Suzuki SWIFT RX-II : MiX Magazine It's man man's world!
Suzuki SWIFT RX-II

ประหยัดน้ำมัน ราคาไม่แพงจนเกินไป คุณภาพดีวิ่งทางไกลได้ นี่คือสิ่งที่ทุกคนคาดหวังในอีโคคาร์ต้องยอมรับว่าช่วงนี้รถอีโคคาร์มีการแข่งขันสูงขึ้นมาก และสามารถตอบโจทย์สิ่งเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

Suzuki Swift คืออีโคคาร์รุ่นยอดนิยมตัวเลือกแรก ๆ ในใจของผมเช่นกัน ด้วยรูปโฉมที่ดูสวยงาม ปราดเปรียว เป็นรุ่นที่นิยมยาวนานกว่า 6 ปี ซึ่งทางซูซูกิจะเพิ่มรุ่นย่อยพิเศษเพิ่มเติมจากรุ่นปกติปีละ 1 รุ่น เช่น Swift Energy Green, Swift RX, Swift Sai เป็นต้น ซึ่งจะถูกวางให้เป็นรุ่นท็อปสุดเพิ่มเติมจากรุ่นปกติ

สำหรับ Suzuki SWIFT RX-II นำจุดเด่นของรุ่น Swift RX และ Swift Sai มาผสานไว้ด้วยกันอย่างลงตัว และ Swift RX-II จะกลายเป็นรุ่นสุดท้ายของโมเดลนี้ ก่อนจะปรับโฉมใหม่นั่นเอง

ในการทดสอบสมรรถนะการขับขี่ในครั้งนี้ ผมได้ทำการไปรับรถที่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด แถวแยกประเวศ ก่อนจะขับออกไปทะยานบนถนนเรามาดูดีไซน์ภายนอกกันก่อนครับ Swift RX-II คงเอกลักษณ์เดิมไว้ครบครัน แต่โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ HID ที่ยกมาจาก Swift RX ซึ่งไฟหน้าโปรเจ็กเตอร์ HID สามารถปรับระดับสูง-ต่ำ ได้แบบอัตโนมัติ 

กระจังหน้าที่มาพร้อม LED illumination Lamp ไฟหรี่ที่เข้ากันกับไฟหน้าแบบ HID เรียกได้ว่าขับสบายเพราะไฟสว่างมากครับ รวมทั้งสปอยเลอร์หลัง ที่มาพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 LED ในตัว และสวยงามด้วยเสาอากาศ Shark Fin Antenna และ RX-II Emblem

ในรุ่นนี้มาพร้อมล้ออัลลอยแบบ 5 ก้านคู่สีเทาเข้ม Gun Metallic ขนาด 16 นิ้ว พร้อมยาง Bridgestone ER300 ขนาด 185/55 R16 ซึ่งรถรุ่นนี้จะไม่มียางอะไหล่ให้ แต่จะให้เป็นชุดซ่อมยางฉุกเฉินมาแทน ห้องโดยสารภายในถูกตกแต่งด้วยโทนสีดำ มาพร้อมเบาะนั่งหุ้มด้วยวัสดุผ้า เบาะนั่งฝั่งผู้ขับสามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้ ส่วนเบาะนั่งด้านหลังมาพร้อมพนักพิงศีรษะปรับสูง-ต่ำได้ สามารถปรับพับพนักพิงแยกแบบ 60:40 ได้ เพื่อความสะดวกในการขนสิ่งของขนาดใหญ่

กุญแจรีโมทพร้อมระบบ Keyless Entry และ Keyless Push Start ปุ่ม Request Switch เปิด-ปิดล็อกประตูโดยไม่ต้องใช้กุญแจ โดยผู้ที่ถือกุญแจไว้กับตัวจะสามารถ

ล็อคหรือปลดล็อครถด้วยการกดปุ่มสีดำเล็ก ๆ บริเวณมือเปิดประตูด้านนอก โดยไม่จำเป็นต้องนำกุญแจออกจากกระเป๋า เรียกว่าสะดวกสบายและเป็นฟังก์ชั่นเทียบเท่ารถใหญ่ตัวท็อปเลยก็ว่าได้ครับ

เอาล่ะครับเมื่อสตาร์ทรถ ก่อนขับขี่ทุกครั้งผมจะต้องปรับเบาะที่นั่งให้ถนัด พร้อมปรับกระจกมองข้างและกระจกส่องหลังให้เรียบร้อย กระจกมองข้างจะเป็นปุ่มคันโยก ให้หมุนเลือกข้างที่จะปรับ จากนั้นก็โยกขึ้นลงซ้ายขวาตามความถนัดได้เลย ความประทับใจอีกอย่างคือแอร์เย็นลมแรงและปรับอุณหภูมิได้เร็วดั่งใจเลยครับ พร้อมลุยแดดหน้าร้อนกันแล้วทีนี้ 

เมื่อออกจากศูนย์ผมก็ขับเข้าเมือง ฝ่าดงรถติดเพื่อทดสอบการขับขี่ในชีวิตประจำวันกันก่อน เรียกว่ารถติด ๆ แต่ด้วยความเล็กของรถก็มุดได้ดังใจเลยครับ กระจกหน้ามองได้กว้าง วิสัยทัศน์ชัดเจน มุมอับสายตาน้อยมาก เมื่อรถติดเราก็ต้องทดลองเครื่องเสียงในรถสิครับ คือผมนำทรัมไดร์ฟมาด้วย โดยช่อง USB จะอยู่ใต้คอนโซลแอร์ คอนโซลโดยรวมหุ้มหนังมาสวยงามทีเดียวครับ 

พวงมาลัยหุ้มหนัง 3 ก้าน ปรับระดับได้ 4 ทิศทาง พร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียง และระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์บนพวงมาลัยแบบ Paddle Shift และระบบ Cruise Control รวมถึงติดตั้งแป้นเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย Paddle Shift ไว้หลังพวงมาลัย ซึ่งสามารถล็อคอัตราทดในรูปแบบเกียร์ธรรมดาได้ 7 จังหวะ

หลังจากลุยถนนเส้นสุขุมวิทสักพักใหญ่ ผมก็ขับขึ้นไปลองความเร็วบนทางด่วนดูบ้าง คราวนี้ได้ลองความเร็วขุมพลังเครื่องยนต์ขนาด 1.25 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว ระบบวาล์วแปรผัน ให้กำลังสูงสุด 91 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 118 นิวตัน-เมตร ที่ 4,800 รอบต่อนาที รองรับ E20 ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ที่สามารถล็อคอัตราทดได้ 7 จังหวะ ด้วยแป้น Paddle Shift ที่พวงมาลัย เรียกว่าเหยียบพุ่ง แรงทั้งต้นทั้งปลาย แต่ติดนิดหนึ่งคือเวลาทำความเร็วมากหน่อยจะรู้สึกว่ารถลอย ๆ ไปนิด อาจเป็นเพราะขับรถใหญ่ ๆ มาจนชินก็เป็นได้ 

ทำให้เวลาเข้าโค้งผมจะติดแตะเบรกและชะลอความเร็ว เรียกว่าอาจจะยังไม่คุ้นก็ได้ครับ ช่วงล่างด้านหน้าเป็นแบบแม็กเฟอร์สันสตรัท ขณะที่ด้านหลังเลือกใช้เป็นทอร์ชั่นบีม พร้อมคอยล์สปริง ติดตั้งระบบเบรกแบบหน้าดิสก์ หลังดรัมมาให้

ด้านระบบความปลอดภัยของ Swift RX-II ถือว่าอยู่ในมาตรฐานรถยนต์ระดับอีโคคาร์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นถุงลมนิรภัยคู่หน้า, ระบบเบรก ABS/EBD และระบบช่วยเบรก BA, เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด จำนวน 4 ที่นั่ง และแบบ 2 จุด อีก 1 ที่นั่ง โดยที่เข็มขัดนิรภัยด้านหน้าจะมีปุ่มปรับระดับสูง-ต่ำมาให้ด้วย

โดยรวมผมชอบนะครับ ทั้งรูปลักษณ์ที่ดูดีมีระดับ และความเร็วของรถ จะติก็แค่เรื่องเสียงในห้องโดยสารนี่แหละ คือเสียงภายนอกเข้ามาเยอะไปหน่อย ส่วนเรื่องอื่นก็คุ้มค่าคุ้มราคา ใครที่มองหารถเล็ก ๆ เน้นประหยัดน้ำมันวิ่งในเมืองและทางไกลได้ดี แนะนำเลยครับ 

ยิ่งเรื่องประหยัดน้ำมันนี่ประหยัดมาก ผมใช้รถเดินทางหลายที่ ระยะทางรอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่น้ำมันยังเหลือเกินครึ่งถัง แถมยังเป็น E20 อีกด้วย คุ้มค่าแถมดูดีมีระดับสุด…กับทุกฟังก์ชั่นจริง ๆ ครับ