พีระ พีระมาน : ทานตะวันชูช่อ อรุณรุ่งแห่งสุขภาพ

interview

พีระ พีระมาน : Healthy Food For All ทานตะวันชูช่อ...อรุณรุ่งแห่งสุขภาพ

ฟลาวเวอร์ฟูด ผู้ผลิตสินค้าเมล็ดทานตะวันกะเทาะเปลือก ซองสีขาวที่มีรูปดอกไม้กับแถบสายรุ้ง สินค้าที่วางขายในเซเว่นอีเลฟเว่นจากซองแรกจนถึงตอนนี้ ฟลาวเวอร์ฟูดเติบโตขึ้น มีสินค้าในกลุ่มทานตะวันหลายรส หลายแบบ และยังเพิ่มเมล็ดธัญพืช ถั่วต่าง ๆ อีกมาก สินค้าทุกรายการของฟลาวเวอร์ฟูด ได้รับการพัฒนาขึ้นจากแนวความคิด “อาหารเพื่อสุขภาพ” นั่นคือ ดีต่อสุขภาพ ผลิตจากธรรมชาติ ปรุงแต่งน้อยที่สุดและไม่มีสารเคมี
ปรุงแต่ง หรือใส่สารกันบูด กันเสียใด ๆ ฟลาวเวอร์ฟูดเริ่มต้นจากธุรกิจเล็ก ๆ ของ คุณประดิษฐ์ และคุณดวงใจ  พีระมาน ปัจจุบันมีบริษัทท่าหลวงเกษตร และบริษัท โกโก้ฮัท เพื่อรองรับการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของตลาด 
โดยมีคุณพีระ  พีระมาน รองประธานกรรมการเป็นผู้ขับเคลื่อนองค์กรในยุคนี้ 

บทชีวิตของคุณพีระน่าสนใจยิ่งนัก จากเด็กดื้อติดเที่ยวในช่วงวัยรุ่น เรียนปริญญาตรีแทบไม่จบ แต่พบจุดเปลี่ยนในชีวิต พลิกเรียนจบปริญญาโทจากต่างประเทศในเวลาเพียงหนึ่งปี รับช่วงสานต่อธุรกิจของครอบครัวจนเติบโตไปหลายประเทศทั่วโลก

ชีวิตวัยเด็ก?
“เคยถามคุณแม่เหมือนกันว่าตอนเด็ก ๆ ซนมั้ย เพราะผมคิดว่าผมน่าจะเป็นเด็กที่เรียบร้อย แต่ไม่เลย ซนมากถึงมากที่สุด ตอนอายุ 3-4 ขวบ ซนขนาดที่ว่าปีนขึ้นไปนั่งบนรั้วบ้าน แล้วลงไม่ได้ ปีนขึ้นไปตอนบ่าย 2 ลงมาได้ตอน 4 โมงเย็น เพราะรอคนมาช่วย ถ้าไม่มีคนมาก็จะนั่งไปเรื่อย ๆ กินข้าวจานเดียวกับหมาเพราะรักหมามาก คิดว่าถ้าไม่ได้แบ่งข้าวให้หมากินเราคงไม่ใช่เพื่อนกัน จำได้เลยว่าคือข้าวคลุกปลาทู เหยาะน้ำปลากับขนมสาลี่ กินคนละคำ น้ำลายเต็มก้อนเอาเข้าปากผมต่อ  เผารังมดแดงสรรหาวิธีการไล่มดแดงไปเรื่อย ๆ ใช้ธูป เทียน ไฟ แล้วก็เล่นมีดอีโต้ มีดเด้งกลับมาปักขาตัวเอง ซนมากครับ

“ผมเป็นคนไม่ชอบเรียนหนังสือเลย รู้สึกว่าในหนังสือมันมีแค่นั้น มันไม่สนุกเหมือนกับการออกไปปีนต้นมะม่วง ขุดหลุม สำหรับผมตอนเด็กเป็นคนไม่ค่อยอ่านหนังสือ  เนื้อหามีแค่ไหนก็มีเท่าเดิม ต่างกับตอนนี้เริ่มชอบอ่านหนังสือ อาจจะด้วยอายุที่มากขึ้นด้วยครับ ผมถูกเลี้ยงด้วยคุณยาย เพราะคุณพ่อและคุณแม่ทำงานบริษัท บ้านอยู่รามอินทรา เรียนที่หอวัง ผมต้องตื่นตี 4 อาบน้ำแต่งตัวออกจากบ้านตี 4.45 เพื่อไปให้ทันเข้าโรงเรียนตอน 6 โมงครึ่ง ถ้าออกจากบ้านช้ากว่านั้นผมจะถึงโรงเรียนตอน 9 โมง 

“ชีวิตวัยเด็กลำบากมาก มีหมายแปะโดนยึดบ้านอยู่หน้าบ้าน เมื่อก่อนคุณพ่อทำงานที่กรมส่งเสริมวิชาการเกษตร แล้วต่อมาท่านได้ลาออก บอกว่าลูกตัวใหญ่กินเยอะ ทำงานราชการมันผอมแน่ ก็เลยออกมาวัดดวงทำงานที่บริษัทข้ามชาติซึ่งขายยาฆ่าแมลง พวกเคมีเกษตรจากฝรั่งเศส ส่วนคุณแม่ทำงานโรงแรมเป็นหัวหน้าแผนกแม่บ้าน ไม่ได้มีความสบายเป็นลูกคุณหนู ไม่ได้อยู่ดีกินดีขนาดนั้น โชคดีที่คุณแม่ทำงานโรงแรมมีอาหารโรงแรมแบบราคาพนักงาน เราจะได้กินของดี ๆ จากตรงนั้นผมได้ข้อคิดเตือนใจ ถ้ามันอร่อยจำไว้ว่าจงเหลือให้ถึงวันพรุ่งนี้ เพราะถ้ากินหมดวันนี้ พรุ่งนี้จะไม่มีของอร่อยกิน ถ้าพรุ่งนี้กินแล้วยังอยากกินต่อจงเหลือให้ถึงวันถัดไป

พลิกผันไปช่วยคุณพ่อทำงานตอน ป.4 ได้อย่างไร?
“ผมโตมากับเมล็ดทานตะวัน รัฐบาลไทยบอกว่าประเทศไทยปลูกข้าวปีละ 3 เดือน เว้น 3 เดือน  ปลูกอีก 3 เดือน ส่วน 3 เดือนตรงกลางชาวนากินอะไร ทุกวันนี้มีเรื่องชาวนา คุณเคยสงสัยมั้ยว่าเขากินอะไรกัน นี่คือสิ่งที่พระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าทำเศรษฐกิจพอเพียง สิ่งพวกนี้ถูกคิดมาตั้งนานแล้ว พ่อผมได้รับมอบหมาย ทำอย่างไรก็ได้ให้เกษตรกรมีกินใน 3 เดือนที่ว่างตรงนี้ ไปปลูกพืชอะไรก็ได้ในไร่นานี้ให้ขายได้ หลังจากขายได้ถ้ามีประโยชน์อย่างอื่น เช่น แต่ก่อนเราถูกสอนว่าถั่วไถกลบแล้วดินจะดี พ่อเลยเอาทานตะวันมาปลูก เก็บเมล็ดไปขายไถต้นได้ไนโตรเจนเพิ่ม เพราะ 45 - 60 วัน ทานตะวันจะออกดอกเรียบร้อย เป็นพืชที่เรื่องมาก แต่ถ้าปลูกขึ้นอย่าไปยุ่งกับเขา ไม่ต้องรดน้ำ ไม่ต้องดูแล ไม่ต้องใส่ยาฆ่าแมลงไม่ต้องทำอะไรเลย พอเสร็จไถทำปุ๋ย ปลูกข้าวต่อ อีก 3 เดือนต่อมา พ่อผมไปทำวิจัยเรื่องนี้ ทำเรียบร้อยปลูกได้เก็บผลผลิต แล้วเอาไปขายใคร คนไทยไม่รู้จักเมล็ดทานตะวัน พ่อเลยรับซื้อมาเองเพราะสงสารชาวไร่ชาวนาใส่รถกระบะเอามากองอยู่สนามหน้าบ้าน นำมากะเทาะแล้วคั่วขาย คือพ่อผม
เห็นว่าที่ต่างประเทศมีเมล็ดทานตะวันกิน แต่ประเทศไทยไม่มี เลยทำตรงนี้ขึ้นมา แรก ๆ ที่ไปวางขาย ขายที่สหกรณ์ ใส่ถุงเล็ก ๆ ราคา 2 บาท ผมเอาไปขายเพื่อน ๆ 50 ถุง ได้เงินมา 20 บาท ไม่รู้ว่าทำไมเหลือแค่นี้ แต่รู้สึกภูมิใจมาก เป็นเงินก้อนแรกที่หาได้ เริ่มสนุกกับการขายของ เลยเริ่มช่วยงานมาเรื่อย ๆ พอประมาณ ป.4 ก็เปลี่ยนจากการไปเดินขายเป็นคนทำ มีหน้าที่แบกกระสอบวันละ 10 กิโลกรัม ขึ้นไปชั้น 4 แล้วก็แบกลงมา 10 กิโลกรัม จะมีเมล็ดที่ดีกับเมล็ดที่ไม่ดีอยู่ในถุงเดียวกัน ก็มานั่งแยกเอง ทำเองครับ

“เคยคิดว่าตัวเองมีความคิดเท่าผู้ใหญ่ตอนอายุ 14 ปี แล้วก็โดนเพื่อนในห้องคนหนึ่งเป็นเด็กผู้หญิงต่อว่า ว่าถ้าคิดอย่างนั้น โคตรเด็กเลย ผ่านไป 20 ปีทิ้งปริศนาให้เรา ถึงจุดหนึ่งก็คิดได้ว่ามันจริง คือเด็กทุกคนจะคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ แต่ในโลกของความเป็นจริงมันไม่ใช่ แต่ก็ไม่ผิดที่จะคิดอย่างนั้น ถ้าคิดเหมือนผู้ใหญ่ จงทำเหมือนผู้ใหญ่ อย่าคิดเหมือนผู้ใหญ่แต่ทำเหมือนเด็ก มันไม่มีประโยชน์

“ผมเข้ามหาวิทยาลัยตอนอายุ 15 ปี  เป็นนักกีฬาโครงการช้างเผือก เป็นนักเทนนิส ต้องทำงานที่บ้านและเป็นนักกีฬาด้วย ต้องแข่งด้วย เมื่อเข้ามหาวิทยาลัยตอนอายุยังน้อย หนึ่งสิ่งที่เจอเลย คือแสงสี เด็ก ๆ หลายคนน่าจะเจอ ผมก็หลุดไปเลย หลุดเป็นยอดมนุษย์ ผมใช้เวลาเรียนปริญญาตรีเกือบ 10 ปี  และจบปริญญาโทที่อังกฤษ”

 

 

จุดเปลี่ยนจากเด็กเที่ยวที่เรียนปริญญาตรีตั้ง 10 ปี แต่ไปจบปริญญาโทแค่ปีเดียวคืออะไร?
“จุดเปลี่ยนก็คือแม่ เด็กเป็นเหมือนกันทุกคนถ้าโดนรีไทร์จะไม่กล้าบอกผู้ปกครอง จะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เรียนก่อน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน ผมเชื่อว่าเป็นทุกคน แต่บางอย่างมันปิดไม่ได้คือเวลา 4 ปีไม่จบ 5 ปีไม่จบ 6 ปีไม่จบ 7 ปีไม่จบมันจะเริ่มมีคำถามว่าตกลงยังเรียนอยู่หรือเปล่า? สุดท้ายไปงานเลี้ยงรวมญาติลูกพี่ลูกน้องเรียนจบรับปริญญาแล้ว พ่อกับแม่ยังไม่รู้เรื่องเลยว่าผมทำอะไรอยู่ ญาติ ๆ เขาก็ถามแม่ว่าผมเรียนจบหรือยัง แม่ก็ตอบว่าเรียนอยู่ ผมน้ำไหลมาเองแบบเงียบ ๆ เลยหันหลังแล้วเดินออกไป แล้วก็เป็นจุดเปลี่ยนเลยครับ รู้สึกเลยว่าสนุกมามากพอแล้ว สรุปว่ามหาวิทยาลัยที่ย้ายมาใหม่เรียนจบภายใน 2 ปีครึ่ง ซึ่งก็โอนหน่วยกิตมาด้วย เลยทำให้จบไวครับ ถ้าถามว่าเรียนอย่างเดียวเลยมั้ย คำตอบคือไม่ เรียนด้วยเที่ยวด้วยครึ่ง ๆ แต่เราปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตให้ต่างและดีกว่าเมื่อก่อน 

“ผมเชื่อว่าเด็กที่เกเร เที่ยวสำมะเลเทเมา แล้วสามารถเอาชีวิตรอดได้ ผมว่าเก่งมาก รู้วิธีที่จะใช้ชีวิตแต่ไม่รู้วิธีที่จะเรียน ถ้าจับจุดได้ว่าวิธีเรียนเป็นอย่างไร พวกนี้ได้เกียรตินิยมง่าย ๆ เลย ผมเคยเห็นเด็กที่เสเพลสุด ๆ มาแล้ว เคยเห็นเด็กที่เรียนเก่งมากมาแล้ว แล้วผมก็เคยเห็นวันที่เด็ก 2 คนนี้ได้เกรดเท่ากันมาแล้ว ขอไม่บอกละกันว่าผลลัพธ์ของคนพวกนี้อยู่จุดไหนแต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่เรียนมามันไม่สำคัญกับสิ่งที่คุณนำมาใช้ตอนโตครับ

“พอเรียนจบปริญญาตรี ตอนแรกโดนส่งไปอยู่ที่ประเทศแคนนาดาก่อน คือตอนนั้นเรากำลังหาตลาดส่งออกผมไปกับคุณพ่อด้วย เราพูดภาษาอังกฤษไม่เก่งหรอกแต่ต้องทำ เพราะคนที่รู้เรื่องมันไม่มี เราเป็นบริษัทเล็ก ๆ จะจ้างพนักงานที่เก่งภาษาอังกฤษก็อาจจะลำบาก คุณแม่ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ เราคิดว่าถูกส่งไปทำงาน 5 วันก็กลับ แต่ไม่ใช่ครับ ถูกส่งไปอยู่แบบไม่มีกำหนดกลับ สุดท้ายก็อยู่ที่นั่น 6 เดือน พอกลับมาประเทศไทย แม่ถามว่าเรียนปริญญาโทมั้ย ก็ไปครับ ได้เจอเพื่อนเยอะแยะเลย พอเขาคุยกับเรื่องสถาบันที่จบ แทบจะเป็นคนเดียวที่ไม่ได้จบสถาบันที่สอนภาษาอังกฤษ ตรงนี้มันเลยกลายเป็นแรงกระตุ้น สุดท้ายก็เรียนได้ครับ มันไม่เกี่ยวว่าจะจบที่ไหน มันเกี่ยวตรงที่ถ้าคุณเรียนคุณจบ ไม่เรียนก็ไม่จบ ในรุ่นผมก็มีคนที่ยังไม่จบคือคนที่ไม่เรียนแค่นั้นครับ เพราะฉะนั้นสถาบันไม่เกี่ยวเลย จบไม่จบอยู่ที่คนเรียน”

ชีวิตเริ่มเปลี่ยน เพราะเปลี่ยนแนวคิด?
“พอเราไปเรียนที่ใหม่ เหมือนเจอโลกใหม่ วันแรก
ที่เข้าไปนั่งเรียน อาจารย์เดินมาถามว่า Anyone prepare for my listen? ไม่มีใครยกมือเลย อาจารย์เดินไปหน้าห้องปิดหนังสือแล้วเดินออกไปเลย คืออาจารย์ส่งเมลมาบอกแล้วแต่ไม่มีใครสนใจครับ นรกตัวหนังสือมันมาอีกแล้ว อาจจะไม่ต้องอ่านอย่างละเอียดแต่ต้องรู้เรื่องเพราะจะต้องไปคุยกับอาจารย์ มันกลายเป็นอีกโลกที่เราไม่เคยเจอและท้าทายมาก นั่งพิมพ์งานหน้าคอมพิวเตอร์จนปวดตา นอนไม่ได้ หลับตาน้ำตาไหล ต้องให้แม่ส่งแว่นปรับแสงคอมจากเมืองไทยมาให้
เพราะที่นี่แพงมาก

“ในที่สุดก็จบปริญญาโท ผมเป็นเด็กไฟแรง จนพ่อบอกให้ไปพักก่อน อาจจะเป็นเพราะเรายังเด็กเป็นสายการตลาดไฟแรง กับคุณพ่อที่ผ่านงานมามากแล้วเป็นสายทำผลิตภัณฑ์และหัวโบราณ จึงความคิดสวนทางกัน ผมต้องการให้ยอดขายเจริญเติบโต กับคุณพ่อที่ต้องการให้พนักงานมีความสุข อยู่ได้ไม่โลภ ต้องไม่ทำใหญ่จนเกินไป เราเคยยืนอยู่จุดนั้นที่อยากใหญ่ อยากโต อยากทำ ยอดขายต้องดี มันเลยเป็นจุดที่ไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างเต็มที่ซึ่งผมคิดว่าธุรกิจครอบครัวส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้แหละมันก็จะมีส่วนหนึ่งที่คนลูกเปิดบริษัท ทำในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ส่วนผมไม่ได้เปิดเพราะผมเป็นลูกชายคนเดียว ซึ่งผมจะต้องดูกิจการของครอบครัว ถ้าผมไปเปิดเองใครจะดู ถ้าผมมีพี่น้องหลายคน ผมจะออกไปเปิดเองและมันจะต้องโตแน่ ๆ มันเป็นการการันตีว่าน้องคนอื่นต้องรอด แต่ถ้าผมไปเปิดบริษัทหนึ่งแล้ว อย่าบอกว่าวันหนึ่งผมกลับมาดูได้ ถ้าเคยทำงานบริษัท ทุกคนจะรู้ว่าไม่มีเวลามากพอที่จะทำ 2 ที่พร้อมกัน ยกเว้นว่าจะมีเงินมากพอจ้างคนที่เก่งมาทำ มันเป็นไปได้ครับ แต่ไม่ใช่วันที่มีมังกร 2 ตัวอยู่ในถ้ำเดียวกัน แล้วมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำสำเร็จทั้ง 2 บริษัท ผมเลยเลือกที่จะเรียนรู้กับมังกรตัวนี้ดีกว่า หลบมานั่งดูคุณพ่อ
ทำงาน มาเรียนรู้วิธีการ เพราะผมรู้สึกว่าเด็กเก่งรู้เร็วกว่า ยิ่งยุคนี้เทคโนโลยีไปไกลมาก แต่สิ่งที่ยังไม่มีคือประสบการณ์ เพราะประสบการณ์เป็นอย่างเดียวที่กูเกิ้ลตอบให้ไม่ได้ เวลา + การปฏิบัติ = ประสบการณ์  

“ขัดแย้งกับพ่อมาตลอดในเรื่องความคิดต้องบอกว่าคนละขั้วเลยครับ อาจจะหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่ต้องยอมรับหนึ่งอย่างในความเป็นลูก ผมไม่ได้ทำงานที่อื่นมาก่อน มาเริ่มงานที่นี่ สิ่งที่ได้มาอย่างไม่รู้ตัวคือ รากเหง้าของผมอยู่ที่นี่แล้ว ต่อให้เถียงให้ตายจะรู้เลยว่าไม่ได้หนีจากคำว่าพ่อกับแม่ได้เลยกลายเป็นว่าผมอนุรักษ์นิยมมากกว่าพ่อซะอีก สุดท้ายผมก็กลับมายืนในจุดที่พ่อผมยืนจริง ๆ ด้วย เพราะผมรู้สึกว่านี่คือคีย์ของบริษัทจริง ๆ การแสวงหาความสำเร็จของผม มันกลายเป็นการแสวงหาความสำเร็จจากสิ่งที่เราเคยเป็นและเริ่มผลักดันตรงนี้ขึ้น เราไม่จำเป็นต้องทุ่มเงินไปโฆษณาออกสื่อออนไลน์ ให้คนรู้จัก เราทำแล้ว เราหาข้อมูล ไปเรียน ไปอบรม สุดท้ายทุกอย่างมันเป็นดาบสองคม ถ้าทำสินค้าไม่ดีออกไปบริษัทเราตายเลยนะแต่ทำสินค้าอย่างผม ทำจนดีแต่ไม่มีคนรู้จัก ก็ขายไม่ได้อยู่ดีเหมือนกัน ผมทำแบบนี้ผมขายได้แต่ขายได้ไม่เยอะ เลือกแบบนี้ดีกว่าเพราะยังมีครอบครัวอยู่ข้างหลังเยอะแยะ วิธีการทำงานของผมกับพ่อต่างกัน พ่อจะเป็นคนคิดแล้วทำเดี๋ยวนั้นเลย ส่วนผมเป็นแนวข้อมูล

 

 

เมล็ดทานตะวันนั้นดีอย่างไร ทำไมต้องรับประทาน?
“เมล็ดทานตะวันของเราตรา Flower Food ส่วนใหญ่ไม่ค่อยลงตราหรอก เราจะลงเป็นรูปดอกทานตะวันคนจะรู้จักในรูปนี้ สิ่งเดียวที่พ่อบอกคือทำเพื่อสุขภาพนะ คำนี้ออกมาเมื่อ 30 ปีที่แล้ว อาหารหาทานได้เกลื่อนกลาด ในเมื่อธรรมชาติมันอยู่ใกล้ตัว พ่อบอกทำอันนี้แหละ ไม่ใส่รสชาติ ไม่ใส่สารปรุงแต่ง เอาธรรมชาติมาหาคน พันธุ์ที่ผมใช้ผลิตมีวิตามินอีสูง บำรุงสายตา ลดไขมันในเส้นเลือด แล้วเราจะไม่ปรุงรส เพราะขนมที่ไม่ใส่ผงชูรสตอนนั้นไม่มีใครทำ มีผมทำ ใส่เกลือ 0.5% จืดจริง ๆ จืดจนลูกค้าเอาเกลือโรยเอง
มันกลายเป็นวิธีทำสินค้าของคุณพ่อ คือถ้าเราทำเพื่อสุขภาพ ผมก็จะทำเพื่อสุขภาพต่อไป และผมก็จะไม่เปลี่ยนด้วย ถ้าจะทำอย่างอื่นผมจะสรรหาวัตถุดิบที่อร่อยขึ้น ดีขึ้น แต่ถ้าจุดยืนของ Flower Food คือการทำเพื่อสุขภาพ ผมก็จะยืนจุดนี้ ต่อให้บริษัทผมไม่โต ผมก็จะยืนตรงนี้ เพราะวันที่ผมมาทำ ผมเชื่อว่าความรู้ของผม ผมสามารถเอาไปทำอย่างอื่นให้มันอร่อยโดยที่ยังยึดจุดยืนของบริษัท คือ มีคุณภาพและทำเพื่อสุขภาพ

ใช้หลักบริหารอย่างไรเพื่อสืบสานเจตนารมณ์และต่อยอดกิจการ?
“ที่นี่เป็นครอบครัว เป็นครอบครัวตั้งแต่คุณพ่อผมสร้าง และมันจะเป็นแบบนี้ตลอดไป เพราะคนในครอบครัวจะมองภาพเดียวกันเสมอ น้อยมากที่คนในครอบครัวเดียวกันจะไม่ได้มองภาพเดียวกัน ผมก็จะใช้หลักความเป็นครอบครัวอยู่ที่นี่มีความสุข เพราะผมไม่เชื่อว่าการไปบี้ให้คนทำงานแล้วไปบอกให้เขาทำเยอะ ๆ เพื่อให้ยอดขายโตขึ้น มันคือหนทางความยั่งยืนของบริษัท ผมเชื่อว่าถ้าเขาอยู่อย่างมีความสุข เขาจะทำเรื่องพวกนี้ในแบบของเขา เราเป็นแค่ตัวช่วย และถ้าวันหนึ่งเขาทำเป็น วันนั้นเราจะไม่เหนื่อย เขาจะทำด้วยแรงของเขามากกว่าที่เราจะต้องเอาอะไรไปไล่จิ้มให้เขาทำ เราซื้อใจเขาได้ ก็มีความสุขได้ครับ”

ทิศทางของบริษัทต่อไปในอนาคต?
“ทุกคนจะเข้าใจว่า Flower Food  ขายเมล็ดทานตะวัน แต่ในยุคของผมจัดเป็นบริษัทที่ขายสินค้าเพื่อสุขภาพไม่ใช่ขายเมล็ดทานตะวันเพื่อสุขภาพ ผมจะขายทุกอย่างที่เป็นของเพื่อสุขภาพ จริง ๆ อาหารกินแทนยาได้เพราะยาก็สกัดจากอาหาร ยาจีนสมัยก่อนเกิดจากการเอาเปลือกไม้ไปต้มเป็นน้ำ เราพยายามจะพัฒนาอาหารให้กลายเป็นยา จริง ๆ อาหารเป็นยาไม่ได้เพราะการดูดซึมต่ำหรือเปล่า นี่คือคำถามที่เราตั้งขึ้นมาแล้ววันหนึ่งเราจะเดินไปตรงนั้นครับ”

 

 

ไลฟ์สไตล์ของผู้บริหารที่ชื่อพีระเป็นอย่างไร?
“ผมเป็นนักกีฬา ผมชอบออกกำลังกาย โชคดีที่แฟนผมก็ชอบออกกำลังกาย แต่หลัง ๆ งานค่อนข้างเยอะส่วนเสาร์-อาทิตย์ เป็นวันสุขสันต์ของการละเลงบ้าน เพราะลูกสาวผมเพิ่งอายุ 4 ขวบ ทำอาหาร ทำสวนปลูกต้นไม้ จะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวมากกว่า วันธรรมดามีไปสังสรรค์กับเพื่อนบ้าง ๆ ครับ” 

สำหรับคนที่ประสบความสำเร็จในวันนี้แต่ไม่เคยกลับไปคิดถึงรากเหง้า ในมุมมองของคุณคิดอย่างไร?
“เริ่มจากพ่อแม่ก่อน ผมก็จะเลี้ยงดูท่าน แล้วก็ทำตัวเป็นเด็ก ๆ ตลอดไป เพราะในความรู้สึกผมคิดว่าพ่อแม่มองลูกเป็นเด็กเสมอ ด้วยความเป็นห่วง แต่ต้องเป็นห่วงแบบมีความสุขนะ ไม่ใช่เป็นห่วงเพราะความทุกข์ใจ ทุกวันนี้ที่ผมมีความเห็นไม่ตรงกับพ่อ เพราะมีเหตุผลเดียว คือ ผมไม่อยากให้พ่อเป็นอัลไซเมอร์ และพ่อยังต้องทำงานอยู่ถึงอายุ 80 ปีอย่างที่ท่านอยากทำ อยากทำอะไรต้องได้ทำให้คิดทำไปเรื่อย ๆ ผมจะเป็นส่วนกระตุ้น 

“ผมมีน้องเป็นออทิสติก อย่างที่บอกว่าผมทำทุกอย่างในวันนี้ คือการเตรียมไว้ให้ครบ เพราะแม่กลัวว่าน้องจะเป็นภาระให้กับผม ผมจะบอกกับทุกคนว่าผมมีวันนี้ได้ นอกจากแม่แล้ว อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ผมคิดได้คือน้องผมนะ น้องผมแสดงให้เห็นว่าของแพงหรูหราไม่ใช่ความสุขของชีวิต น้องผมใช้เงินวันละ 500 บาท กินข้าวตอนเช้า 100 ตอนเย็นอีก 100 เงินเหลือ300 บาท ซื้อแผ่นวีซีดี ซื้อมาตลอด 15 ปี จนตอนนี้มีมากกว่าหมื่นแผ่น แต่คือความสุขเขา แล้วจากวันนั้นจนวันนี้เขาใช้ชีวิตเท่าเดิมเป๊ะ 8 โมงเช้าลงไปทำงาน 11โมงออกไปกินข้าว บ่ายโมงกลับมานั่งที่ออฟฟิศ บ่าย 3 โมงลงไปดูงานข้างล่าง 4 โมงเย็นออกไปกินข้าว 5 โมงครึ่งกลับบ้านขึ้นไปดูแผ่นที่ตัวเองซื้อมา ไม่เคยมีมากกว่านี้และไม่เคยมีน้อยกว่านี้ เขาใช้ชีวิตแค่นี้จริง ๆ แล้วก็มีความสุขมากเลย สรุปผมเห็นน้องมีความสุขกว่าผมอีก งั้นผมใช้ชีวิตแบบนี้บ้างละกันคือเรามีความอยากได้เยอะกว่าเขาอยู่แล้ว แต่อย่าให้มันเกินเลยไป นี่คือเรื่องของพ่อแม่ แล้วเราก็จะคงความเป็นครอบครัวไว้

“ส่วนเรื่องคุณแผ่นดินผมคงทำอะไรให้แผ่นดินในรูปแบบกว้างไม่ได้ แต่ผมมีโรงงานที่ลพบุรี ที่นี้ไม่ได้อยู่ในแหล่งโรงงานอุตสาหกรรม ตอนนั้นมีเงินแค่นั้นก็ซื้อทำที่นั่นจนพอไปได้ ก็ซื้อที่เพิ่มแถวนั้นทั้งหมดแต่ไม่ให้ย้ายออก ซื้อที่นาบังคับให้ทุกคนทำนาเหมือนเดิม ค่าเช่านาขอเป็นข้าวฤดูกาลละ 1 ถัง โรงงานที่ลพบุรีเราอยู่กันอย่างเศรษฐกิจพอเพียงเลย มีบ่อปลา ปลูกผักผลไม้ แจกจ่ายให้พนักงานทั้งหมด ในอนาคตถ้าผมมีเงิน ผมอยากทำโรงเรียนสำหรับคนออทิสติก หลาย ๆ อย่างมันไม่เอื้ออำนวยให้พวกเขามากกว่า น้องผมโดนแกล้งผลักตกบันได คัตเตอร์จิ้ม กรรไกรจิ้ม เพียงเพราะดูเป็นเด็กประหลาด จริง ๆ เด็กเหล่านี้สามารถอยู่รวมกันในสังคมได้ ถ้าหากมีการดูแลและการเปิดใจที่ดีครับ”

 

 

อยากให้พูดถึงภาคเอกชน หรือภาครัฐที่จะมาสนับสนุนคนที่ทำงานแบบนี้บ้าง?
“ผมอยากให้ภาครัฐสนับสนุนสิ่งที่ไม่ใช่โอท็อป เขามีองค์กรที่อยู่เหนือกว่าโอท็อปขึ้นมาอีกหน่อย พวกนี้เป็นบริษัทที่หนุนคนรากหญ้าอยู่ เพราะคนในแหล่งนั้นเขาทำงานกับบริษัทแบบนี้ แต่โอท็อปคือคนในหมู่บ้านทำก็ขายกันเองอยู่ในนั้น ให้เงินสนับสนุนเขาแล้วเขาจะเอาไปทำอะไร บริหารจัดการอย่างไรให้ดีตรงนี้มันเป็นปัญหา ไปดูนโยบายในการสนับสนุนบริษัทที่อยู่ในแวดวงนี้ โดยมีกฎกติกาให้ชัดเจนว่าคุณได้จริง แต่ต้องไม่ละเลยชุมชน และกฎที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้เขาทำกิจการให้โตขึ้นในจังหวัดนั้น ดูตัวอย่างง่าย ๆ อย่างประเทศญี่ปุ่น เขาดูเรื่องรายละเอียด คุณภาพ ถ้าไปกินร้านอาหารทั่วโลก เวลาสั่งสาเกในร้านอาหารญี่ปุ่น ในเมนูเขาจะเขียนเลยว่าเจแปนนิสสาเก เขาไม่ได้เขียนว่าสาเกยี่ห้ออะไร นี่คือสิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นขอและสนับสนุน เพราะฉะนั้นบริษัทสาเกที่เห็นมันอยู่ในชุมชน แต่ไม่ใช่ชาวชุมชนที่ทำ มันอาจจะเป็นบริษัทที่ทำเป็นการส่งออกไปแล้วก็ได้ครับ”

ถ้าคุณพีระสามารถออกไปเปิดบริษัทเอง อยากทำธุรกิจอะไร? 
“ทำอู่รถครับ เพราะผมชอบแต่งรถซิ่งนะ แต่ไม่ได้ชอบขับรถเร็ว ผมมีความสุขกับการได้ประกอบเครื่องสมัยผมแต่งรถจะประกอบเครื่องเอง แต่ผมจะไม่ทำเป็นกิจการหลัก จะออกไปเป็นกิจการย่อย ถ้าผมทำสำเร็จมันเป็นการการันตีว่า ในอนาคตลูกผมมีอะไรทำแน่นอน เลือกได้ทั้ง 2 กิจการ อีกอย่างหนึ่งคือ ด้วยความที่ผมเป็นลูกคนเดียว มันมีเรื่องในจุดที่พ่อแม่เป็นห่วง คือ เขาทำไปเพื่อใคร เขาสร้างที่นี่มาเพื่อใครผมตอบได้ว่าเขาทำเพื่อผมนี่แหละ เขาไม่อยากให้ลำบาก เพราะฉะนั้นผมจะไม่เอาตัวเองปลีกออกไปจากจุดนี้เด็ดขาด”

ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก มันเป็นจริงอย่างที่เขาว่าหรือเปล่า?
“จริงครับ ยิ่งกว่าจริงอีก  ตามแผนที่โลก โลกเป็นวงกลม ข้างบนและข้างล่างหนาว เหลือตรงกลาง เป็นประเทศที่เพาะปลูกได้ เพราะไม่หนาวเกินไป ร้อนด้วยซ้ำ ดูต่ออีกว่าเป็นร้อนแห้งหรือร้อนชื้น ร้อนแห้งเจอทะเลทรายอันนี้ปลูกไม่ได้อยู่ โซนที่ปลูกได้เป็นยุโรป ฝรั่งเศส กรีซ อังกฤษ ถึงไม่ค่อยเยอะแต่ก็ถือว่ายังพอมี กลับมาโซนประเทศไทย  CLMV  จับมือกันได้ 4 ประเทศนี้ รวมกันส่งออกเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ในโลก ถ้า 4 ประเทศนี้ปิดประเทศไม่ส่งออกอาหารเลย ประชากรโลกขาดอาหารไปกี่เปอร์เซ็นต์ คิดถึงส่วนนี้ดีกว่า
การส่งออกข้าวอันดับ 1 ตอนนี้คือเวียดนาม รสชาติสู้ข้าวไทยไม่ได้แต่เขาเอาพันธุ์จากเราไป พันธุ์พืชเป็นสิ่งต้องห้ามในการนำเข้าหรือส่งออก แต่ละประเทศจะหวงพันธุ์ของตัวเองมาก เขมร ลาว กัมพูชาพวกนี้ทำได้หมด เพียงแต่เราไม่ได้จับมือกัน ลองจับมือเหมือน EU แล้วลองดูเฉพาะเรื่องอาหาร ขายแค่จีนกับรัสเซีย ผมตอบเลยว่าอยู่ได้นะครับ ไม่ต้องไปพึ่งยุโรปกับอเมริกาด้วยนะ ใครจะสู้ในเมื่อเป็นอู่ข้าวอู่น้ำมีอาหารมากมายขนาดนี้”

ต้นทานตะวัน เมล็ดเอามากะเทาะเปลือกทานได้ ส่วนอื่นนอกจากนั้นสามารถเอามาทำอะไรได้บ้าง ?
“ต้นทานตะวันจริง ๆ ทำได้เยอะมาก รากกับใบเป็นยารักษาโรคได้ด้วย ส่วนแกนลำต้นไม่ค่อยทำอะไรเพราะไฟเบอร์สูงมาก ส่วนใหญ่เขาเอาไปทำเป็นปุ๋ยทานตะวันเป็นพืชเขตทะเลทราย เกิดที่รัสเซีย ปลูกเยอะที่มองโกเลีย ทานตะวันไม่ได้ปลูกในดินแบบนี้ในบ้านเรานะครับ เป็นพืชลำต้นเดี่ยว รากลึก ไม่ต้องการน้ำเขาสามารถโตเองได้ คนน่าจะรู้จักทานตะวันในชื่อ ‘พืชแห่งความหวัง’
 เพราะมีความแข็งแรงสูงและเงยหน้ามองพระอาทิตย์ตลอดเวลาครับ” 

 

 

TEXT : Aumlove & Sasatorn
PHOTO : Satchaphon Rungwichitsin

Back Issue