบ "เห้ยคิดถึงเพื่อนวะเดียร์ มาเล่นงานให้หน่อย" โดยงานวันนั้นมันเต็มไปด้วยเพื่อนนักดนตรี งานแต่งก็เลยกลายเป็นคอนเสิร์ตร็อกเมทัล และทำให้สมเมย์ธาตุไฟแตก ทำให้เขากลับไปเล่นกับ Oblivious และนำไปสู่จุดกำเนิดของการจัดคอนเสิร์ต Rock Alarm ซึ่งคอนเสิร์ตปีแรกผมเล่นเล่นนามของวง Slipnumb พอมาปีที่สอง สมเมย์บอกไม่ได้แล้วนะปีนี้ต้องเล่นในนาม EGMN เท่านั้น พวกเราก็เลยรวมตัวมาซ้อมกัน และนี่คือที่มาของไลน์อัพสมาชิกวงเซ็ตนี้ครับ

 

แล้ว EGMN เริ่มเข้ามาอยู่ในโปรเจ็กต์ Now or Never ได้อย่างไร

เดียร์ : มันคือการต่อยอดมาจาก Rock Alarm สมเมย์ กับ พี่โอ๊ค Big Ass รู้สึกสนใจในดนตรีเมทัลก็เลยอยากทำค่ายเพลงเล็ก ๆ ขึ้นมาค่ายหนึ่ง เพื่อให้เพื่อน ๆ ที่เล่นในงาน Rock Alarm ได้ออกอัลบั้มกัน เพราะหลายวงในงานเป็นวงที่ห่างหายกันไปนาน โดยมีโปรเจกต์ Now or Never เป็นโปรเจกต์เปิดตัวค่าย 1 วง 1 ซิงเกิล หลังจากนี้แต่ละวงจะมีผลงานอื่น ๆ ตามออกมา อย่าง EGMN หลังจากห่างหายไป 12 ปี พวกเรากลับมาแล้วเราต้องโตขึ้น ต้องทำเพลงให้ดีขึ้น และก็ต้องมีผลงานอย่างน้อยอีกหนึ่งอัลบั้มออกมาแน่นอน

ช่วงระหว่างที่ EGMN แยกย้ายแต่ละคนไปทำอะไรกันมาบ้าง

เดียร์ : เริ่มจากตอนที่ EGMN แยกย้ายกัน เหลือผมกับยอดสองคนที่ทำงานประจำและยังเล่นดนตรีกลางคืนกันอยู่ งานประจำของผมคือดูแลเรื่องเพลงในคลื่นวิทยุ อาชีพเสริมคือขายอาหารออนไลน์ โดยระหว่างที่เล่นดนตรีก็เจอ โอ๊ต มือกีต้าร์ ซึ่งเขาก็เล่นดนตรีกลางคืนเหมือนกันและอยู่วงอื่นมาก่อน พอเล่นด้วยกันไปเรื่อย ๆ ตัวผมเองก็เริ่มไปทำวงอื่น ทำวง Sixty Ninth ทำวง Slipnumb ทำให้ไปเจอกับพี่เอก มือกลอง

ยอด : ผมทำงานอยู่ในหน่วยงานมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งครับ ทำเกี่ยวกับหนังสือเรียนแล้วก็เล่นดนตรีกลางคืน

โอ๊ต : ก่อนหน้านี้ผมเป็นครูสอนดนตรีครับ ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นนักดนตรีเต็มตัว เล่นดนตรีกลางคืนอยู่กับวงนั้นวงนี้เรื่อยมา

เอก : ผมสอนดนตรีครับ มีอัดกลองให้ศิลปินบ้าง แล้วก็ช่วยงานกิจการทางบ้าน จนมีโอกาสได้มาเล่นวง Slipnumb และได้เข้ามาอยู่ในวง EGMN

 

พูดถึงผลงานล่าสุด "Standing Untold"

เดียร์ : Standing Untold เป็นผลงานใหม่ของพวกเราหลังจากหายไปถึง 12 ปี สิ่งที่ยากที่สุดของการกลับมาทำเพลงคือ 1) การเขียนเพลง 2) พวกเราเปลี่ยนสมาชิกใหม่ ซึ่งดนตรีแนวนี้ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องหรือเครื่องดนตรีทุกชิ้นนั้นสำคัญเท่ากัน เราค่อนข้างกดดันในการทำเพลง แต่โชคดีคือเราปล่อยให้สมาชิกทุกคนได้ทำงานของตัวเองอย่างเต็มที่

นับตั้งแต่ได้ไลน์อัพสมาชิกเซ็ตนี้ ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาพวกเราเล่นคอนเสิร์ตกันเยอะมาก เล่นเพลงเก่า ๆ ของวงจนโอ๊ตกับพี่เอกเขาเข้าใจและซึมซับในความเป็น EGMN ช่วงปลายปีที่แล้วโอ๊ตก็เริ่มริฟกีต้าร์เพลง Standing Untold ขึ้นเป็นโครงก่อน แล้วพวกเราก็มารวมตัวกันที่ห้องซ้อม แต่งเพลงใหม่ด้วยกันให้มันส์ที่สุด ร้องให้มันส์ที่สุด เล่นให้มันส์ที่สุด

โดย Standing Untold เป็นเพลงภาษาอังกฤษ มีเนื้อหาพูดถึงคนที่ถูกกดดัน คนที่โดนรังแกมาตลอด โดนบูลลี่ แล้วเหมือนอยากจะระบายออกมา อยากจะตะโกนด่าผ่านไมค์ถึงคนที่กดดันที่รังแกที่บูลลี่ และหลังจากนี้วงจะเริ่มเขียนเนื้อเพลงเป็นภาษาไทยแล้วครับ เพราะพวกเราอยากไปสัมผัสตลาดเพลงที่มีความแตกต่างกันบ้าง

สำหรับ EGMN อะไรคือความท้าทายใหม่ ๆ ของวงการดนตรียุคนี้

เดียร์ : พูดกันตรง ๆ เลยนะ น้อง ๆ หลายวงเก่งเยอะนะ

ยอด : เก่งเลยแหละ

เดียร์ : น้อง ๆ ที่ทำวงดนตรีกัน ทำเพลงกันในยุคนี้ฝีมือนี้เก่งเยอะมาก เราก็เลยกดดันว่าจะไปสู้น้องเขาไหวไหม อายุอานามเยอะแล้ว ยังยืนตะโกนแหกปากกันอยู่เลย แต่โชคดีตรงที่เรามีแนวทางของตัวเอง ถ้าใครได้ฟัง EGMN ก็จะรู้ว่าเราไม่เหมือนวงไหนเลย มันแตกต่างค่อนข้างชัดเจน ทั้งภาพรวมและความเท่ของพวกเรา

ยอด : อันนี้มีเยอะทุกคน : ฮาฮา (หัวเราะ)

เดียร์ : ตอนนี้รู้สึกกดดันครับ แต่ว่าพวกเรารู้สึกชอบเพลงวงนะ ซึ่งถ้าหากเราไม่ชอบเพลงเราแล้วใครเขาจะมาชอบเพลงเราถูกมั้ย คือโอเคในเมื่อเราชอบเพลงของเราแล้ว ก็อยากให้คนที่ได้ฟังรู้สึกชอบเหมือนกัน หลังจากนี้พวกเราจะตั้งใจทำผลงานออกมาให้ทุกคนได้ฟังกันครับ

คิดว่ารสนิยมมีผลต่อศิลปินในการสร้างงานมากน้อยแค่ไหน

เดียร์ : อันนี้แน่นอนเลยครับ รสนิยมมันสร้างอะไร มันสร้างนิสัยคน มันสร้างคาแรกเตอร์ของคน อย่างสี่คนนี้ ผมรู้สึกว่าผมเลือกสมาชิกได้เหมาะสมจริง ๆ นะ อย่างพี่เอกปกติเขาไม่ได้ตีกลองแนวเมทัลนะครับ ไม่ได้ดีกลองปั่นกระเดื่องอย่างที่มือกลองเมทัลเขาเป็นกัน เขาตีเพลงป็อปเป็นส่วนใหญ่ นิสัยส่วนตัวเขาไม่ได้ก้าวร้าวชัดเจน ตรงนี้มันส่งผลถึงการตีกลองของเขาที่เสียงค่อนข้างชัด ฟังแล้วคลีน ซึ่งส่งผลให้ซาวด์ในเพลงของ EGMN แตกต่างไปจากเดิมหรือแตกต่างจากวงเมทัลอื่น ๆ ด้วย

 

ช่วงส่งท้าย มีอะไรอยากฝากถึงแฟนเพลงและชาวร็อกบ้าง

เดียร์ : ขอบคุณแฟนเพลงที่ยังจำพวกเราได้ ยังจำได้ว่า EGMN คือเซาเธิร์นร็อกเมืองไทยอะไรอย่างนี้ ขอบคุณแฟน ๆ ที่ยังรอฟังเพลงของพวกเรา ที่ตามมาฟังเพลงใหม่ของพวกเรา ในวันที่ปล่อยเพลงออกไปหลายคนก็แบบ "กลับมาแล้ว" "สมกับที่รอ" "12 ปีแล้วเหรอพี่" "กลับมามันต้องอย่างงี้ดิพี่" คือเห็นแล้วมันมีความสุขมากครับ รู้สึกดีใจและอยากทำงานต่อไปอีกเรื่อย ๆ ส่วนแฟนเพลงใหม่ ๆ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ

สุดท้ายนี้ขอฝากซิงเกิล Standing Untold ของ EGMN และโปรเจกต์ Now or Never ของค่าย VOM Records ด้วยนะครับ นอกจากพวกเรายังมีศิลปินท่านอื่น ๆ ร่วมโปรเจกต์นี้ด้วยนอกจากนี้ทาง VOM Records เองก็ไม่ได้มีแต่วงร็อกนะครับ ยังมี VOM Pop มีศิลปินป็อปท่านอื่น ๆ และพวกเราเองก็จะมีเพลงใหม่ออกมาแน่ ๆ ฝากติดตามกันด้วยนะครับ

Photo : Pornsaran Soithong