The Legend : Plague Doctor ตำนานหมออีกาดำ | Issue 162 : MiX Magazine It's man man's world!
The Legend : Plague Doctor ตำนานหมออีกาดำ | Issue 162

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยังคงแพร่ระบาดอยู่ในทุก ๆ วันนี้ ขณะที่เขียนบทความนี้การแพร่ระบาดก็ยังกระจายอยู่ ประเทศไทยมีผู้ป่วยติดเชื้อราว ๆ ประมาณ 3 พันคน แต่รักษาหายและกลับไปรักษาตัวที่บ้านแล้วกว่า 2500 ราย เสียชีวิต 50 กว่าราย สถานการณ์โดยรวมของจำนวนผู้ติดเชื้อภาพรวมดีขึ้น มีผู้ติดเชื้อน้อยลง โรงพยาบาลสามารถตรวจหาเชื้อก็มีจำนวนมากขึ้นและการเข้าถึงก็ง่ายกว่าเดิม การตรวจหาผู้ป่วยที่ติดเชื้อก็สามารถทำได้ง่าย วิเคราะห์แล้วสถานการณ์ในประเทศไทยเป็นไปในทางบวกมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในแถบเอเชียโดยเรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับบุคลากรทางการแพทย์ ที่อุทิศตนอยู่ในแนวหน้าในการรักษาผู้ป่วยของประเทศไทยได้อย่างดีที่สุดนั่นเอง

เอาละ เข้าเรื่องกันดีกว่าครับ เวลานี้เมื่อเราเงยหน้าดู TV ฟังการรายงานข่าวสถานการณ์โควิด-19 และเห็นภาพข่าวการทำงานของหมอและพยาบาลในโรงพยาบาลต่าง ๆ จะมีอุปกรณ์ทางการแพทย์อย่างหนึ่งที่เห็นกันบ่อยจนชินตาในขณะนี้นั่นก็คือ ชุด PPE ที่มีชื่อเต็ม ๆ ว่า Personal Protective Equipment เพื่อนผมที่เป็นหมอเรียกชุดนี้ว่าชุดหมีอวกาศสีขาว ซึ่งแพทย์พยาบาลผู้ทำงานใกล้ชิดผู้ป่วยต้องใส่กันทุกคน ว่ากันตามตรงนะครับ ชุดนี้ค่อนข้างอึดอัดทีเดียว หายใจหายคอ หรือจะเข้าห้องน้ำแต่ละทีก็ลำบาก เคยซื้อมาบริจาคและหยิบตัวอย่างมาทดลองใส่ครั้งหนึ่ง ถึงได้รู้ว่ามันทรมาณทรกรรมร่างกายเป็นอย่างมาก แต่หมอและพยาบาลบุคคลากรทางการแพทย์ก็ยังคงใส่ทำงานกันอยู่แทบจะทั้งวัน นับถือใจของท่านเหล่านี้จริง ๆ

อย่างไรก็ตามครับ ชุด PPE หรือ ชุดหมีขาวอวกาศสุดน่ารักที่ปกป้องการติดเชื้อนี้ กลับทำให้ผมนึกย้อนไปถึงชุดอุปกรณ์ป้องกันทางการแพทย์อีกชุดหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่ป้องกันการติดเชื้อเช่นกันแต่มันกลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างกับชุด PPE ในปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง นั่นก็คือชุด “Plague Doctor” หรือชุด “หมออีกาดำ” ที่พวกบุคคลากรทางการแพทย์สวมใส่ในการออกตรวจโรคสมัยศตวรรษที่ 17

โดยในช่วงศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา โลกของเราได้เผชิญกับภัยพิบัติจากโรคระบาดหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งหนักที่สุดและร้ายแรงที่สุดที่โลกได้เผชิญมาก็คือ Black Death หรือ กาฬโรค นั่นเอง ด้วยพิษภัยและการระบาด ประกอบกับวิทยาการทางการแพทย์ที่ยังไม่ก้าวหน้า ยังผลให้มีผู้เสียชีวิตจากกาฬโรค มาหลายยุคหลายสมัยรวมแล้วหลายร้อยล้านคน ทางการแพทย์เองในช่วงเวลานั้นก็ขาดซึ่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญ จนกระทั่งในปี 1619 Charles de l’Orme หัวหน้าหน่วยแพทย์ของกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสได้คิดค้นชุด “อีกาดำ” ขึ้น

ชุด “อีกาดำ” เปรียบเสมือนเครื่องแบบของหมอในสมัยนั้น โดยชุดประกอบไปด้วย ชุดคลุมหนัง หมวกทรงสูง ถือไม้เท้าและหน้ากากคล้ายอีกา  โดยชุดคลุมและหมวกนั้นทำจากหนังเคลือบด้วยขี้ผึ้ง ส่วนหน้ากากอีกานั้นจะประกอบไปด้วยแว่นกระจกปิดตา ในจะงอยปากอีกาจะประกอบไปด้วยเครื่องหอมและสมุนไพร อาทิ อำพันทะเล สะระแหน่ การบูร กานพลู และมดยอบ ซึ่งช่วยป้องกันกลิ่นเหม็นที่ก่อให้เกิดโรคตามทฤษฎีไมแอสมา (ทฤษฎีที่ว่าเชื้อโรคสามารถติดต่อกันผ่านทางกลิ่นเหม็น) และช่วยกรองอากาศ ส่วนไม้เท้านั้นเอาไว้ใช้สำหรับการใช้วินิจฉัยอาการโดยไม่ต้องสัมผัสตัวผู้ป่วย

แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้ว “หมออีกาดำ” เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นแพทย์ระดับล่าง หรือเป็นแพทย์ที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการรักษาคนอย่างจริงจังและบางคนก็ไม่ใช่แพทย์เสียเลยด้วยซ้ำ เมื่อเป็นแพทย์ที่ยังไม่มีประสบการณ์ แน่นอนครับผู้ถูกรักษาส่วนใหญ่ก็ไม่รอด ภาพลักษณ์ของหมออีกาดำ ก็เสมือนเปรียบเป็นภาพลักษณ์ของความตาย ไปที่ไหนตายที่นั่นว่างั้นเถอะ แต่เอายังไงได้ล่ะครับ ในสมัยนั้นโรคระบาดกระจายตายเป็นร้อยล้าน หมอก็ขาดแคลน  หมอกาฬโรคในสมัยนั้นมีค่าเสียยิ่งกว่าทองพันชั่ง เมื่อไม่มีทางเลือก คนสมัยนั้นคงคิดว่าถ้ามีหมอยังไงก็ดีกว่าไม่มี กลายเป็นที่พึ่งสิ่งเดียวและสิ่งสุดท้ายไป

แต่เรื่องราวของหมออีกาดำ ยังไม่จบแต่เพียงเท่านี้สิครับ เพราะมีบ่อยครั้งหมอนอกรีตในชุดอีกาดำมักขโมยของจากศพที่ตายในระหว่างการรักษา หรือแอบขายยาในราคาเกินจริงให้กับคนมีฐานะ บางครั้งก็ทำตัวเสมือนเป็นผู้แทนศาสนาใช้ไม้เท้าที่ใช้วินิจฉัยโรคเฆี่ยนคนไข้อ้างว่าเพื่อขับไล่บาปซึ่งเชื่อว่าทำให้ป่วย  ภาพลักษณ์ของหมออีกาดำที่ไม่ค่อยจะดีอยู่แล้วก็ยังยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

ภายหลังจากการระบาดของโรคครั้งใหญ่สิ้นสุดลง  องค์การทางการแพทย์ได้พัฒนาศักยภาพขึ้นเรื่อย ๆ จึงได้มีการศึกษาอย่างจริงจังในเรื่องของการป้องกันโรคระบาด และเครื่องมือเครื่องไม้ทางการแพทย์รวมถึงชุดป้องกันโรคต่าง ๆ ซึ่งได้มีการนำเอาชุดหมออีกาดำมาทำการศึกษาเพื่อพัฒนาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ได้พบว่าชุดของหมออีกาดำนั้นไม่ได้มิดชิดจริง ๆ เพราะต้องมีการเจาะรูระบายหายใจ อีกทั้งอุปกรณ์กรองอากาศที่บริเวณจะงอยปากนั้น เป็นเพียงแค่ยาหอมดับกลิ่น มิได้มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อหรือป้องกันเชื้อโรคแต่อย่างใด ที่ใส่ยาหอมเครื่องหอมเอาไว้เป็นเพราะคนสมัยก่อนเชื่อกันว่าโรคภัยไข้เจ็บเดินทางผ่านกลิ่นเหม็นตามทฤษฎีไมแอสมาตามที่กล่าวไว้ในตอนต้น และแค่นั้นก็มากพอแล้วที่จะทำให้หมอในชุดอีกาดำหลาย ๆ คนติดเชื้อและเสียชีวิตเสียเอง

ปัจจุบันนั้นการแพทย์ได้ผ่านช่วงเวลาของโรคระบาดมาอีกหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์สเปน หรือแม้กระทั่งอหิวาต์  และการแพทย์เองก็พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องจากอดีตกาลมาสู่ปัจจุบัน และคงไม่มีหมออีกาดำที่ภาพลักษณ์แย่ ๆ รักษาคนอย่างผิดวิธี มาเที่ยวรักษาคนอีกต่อไป

แต่อย่างไรก็ตามศักยภาพทางการรักษาของแพทย์ และพยาบาลนับได้ว่าก้าวหน้ามาใกลแล้ว แต่ในช่วงสภาวะที่เชื้อโรคร้าย โควิด-19 ระบาดในปัจจุบันนี้ อุปกรณ์ทางการแพทย์ของประเทศไทยเรานั้นถือว่ายังคงขาดแคลนในหลาย ๆ ภาคส่วน ทั้งหน้ากากอนามัยที่มีสารกันซึม หน้ากากใส Face Shield  แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ เจลล้างมือ และที่สำคัญคือ ชุด Personal Protective Equipment หรือ PPE ชุดหมีอวกาศสีขาว ก็ยังนับว่าขาดแคลนอยู่ ซึ่งแพทย์พยาบาลผู้ทำงานใกล้ชิดผู้ป่วยต้องใส่กันทุกคน และยังคงไม่พอต่อความต้องการต่อการใช้งานจริง ของเหล่าบุคคลากรทางการแพทย์ ในปัจจุบันการที่ได้เห็นคนเหล่านี้ซื้อเสื้อกันฝนมาใส่และเอาสก็อตเทปพันตามตัว เป็นเรื่องที่น่าปวดใจนัก หากมีโอกาส ก็ช่วยเหลือกันนะครับ บริจาคคนละนิดคนละหน่อย พอเท่าที่กำลังไหว อย่าปล่อยให้พวกเขาที่อยู่ด่านหน้า ต่อสู้อย่างลำพังเลย