FORD Ranger Raptor : Arabian in Mui Ne ลุยโหด ครบรส ทั้งโคลน ป่าเขา และทะเลทราย : MiX Magazine It's man man's world!
FORD Ranger Raptor : Arabian in Mui Ne ลุยโหด ครบรส ทั้งโคลน ป่าเขา และทะเลทราย

เป็นทริปที่เร้าใจตั้งแต่ต้นจนจบ! นี่คือการขับขี่รถบนทะเลทรายครั้งแรกในชีวิตของผม  

ฟอร์ด ประเทศไทย จัดทริปสุดพิเศษนำคณะสื่อมวลชนไทย ร่วมผจญภัยกับเส้นทางสุดท้าทายในประเทศเวียดนามเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน กับ “ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์” รถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงอันโดดเด่น กระตุ้นอะดรีนาลีนของการขับขี่แบบออฟโรดให้สูบฉีบด้วยความเร้าใจ สัมผัสบรรยากาศอันสวยงามตระการตาของมุยเน่ เมืองรีสอร์ตบนชายฝั่งทะเล ภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศเวียดนาม ภายใต้ธีม ‘Ranger Raptor: Arabian in Mui Ne’

ในการเดินทางครั้งนี้เราไปกันในวันที่ 27-29 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยขึ้นเครื่องบินจากสุวรรณภูมิมาลงที่สนามบินเมืองดาลัด ช่วงนั้นเป็นช่วงที่โควิด-19 กำลังเริ่มตื่นตัว แต่เมืองที่เราไปนั้นไม่มีผู้ที่ติดเชื้อ แต่จากข่าวต่าง ๆ ก็ทำให้เสียววาบได้ไม่น้อย ในสนามบินดาลัดค่อนข้างเงียบ เรานั่งรถตู้ไปยังโรงแรมเทอราคอตต้า แล้วการทดสอบก็เริ่มขึ้นทันที

กิจกรรมทดสอบรถในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อพิสูจน์ความแกร่งของ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ไม่ว่าจะในด้านความเป็นรถกระบะออฟโรดสมรรถนะสูงที่มาพร้อมความสามารถอันหลากหลาย รวมถึงสุดยอดช่วงล่างที่มอบความนุ่มนวลบนท้องถนน และการขับขี่ที่สะดวกสบาย

การทดสอบในวันแรกเราได้ขับรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ไปผจญภัยบนเส้นทางที่หลากหลายซึ่งเหมาะแก่การทดสอบเครื่องยนต์เทอร์โบคู่และระบบเกียร์อัตโนมัติ 10 สปีดอันโดดเด่นของเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ทั้งบนเส้นทางนอกเมืองดาลัด อย่างจุดชมวิวโด่ย ก่อ ฮอง (Doi Co Hong) กับทัศนียภาพของป่าสนที่สวยงามแปลกตาเป็นเอกลักษณ์ของดาลัด ไปจนถึงเส้นทางออฟโรดสุดท้าทายอันน่าจดจำ

รับมือกับสนามทดสอบรถอันหฤโหด ด้วยระบบ Terrain Management System (TMS) โหมดการขับขี่อันล้ำสมัยถึง 6 รูปแบบ ที่มอบประสบการณ์การขับขี่ที่หลากหลาย ลุยทุกสภาพพื้นผิวอันสมบุกสมบัน ในโอกาสนี้ สื่อมวลชนได้ทดสอบโหมดบาฮา บนเส้นทางทรายและสภาพแวดล้อมที่เป็นทรายซึ่งทั้งลื่นและขรุขระ โดยระบบจะปรับการตอบสนองของเครื่องยนต์ให้เหมาะกับการขับขี่ออฟโรดด้วยความเร็วสูง ระหว่างทางไปยังจุดชมวิว โด่ย ก่อ ฮอง

คาราวาน เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ยังได้ทดสอบระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา Hill Descent Control ซึ่งมีหน้าที่ปรับความดันเบรกอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยในการควบคุมการลื่นไหลและรักษาความเร็วให้คงที่เมื่อขับขี่ลงทางลาดชัน ส่งผลให้ผู้ขับขี่สามารถให้ความสนใจและควบคุมพวงมาลัยได้อย่างเต็มที่และมีความมั่นใจมากขึ้น



นอกจากนี้ คณะยังได้ทดสอบระบบกันสะเทือนที่พัฒนามาเพื่อสามารถรองรับการขับขี่ความเร็วสูงของ เรนเจอร์ แร็พเตอร์  โดยมีโช้คอัพคู่ด้านหน้าและหลังของ Fox ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับการพิชิตทุกเส้นทางหฤโหด ถึงแม้จะขับขี่ด้วยความเร็วสูงอยู่ก็ตาม ในขณะที่ช่วยเรื่องการทรงตัวและการควบคุมรถให้ดียิ่งขึ้น ด้วยการออกแบบที่เพิ่มแรงต้านเมื่อมีการกระแทกเต็มช่วงยุบกระบอกสูบ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขับขี่แบบออฟโรดให้ดียิ่งขึ้น ไปพร้อมกับช่วยให้เพลาเคลื่อนที่อย่างมั่นคง ทำให้สื่อมวลชนสามารถลุยฝ่าเส้นทางที่ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ หรือแม้กระทั่งเส้นทางอันท้าทายไปได้อย่างนิ่มนวล

ถึงแม้ว่าเส้นทางจะลื่นและขรุขระ แต่ด้วยระบบล็อคเฟืองท้ายไฟฟ้าของ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ที่ส่งมอบแรงบิดเครื่องยนต์เต็มกำลังไปยังล้อหลังทั้ง 2 ล้อถึงแม้ว่าล้อใดล้อหนึ่งจะไม่ได้อยู่บนพื้นก็ตาม โดยระหว่างการขับขี่บนเส้นทางด่านสุดท้ายของกิจกรรมวันแรก สื่อมวลชนได้ทดสอบโหมดกรวด ซึ่งเป็นระบบที่จะช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวลขึ้นพร้อมทั้งออกตัวด้วยเกียร์ที่สอง ลดโอกาสการลื่นไถลของล้อรถให้น้อยที่สุด ทั้งยังมอบความปลอดภัยและความมั่นใจในการขับขี่บนเส้นทางออฟโรดที่ทั้งลื่นและพื้นผิวไม่เท่ากัน

ทุกสเตชั่นเรียกได้ว่าโหด ๆ ทุกด่าน ได้ทดสอบในสถานที่จริง ทางครูฝึกได้เซ็ตแต่ละด่านให้ดูโหดหิน แต่ด้วยสมรรถนะของแร๊พเตอร์ พอได้ลองขับจริง ๆ ขอบอกเลยว่าจากตอนแรกที่คิดว่ายาก กลายเป็นง่ายมาก ๆ ก็ต้องขอขอบคุณพี่ ๆ นักข่าวสายมอเตอริ่ง
มากประสบการณ์สองท่าน ได้แก่ พี่โจอี้ และพี่เต ที่แนะนำการขับขี่แบบออฟโรดครั้งแรกให้ผมด้วยครับ ทั้งวิธีจับพวกมาลัย ที่ไม่ต้องกำแน่น และล็อคนิ้วโป้งเหมือนกับตอนขับบนถนนปกติ เพราะพวงมาลัยอาจสะบัดแล้วทำให้นิ้วของเราหักได้ เป็นต้น

ในวันต่อมา คาราวาน เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองมุยเน่ ด้วยระยะทางประมาณ 205 กิโลเมตร ถึงแม้จะต้องเดินทางไกล แต่ด้วยเทคโนโลยีช่วยในการขับขี่อย่างระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทาง (Lane Keeping System) ฟีเจอร์ใหม่ในเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ทำให้การขับรถระยะไกลเป็นไปได้อย่างผ่อนคลายยิ่งขึ้น ถึงแม้จะเจอสิ่งรบกวนบ้างก็ตาม

นอกจากนี้ ระบบช่วยเบรคอัตโนมัติพร้อมระบบตรวจจับคนเดินถนน (AEB) ยังช่วยเหลือผู้ขับขี่เมื่อต้องขับผ่านเส้นทางที่มีการจราจรพลุกพล่าน และคลาคล่ำไปด้วยมอเตอร์ไซค์ในเวียดนาม

ไฮไลต์ของเราในทริปนี้คือ ทะเลทรายขาวมุยเน่ หรือ White Sand Dunes ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันโด่งดังของเวียดนาม สื่อมวลชนได้ทดสอบสมรรถนะของ เรนเจอร์ แร็พเตอร์ ด้วยการใช้ โหมดทราย ในการขับรถในทะเลทรายที่ทั้งลึกและยวบ ข้ามภูมิทัศน์อันแห้งแล้งของสิ่งมหัศจรรย์ทางภูมิศาสตร์ของที่นี่ ซึ่งระบบ TMS ให้การตอบสนองของรถ เพื่อป้องกันการลื่นไถลและรักษาโมเมนตัมที่ดีที่สุดด้วยการรักษาเกียร์ต่ำและแรงบิดให้อยู่ในระดับสูง

ในการขับขี่วันนี้ผมได้ขับกับนักข่าวสายไลฟ์สไตล์สองท่านได้แก่ พี่สิโรตน์ และ คุณบาส ซึ่งเป็นคนคุ้นเคยกันดีทั้งสองท่าน โดยผมจะเป็นคนขับคนแรก โดยมีครูฝึกให้คำแนะนำตลอดการขับ เพราะบนทะเลทรายค่อนข้างขับยาก ควบคุมพวงมาลัยยากกว่าบนถนนมาก รถส่ายไปส่ายมา ต้องดูทางให้ดีเพราะถ้าตกเนินทรายชันมาก ๆ รถอาจพลิกคว่ำได้ไม่ยาก โดยลมยางเมื่อขับบนทรายจำเป็นต้องลดจากปกติ 32 ปอนด์ เหลือเพียง 15 ปอนด์ เพื่อช่วยให้เกาะพื้นทรายมากขึ้น


ปิดท้ายกิจกรรมและฉลองความสำเร็จของการทดสอบรถในครั้งนี้ด้วยปาร์ตี้ธีมอาหรับราตรี พร้อมเพลิดเพลินกับบรรยากาศอันสวยงามริมทะเลทรายมุยเน่ เพื่อเปิดโอกาสแลกเปลี่ยนประสบการณ์สุดประทับใจ ทั้งในด้านสมรรถนะและประสิทธิภาพของ ฟอร์ด เรนเจอร์ แร็พเตอร์ เช้าวันรุ่นขึ้นพวกเราไปต่อยังนครโฮจิมินต์เพื่อขึ้นเครื่องบินกลับที่นั่น นั่งรถบัสเกือบ 4 ชั่วโมงจากมุยเน่ จริง ๆ ไม่ไกลมากครั้บ ร้อยกว่ากิโลเมตรเท่านั้น แต่ในเวียดนามเขาจำกัดความเร็วเพียง 50 กม./ชม. เท่านั้น

อ้อ! ในเวียดนามช่วงนั้นผมว่าสถานการณ์โควิด-19 ยังไม่น่ากลัวเท่ากรุงเทพฯ ครับ แต่สนามบินสุวรรณภูมิบ้านเราเองผมว่าน่ากลัวกว่า นักท่องเที่ยวจีน หรือฝรั่งเพียบ มีหลายคนไม่สวมแมส โอ้ว!

                ทริปนี้สนุกมาก โดยเฉพาะการขี่บนทะเลทรายครั้งแรก ตื่นเต้น แต่ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด อาจเป็ฯเพราะระบบต่าง ๆ ที่ช่วยให้ขับขี่ง่ายขึ้น และเซฟความปลอดภัยมาก ๆ ต้องบอกเลยครับแร๊พเตอร์อาจราคาสูงนิดนึงถ้าเทียบกับกระบะทั่วไป แต่บอกเลย ได้ใจผมไปเต็ม ๆ ใครมองหากระบะสมรรถนะสูง แนะนำครับ