อยู่ใต้ฟ้า

อยู่ใต้ฟ้า

สายฝนที่ตกอย่างบ้าระห่ำกระทบผิวถนนดังซู่ซ่า สาดซัดพื้นที่ทุกอณูให้มีแต่ความชุ่มฉ่ำ ทำให้ใครบางคนที่มัวแต่ซ่อนกายใต้ชายคาอยู่รู้ว่า ‘ถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับหยาดฝนเสียที’

ฤดูฝนกำลังมาเยือน ผมเชื่อว่าหลายคนคงดีใจที่เดือนแห่งความอบอ้าวผ่านพ้นไป จะมีก็แต่ความเย็นสบายของสายฝนเข้ามาแทนที่ ในทางกลับกันก็คงมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่เกลียดและกลัววันฝนตก เพราะนอกจากจะทำให้เฉอะแฉะ เปียกปอนแล้ว ยังอาจทำให้คุณหัวเสียได้ 

โจ้ เพื่อนสนิทคนหนึ่งของผมตอนสมัยเรียน ก็เป็นอีกหนึ่งคนที่ไม่ค่อยชอบฤดูฝนเอาเสียเลย มันมีความหลังฝังใจว่า ครั้งหนึ่งเคยนัดเดทกับรุ่นน้องสาวสวย วันนั้นเขาแต่งตัวหล่อชนิดที่ว่าแค่เดินออกจากปากซอยสุนัขยังเห่ากันเกรียวกราว แต่แล้วฝนดัตกหนัก ขณะที่ยืนหลบอยู่ใต้หลังคาร้านโชว์ห่วยมีรถหรูสีดำคันหนึ่งขับมาด้วยความเร็ว ทำเอาน้ำกระเซ็นใส่ เลอะเทอะจนต้องยกเลิกนัดไปโดยปริยาย 

นานแล้วที่ผมไม่ได้คุยกับโจ้ เพราะต่างคนต่างยุ่งกับงาน แต่มาวันนี้มันกลับทักทายผมผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์มาเพื่อปรึกษาปัญหาชีวิตเรื่องเปลี่ยนที่ทำงาน โดยเขาได้รับข้อเสนอใหม่จากผู้ใหญ่ใจดีที่รู้จักคุ้นเคยกัน ซึ่งข้อเสนอที่ว่านี้มันทำให้หัวใจของเขาพองโตขึ้นอีกครั้ง เพราะสิ่งที่ดูเหมือนว่าจะค้างคาอยู่ในใจเขามาตลอดคือการไม่ได้ทำตามความฝันของตัวเอง แต่มาวันนี้ความฝันที่ว่ากลับถูกหยิบยื่นให้อยู่ตรงหน้า ถ้าไม่รีบคว้าไว้ก็คงเสียใจไปอีกนาน ถึงอย่างนั้นมันก็ทำให้เขาลังเลและคิดไม่ตกอยู่หลายวัน 

ผมนั่งวิเคราะห์และเสนอแนวทางที่น่าจะเป็นไปได้ให้มันฟัง แต่จากที่จับใจความได้ปัญหาหลักของมันน่าจะอยู่ที่คำว่า ‘หนี้บุญคุณ’ และ ‘ความเกรงใจ’ เสียมากกว่า และด้วยความที่โจ้เป็นคนขยัน อดทน และเข้ากับคนรอบข้างได้อย่างไม่มีปัญหา พี่ๆ ในทีมจึงรักและเอ็นดูโจ้ไม่ต่างกับพี่น้องท้องเดียวกัน ความผูกพันก็มีแต่จะก่อตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นี่ก็นับเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้โจ้เสียดายและหนักใจไม่แพ้กัน

มาถึงจุดนี้ผมไม่มีอะไรจะแนะนำมันแล้วนอกเสียจากให้ฟังเสียงเต้นของหัวใจตัวเองและอย่ากลัวที่จะต้องเผชิญหน้ากับอะไรอีกหลายๆ อย่างที่กำลังจะถาโถมเข้ามา

โจ้ขอบคุณผมสำหรับคำแนะนำ พร้อมทั้งบอกว่าอีกว่าในบรรดาเพื่อนๆ ที่ไปขอคำปรึกษามาแล้ว ผมดูเหมือนจะมีสาระและเหตุผลมากที่สุด แล้วหลังจากนั้นเขาก็หายไประยะหนึ่ง ซึ่งผมเดาว่าเขาน่าจะใช้เวลาทะเลาะกับตัวเองอยู่อีกสักพักเลยล่ะ

แล้ววันหนึ่งก็มีข้อความในไลน์เด้งขึ้นมาหาผม ผมไม่รอช้ารีบเปิดอ่านด้วยความอยากรู้ โจ้พิมพ์ข้อความมาเพียงแค่ 1 ประโยคสั้นๆ 

“กูลาออกแล้วนะ” นี่เป็นเพียงประโยคบอกเล่าธรรมดาที่มีจุดประสงค์เพื่อแจ้งให้ทราบเท่านั้น

ผมรู้ดีว่ากว่าที่ประโยคบอกเล่าธรรมดาๆ ที่ว่านั้นจะหลุดออกมาถึงสายตาของผมได้ คงผ่านกระบวนการกลั่นกรองทั้งจากสมองซีกซ้ายและซีกขวามาเป็นอย่างดีแล้ว 

จะว่าไปการตัดสินใจในครั้งนี้ก็คงเหมือนกับการที่เราติดฝนอยู่ที่ไหนสักแห่งในวันที่ไม่มีร่มติดตัวมา เพื่อรอให้ฝนซาแล้วจึงก้าวเดินต่อไป ทว่าสายฝนกลับยิ่งตกหนัก ตกอย่างบ้าระห่ำกระทบผิวถนนดังซู่ซ่า สาดซัดพื้นที่ทุกอณูให้มีแต่ความชุ่มฉ่ำโดยไม่มีวี่แววว่าจะหยุดง่ายๆ ทางเลือกอย่างอื่นที่น่าจะเป็นไปได้นอกจากยืนรอใต้ชายคาก็คือ วิ่งลุยฝน! ที่อย่างมากก็แค่ทำให้เราเปียกปอน

ถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากับหยาดฝนเสียที ... 

หลังจากนั้นผมก็มีโอกาสได้เจอและคุยกับโจ้อย่างจริงจัง มันเล่าให้ฟังว่าถึงขั้นต้องรวบรวมทั้งพลังและความกล้าเพื่อเข้าไปคุยกับหัวหน้า แล้วทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี ก่อนแยกย้ายกัน มันขอบคุณผมสำหรับทุกอย่างอีกครั้ง พร้อมกับพูดอะไรบางอย่าง

“ฤดูกาลมาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลง ถึงเวลาต้องจากลาก็ต้องกล้าเผชิญหน้ากับความรู้สึก และอย่าลืมว่าการพบเจอ จากลา เป็นของธรรมดา คู่กัน ...” 

ผมไม่รู้ว่ามันไปจำถ้อยคำนี้มาจากหนังนอกกระแสเรื่องไหน หรือเป็นความรู้สึกที่กลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจล้วนๆ แต่มันช่างคมคายนี่กระไร ซึ่งผมว่าประโยคนี้ถ้าใครเอาไปพูดก็คงทำให้ดูหล่อขึ้นมาอีก 0.2 เปอร์เซ็นต์

ผมเข้าใจว่าโจ้คงผ่านการแบกรับความรู้สึกหลายๆ อย่าง ทั้งความรู้สึกผิด เกรงใจ เสียดาย ผูกพัน สับสน ฯลฯ จนมาวันนี้ผมว่ามันคงไม่กลัวที่จะต้องวิ่งตากฝนในวันที่ไม่มีร่มติดตัวอีกแล้วล่ะ

จะเหลือก็แต่ ... ตัวผมเองที่อีกไม่นานก็คงถึงเวลาที่จะต้องลองออกไปวิ่งลุยฝนดูบ้างเหมือนกัน

สุขสันต์วันฝนตกครับ 

อย่ากลัวฝน