Ben Bizzy : เริ่มมาจากห้องนอน But now I’m on the เวที | Isuue 153 : MiX Magazine It's man man's world!
Ben Bizzy : เริ่มมาจากห้องนอน But now I’m on the เวที | Isuue 153

ในขณะที่วงการฮิปฮอปไทยกลับมาเป็นที่สนใจของกระแสหลักอีกครั้ง ทำให้บรรดาแร็ปเปอร์รุ่นเก่าได้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น และก่อกำเนิดแร็ปเปอร์รุ่นใหม่ให้กลายเป็นที่นิยม หนึ่งในนั้นคือ Ben Bizzy หรือ เทพเบน เด็ก Trap เมืองขก. ผู้มาพร้อมกับสีผมสุดแสบภายใต้สังกัด YUPP! ค่ายฮิปฮอปที่เกิดจากการผนึกกำลังกันระหว่าง Rap is Now, Freshment และ NINO จากจุดเริ่มต้นทำเพลงเล่น ๆ ในห้องนอนจนคร่ำหวอดในวงการฮิปฮอปใต้ดินมาหลายปี ถึงเวลาแล้วที่เขาจะผงาดบนเวทีให้ทุกคนได้รู้จักตัวตนและโยกไปกับจังหวะ Trap ของเทพคนนี้

เพิ่มเติม : 10 Trap by BEN BIZZY - 10 แทรพที่เทพฟัง

 

จากเบน สู่ Ben Bizzy

Ben Bizzy : ผมเริ่มสนใจฮิปฮอปตอนอายุ 17 ถือว่าค่อนข้างช้าสำหรับสำหรับแร็ปเปอร์ในการเริ่มแร็ป เพราะปกติเขาจะเริ่มสนใจและแร็ปกันตอนอายุ 13-14 ตอนนั้นผมเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนไปเรียนอยู่ที่ประเทศอเมริกา ไม่ได้สนใจฟังฮิปฮอปเท่าไหร่

พอไปอยู่ที่นั่น วิทยุแทบทุกสถานีเปิดเพลงฮิปฮอปทั้งวันทั้งคืน ต่อให้เพลงนั้นมีคำหยาบ พูดถึงเรื่องยิงกัน ถ้ามันดังเขาก็เปิด บวกกับ Host Family ที่ผมอยู่ด้วยเขาเป็นคนผิวสี นอกจากที่ฟังเพลงฮิปฮอปแล้ว เขายังแร็ปตาม แร็ปกันทั้งวันทั้งคืน ตอนแรกผมก็เฉย ๆ แต่พออยู่ไปเหมือนเรากลมกลืนไปกับ สิ่งที่เขาทำ เราเริ่มแร็ปตามเพลง สักพักเริ่มรู้สึกไม่อยากแร็ปตามเนื้อเพลงของคนอื่นแล้ว ก็เลยเขียนของตัวเองขึ้นมา ตอนแรกเขียนเป็นภาษาอังกฤษก่อน แต่เพลงนั้นไม่เคยเอามาอัด เขียนเอาไว้แร็ปเล่น ๆ กับเพื่อน

หลังจบการแลกเปลี่ยน ผมบินกลับประเทศไทย กลับมาเจอกับ Fiixd ซึ่งเขาเป็นเพื่อนกับผมที่ข่อนแก่น อนุบาลเรียนที่เดียวกัน ประถมเรียนที่เดียวกัน มัธยมเรียนที่เดียวกัน จบมัธยมก็เข้ามาเรียนกรุงเทพฯ ด้วยกัน เลยจับมือทำเพลงกัน

ต้องบอกก่อนว่าเป้าหมายการทำเพลงของผมก่อนหน้านี้คือทำเล่น ๆ ไม่ได้จริงจัง ทำในห้องนอนกับเพื่อน แต่พอทำไปเรื่อย ๆ เหตุการณ์หลายอย่างมันพาผมไปจากจุด A ไปจุด B จุด C ไหลมาเรื่อยจนถึงเป็นศิลปินในปัจจุบัน

ประสบการณ์ทำเพลงแรก

Ben Bizzy : ช่วงที่ทำเพลงแรก ในวงการฮิปฮอปไทยเขาใช้ไมค์โน๊ตบุ๊ตอัดกัน เอาบีทมาเปิดแล้วอัดปากเปล่าใส่ไมค์เลย แต่ผมค่อนข้างมีความรู้ภาษาอังกฤษมากกว่าคนในวงการตอนนั้นเพราะไปเรียนแลกเปลี่ยนมา ก็เลยเปิดหาคลิป How to วิธีอัดเพลงใน Youtube ดู จนไปเจอไมค์ Compressor แบบ USB ที่สามารถเสียบเข้าคอมพิวเตอร์อัดได้เลย ไมค์ตกราคาอยู่ที่ตัวละ 3,000-5,000 ผมเก็บตังอยู่ประมาณ 3-4 เดือนก็ซื้อมาอัดเพลงแรกของตัวเอง

เพลงแรก ถ้าผมจำไม่ผิดเพลงชื่อ Bizzy Bizzy เป็นแบบ Mixtape ด้วยนะ เอาบีทของคนอื่นมาแล้วผมอัดทับ ไม่ใช่บีทที่ซื้อมา เป็นเพลงแนว Trap แบบยุคเก่า ๆ ซึ่งตอนนี้ผมลบทิ้งไปแล้ว ฟังไม่ได้ครับเพราะเขิน เนื้อเพลงมันห่วยมาก เกี่ยวกับเรื่องขี้โม้ ทำเพลงแรกก็โม้เลย รู้สึกเขินจัด

 

เสน่ห์ของ Trap ในความคิดของ Ben Bizzy

Ben Bizzy : ผมว่าเพลงแนว Trap เป็นสิ่งที่เข้าใจง่าย ๆ เกี่ยวกับเรื่องขี้โม้โอ้อวด พูดเรื่องความรักแบบเท่ ๆ ซึ่งมันต่างกับ Old School ที่พูดถึงเรื่องชีวิต พูดถึงความสำเร็จที่มาจากความลำบาก Trap มันก็พูดถึงความสำเร็จนะ แต่ไม่ได้พูดถึงความลำบากเยอะขนาดนั้น แค่เน้นว่าพอมันสำเร็จแล้วเราจะทำอะไรกับความสำเร็จบ้าง เราควรใช้ชีวิตแบบที่อยากใช้นะ เวลาที่ผมเห็นศิลปินฮิปฮอปต่างประเทศเขาอวดรวยก็ไม่ได้รู้สึกอิจฉาหรือหมั่นไส้ ผมรู้สึกว่าวันหนึ่งจะพัฒนาขึ้นเพื่อให้ตัวเองได้ใช้ไลฟ์สไตล์แบบนั้นบ้าง

ผมคิดว่าทุกคนก็อยากรวย อยากมีเงิน อยากสบายในตอนจบ การที่ Trap หยิบเรื่องพวกนี้มานำเสนอมันเหมือนกับว่าถ้าเราอยากเดินมาถึงจุดนี้ก็ต้องเป็นคนที่เจ๋ง ความลำบากเราต้องผ่านกันทุกคน เพลง Trap มันเหมือนการสร้างความมั่นใจในตัวเอง ยิ่งถ้าอยากเดินไปถึงจุดต่อไป เราก็ต้องพัฒนา ทำตัวเองให้เป็นคนที่เจ๋งจริง ๆ ให้ได้ครับ

ความแตกต่างระหว่างศิลปินอิสระกับศิลปินภายใต้สังกัด

Ben Bizzy : สมัยที่ผมทำเพลงเองเรียกได้ว่าไม่ค่อยมีความรับผิดชอบเท่าไหร่ โปรดักชั่นแบบเพื่อน ๆ เราทำกันเอง ส่วนคุณภาพผลงานที่ออกมาก็ดีในระดับหนึ่ง ทุกเพลงที่ปล่อยออกมาผมเป็นคนอัดเพลงเอง ทำ Sound Engineer ทำเอง Mix Master เพลงเอง ต้องเริ่มตั้งแต่สเต็ป 1-5 ทำคนเดียวหลายอย่างมันเหนื่อยครับ แต่พอมาอยู่ค่ายแล้ว เขามีคนคอยดูแล มีคนที่ถนัดเฉพาะด้านมาทำแทนผม ช่วยให้การทำงานราบรื่น ทำให้ผมโฟกัสกับการเขียนเพลงได้เต็มที่

เป้าหมายในอนาคต

Ben Bizzy : ตอนนี้ฮิปฮอปไทยยังไม่มีใครโกอินเตอร์ได้แบบ Rich Brian เขาเป็นศิลปินฮิปฮอปจากอินโดนีเซีย ที่ทำเพลงในห้องนอน แต่ตอนนี้เพลงดังไปทั่วโลกแล้ว คือลุคของเขาดูเอเชียมากแต่ทำเพลงเป็นภาษาอังกฤษเลยทำให้เพลงสื่อสารกับทั่วโลกได้ง่าย นอกจากนี้ก็มีศิลปินฮิปฮอปจากเกาหลีใต้ Keith Ape เพลงเขาเป็นภาษาเกาหลีหมดเลย แต่ฝั่งอินเตอร์เขาฟังแล้วแบบ Vibe มันได้ กลายเป็นว่าก็ไปดังที่อเมริกา เป้าหมายของผมคือการโกอินเตอร์ มันเป็นความฝันของผมเลย อนาคตจากนี้สัก 5-10 ปีผมอยากเป็นหนึ่งในแร็ปเปอร์ไทยที่ส่งฮิปฮอปไทยไปสู่ World Wide ขยายตลาดให้เป็น Global แบบฮิปฮอปเกาหลีเลย คือแบบผมไม่รู้ภาษาเกาหลีแต่บางเพลงผมยังเปิดฟังเลย ไม่รู้ว่าเขาแร็ปอะไรแต่ว่า Vibe มันได้ ผมอยากให้เพลงของผม ให้เพลงที่ผมทำในอนาคต เป็นเพลงที่แบบว่าอเมริกา จีน ญี่ปุ่น เกาหลี สามารถมาฟังฮิปฮอปไทยได้ แม้ไม่รู้ว่าเราพูดอะไร อยากให้ฮิปฮอปไทยได้ไปทัวร์ต่างประเทศ เหมือนที่ต่างประเทศเขาทำกันครับ

 

พูดถึงผลงานเพลง

Ben Bizzy : ผลงานที่ปล่อยออกมาช่วงวันแม่ คือเพลง ให้แม่ (On My Momma) ft. LAZYLOXY ตามจริงเพลงนี้ตั้งใจแต่งให้แม่ เป็นหนึ่งในเพลงลับในอัลบั้มที่ผมกำลังทำอยู่และจะปล่อยออกมาราวเดือนมีนาคมปีหน้า ฉลองวันเกิดผม สำหรับเพลงนี้ คือมันเป็นช่วงวันแม่ ทางค่ายเลยขอผมว่าเพลงนี้ปล่อยได้ไหม ผมเองก็ยินดี ในชีวิตนี้ไม่เคยแต่งเพลงให้แม่เลย ปกติผมไม่เคยพูดถึงครอบครัวลงในเพลงแบบจริงจัง ปกติผมชอบพูดถึงเรื่องเงินทอง เรื่องในอนาคต แต่ตอนนี้ผมเองอยู่ในจุดที่อยากเขียนเพลง Trap ที่มาจากชีวิตตัวเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์  ผมอยากพูดถึงสิ่งรอบ ๆ ตัวที่บางทีผมอาจจะหลงลืมไป เลยเริ่มจากการเขียนเพลงให้แม่ นี่ยังมีเพลงให้พ่อด้วย เริ่มเขียนคืนวันที่ปล่อยเพลงให้แม่เลย เป็นเพลงที่พูดถึงสิ่งที่ครอบครัวผมเคยผ่านมา

เมื่อต้นเดือนกันยายน ผมเพิ่งปล่อยเพลงใหม่อีกเพลงชื่อ กรุงแทรพ เป็นเพลงที่ผมตื่นเต้นและอยากปล่อยออกมาให้ทุกคนฟังมาก คือผมทำเพลงนี้เสร็จก็ขอค่ายถ่ายเอ็มวีขอปล่อยออกมาก่อนเลย เพลงนี้ได้ร่วมงานกับ Diamond และ 1Mill เหมือนแร็ปกับหลานเลย เพราะเห็นน้องเขามาตั้งแต่เด็กทั้งคู่ เป็นหนึ่งในเอ็มวีที่ผมถ่ายแล้วสนุกมาก ถ้าใครชอบเพลง Trap ผมการันตีเลยว่าต้องชอบเพลงนี้แน่นอน มันส์มาก

 

ประเด็นเพลงรักในวงการฮิปฮอปไทย

Ben Bizzy : ในวงการฮิปฮอปไทยตอนนี้มันมีประเด็นเรื่องเพลงรักเยอะไป สำหรับผมมันแล้วแต่มุมมองคนนะ ผมเข้าใจคนที่มองว่าเพลงรักเยอะเกินไปแล้ว กลายเป็นว่าทุกคนทำเพลงรักหวังยอดวิวให้ตัวเองดัง แต่ในขณะเดียวกันถ้ามองมุมตรงกันข้าม เขาก็มีปากท้องที่ต้องเลี้ยง เราต้องยอมรับว่าเพลงรักมันเป็นเพลงที่คนไทยเสพง่ายที่สุดแล้ว การทำเพลงฮิปฮอปให้คนทั่วไปหันมาฟังตอนนี้ก็คงต้องเป็นเพลงรัก คือช่วงนี้เพลงรักมันก็เยอะไปจริง ๆ ครับ ผมเองก็สัมผัสได้ แต่ผมไม่ได้แอนตี้คนทำนะ ผมรู้สึกว่าเพลงรักมันเหมือนเพลงชีวิตอีกประเภท เขาอาจ Represent ชีวิตรักของเขาออกมาในบทเพลง เหมือนกับการ Represent ชีวิตที่ยากลำบากประมาณนั้น

ผมคิดว่าใครจะทำอะไรก็ทำไปเถอะครับ ไม่ว่าสไตล์ไหนก็ตาม ขอให้ใส่ความเป็นฮิปฮอปเข้าไปในเพลง ให้มันเป็นเพลงฮิปฮอปจริง ๆ อยากให้เป็นอารมณ์ที่เราไม่ได้แร็ปเพราะแค่มันเป็นเทรน ไม่ได้แร็ปแค่ตัวเอง แต่ทำเพื่อส่งเสริมวงการให้มันไปอีกเลเวล ให้มันสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าเพลงรัก เพลงด่า เพลงชีวิต เพลงอวดรวย ถ้าเขาทำเพลงเพราะมีจุดประสงค์แบบนั้นผมคิดว่าก็พอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเกลียดกันครับ ผมเองก็ไม่ค่อยด่าใครในเพลงนะ ชอบพูดลอย ๆ กวนตีนมากกว่า

ภาพลักษณ์ของ Ben Bizzy ที่อยากให้คนเห็น

Ben Bizzy : เวลาคนอื่นมองมาที่ผม เห็นหัวสีแดงสีม่วง อยากให้เขามองว่าผมเป็นคนแปลก ๆ ซึ่งปัจจุบันคนก็มองแบบนั้นอยู่แล้ว ผมไม่อยากเหมือนใคร อยากเป็นตัวเองแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่แคร์นะเวลาเจอคนมองว่าบ้าหรือเปล่า หลุดหรือเปล่า คือผมอยากให้เขามองแบบนั้นด้วยซ้ำ

ผมเคยทำงานออฟฟิศมาก่อน เข้าแปดโมงออกห้าโมง ทำได้ประมาณหนึ่งปีก็ลาออก รู้สึกอึดอัดทุกวันเลย มันไม่ใช่เรา มันเหมือนมีกรอบล้อมผมแน่นเลย เปลี่ยนสีผมก็ไม่ได้ เสื้อผ้าก็ต้องสวมใส่แบบทางการ ผมเข้าใจที่มันเป็นแบบนั้นเพื่อระเบียบขององค์กร

หลังจากลาออกสิ่งแรกที่ทำคือเปลี่ยนสีผม มันทำให้ผมเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ผมรู้สึกสดใส อารมณ์ดีเวลาตื่นมาเช้า ๆ ผมอยากให้ทุกคนมองผมว่าเป็นคนร่าเริง สดใสเหมือนสีผม ที่ทำสีผมโทนนี้เพราะอยากให้คนมองว่าเราแฮปปี้ตลอดเวลา เป็นคนสบาย ๆ ขี้เล่น ผมคิดถึงหัวสีชมพูนะ เกือบทำสีชมพูครึ่งแดงครึ่ง แต่ทางร้านห้ามไว้ก่อน บอกเอาสีม่วงดีกว่า เอาจริง ๆ ผมก็อยากทำสีรุ้งนะ แบบมีหลาย ๆ สีเลย สีน้ำเงิน สีเหลืองประมาณนั้น

 

จากเทพเบนถึงเด็ก Trap

Ben Bizzy : ถึงเด็ก Trap ทุกคน ตอนนี้ผมรู้สึกว่าเราอยู่ในยุคที่เพลง Trap มันยังไม่มาเท่าเพลงรักก็จริง แต่รู้สึกช่วงนี้เด็กรุ่นใหม่เริ่มทำเพลงแนวนี้กันเยอะมาก ยอดวิวมันก็ขึ้นยากแหละ มันอาจยากนิดนึงในการทำลายกำแพงนั้นออกมา แต่ผมไม่อยากให้น้อง ๆ คนไหนหยุดทำเพลงสักคน สิ่งเดียวที่เราไม่ควรหยุดคือหยุดทำ เราควรทำต่อไป ถ้าอยากเป็น Rapstar อยากเป็น Trapstar เราต้องทำมันต่อไป

คือมันท้อได้แต่ห้ามถอย เราไมรู้ด้วยซ้ำว่าวันไหนเราจะดัง บางทีอยู่ ๆ ก็ดังอะไรแบบนี้ ขอให้เราอย่าหยุดทำ เดี๋ยวมันต้องมีสักเพลงแหละ แทนที่จะหวังว่าเพลงนี้มันต้องดัง ให้เราทำเพลงทุกเพลงให้มันเต็มที่ดีกว่า เพลงดีไม่จำเป็นต้องดัง เพลงที่ยอดวิวน้อยไม่ใช่ว่าเพลงนั้นไม่ดี ยอดวิวไม่ได้ตัดสินทุกอย่าง อยากให้น้อง ๆ อย่าใช้ยอดวิวเป็นจุดตัดสินว่าเพลงไหนดีไม่ดี

อีกอย่างคืออยากให้ทุกคนพยายามเป็นตัวเองด้วย เราอยากเหมือนคนอื่นได้ แต่แค่ Inspire มาก็พอ อย่าสวมหน้ากากเป็นเขาไปเลย และบางทีเราก็ไม่ควรพูดอะไรเกินตัว ผมเคยฟังเพลงของเด็กอายุน้อย ๆ พูดเรื่องปืน ยิงกัน ผมดูหน้าแล้วแบบ เห้ยนาย ปืดอัดลมป่าววะ นึกออกป่ะ และอะไรที่มันไม่ดีกับวัฒนธรรมไทยก็ไม่ควรพูดนะครับ สู้ ๆ ครับทุกคน

Photo : Satchaphon Rungwichitsin