สืบสานตำนานลิเกไทย วิโรจน์ วีระวัฒนานนท์

the artist

ช่วงเวลาที่ผ่านมาลิเกมีการปรับตัวให้เข้ากับสภาพยุคสมัย ของสังคมมาโดยตลอดเพื่อการดำรงอยู่มีครูบาอาจารย์ มากมายพยายามให้ช่วยเหลือผลักดันให้การแสดงชิ้นนี้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมกับลูกหลานคนไทย ซึ่งอาจารย์ด้านลิเกท่านหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้ในวงการนี้คืออาจารย์ วิโรจน์ วีระวัฒนานนท์ ผู้เป็นหลานแท้ ๆ ของปรมาจารย์ลิเกไทย อย่างท่านอาจารย์หอมหวน นาคศิริ ซึ่งได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านลิเกมาสู่อาจารย์วิโรจน์โดยตรง 

 

อาจารย์วิโรจน์ได้รับการบ่มเพาะพื้นฐานการแสดงลิเกที่ถูกต้อง เป็นผู้ใฝ่รู้สืบทอดวิชาการแสดงลิเกตามแบบแผน มีผลงานการแสดงเป็นที่ประจักษ์มากมาย และยังส่งต่อองค์ความรู้ให้กับลิเกรุ่นต่อไปจนกลายเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ลิเก) ในปี 2561 ที่ผ่านมา 

“ในฐานะที่ผมเป็นลิเกมีความรักความผูกพันกับลิเก มาอย่างยาวนาน มีความภาคภูมิใจมากที่เป็นศิลปินแห่งชาติ  การที่เราได้เป็นศิลปินก็ถือว่าว่าสุดยอดแล้ว แต่การได้เป็นแต่การเป็นศิลปินแห่งชาติพอพูดแล้วมันตื้นตัน เพราะ ที่ผ่านมานอกจากการแสดงแล้ว ผมยังสอนการแสดงให้กับ ลูกศิษย์หลายคน ไม่ได้เงินก็สอนขอให้เขาได้ความรู้ก็พอ ซึ่งมัน ก็เป็นประโยชน์ ในอีกด้านหนึ่งผมต้องขอบคุณครูบาอาจารย์ ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาจนทำให้ผมประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งผมจะเผยแพร่ความรู้ในศาสตร์นี้จนสิ้นลมหายใจหรือจนกว่าหมดกำลังที่จะทำได้” 
 

อาจารย์ วิโรจน์ เกิดในครอบครัวลิเก มีพี่น้อง 7 คน โดยมีพื้นเพเป็นคนบางปะหัน อยุธยา มีคุณตาชื่อหอมหวล  นาคศิริ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะลิเกหอมหวลชื่อดังในยุคนั้น ทำให้มีโอกาสสัมผัสการแสดงลิเกตั้งแต่เด็กซึ่งการหัดลิเกนั้น ต้องเริ่มจากใจรักตามมาด้วยการฝึกพื้นฐาน ซึ่งคุณตาหอมหวนได้สอนการร้องราชนิเกลิง โดยมีแม่ครูน้อม ละครในวังเก่า หัดท่ารํารวมทั้งครูอีหลายท่านในการฝึกหัด 
 

“ผมเริ่มหัดเล่นลิเกตอนอายุประมาณ 12-13 ปีในตอนเช้า อาจารย์หอมหวนจะฝึกเด็ก ๆ มาอบรมอย่างเข้มงวด เริ่มทำการซ้อมรำเพลงแม่บทซึ่งเป็นบทเริ่มต้นของนาฏศิลป์และการแสดงต่าง ๆ รำเดินเชิดไป จนกระทั่งเกิดความชำนาญเรื่องการรำ ไปถึงการให้เรื่องท่องกลอนรับบทเป็นตัวละคร  
 

“การจะเป็นลิเกได้ต้องใฝ่หาความรู้มาโดยตลอดการฝึกลิเกตอนเด็กจะว่ายากมันก็ยาก ถ้าหากว่ามีใจรักผมว่าเรียนไปแล้วก็เพลิน แต่การแสดงลิเกถ้าเราไม่มีประสบการณ์ความชำนาญหรือว่าเคยเห็นมาบ้างจะเป็นเรื่องยาก อย่างผม อยู่โรงลิเกมาตั้งแต่เด็กพอเห็นผู้ใหญ่เล่นเราก็ดูได้สัมผัสตลอดเวลา มันเริ่มฝังจิตใจเกิดความรัก พอรักก็อยากทำให้เกิดความสำเร็จ เพราะเราทำในสิ่งที่เรารักเราก็ต้องทำให้ได้ คือซ้อมจนกระทั่งได้ออกวิก ตอนนั้นจึงไม่ค่อยได้มีเวลาไปเที่ยวเตร่ที่ไหน” 

การแสดงของอาจารย์วิโรจน์คณะหอมนวลหวล รุ่นพิเศษเริ่มมีชื่อเสียงในฐานะพระเอก ในระหว่างนี้ท่านได้สะสมประสบการณ์การแสดงหลายปีจนกระทั่งมั่นใจว่า 
มีความสามารถมากพอ ภายหลังจากอุปสมบท พ.ศ.2508 คุณตาหอมหวลอนุญาตให้เป็นหัวหน้าคณะลิเกเอง โดยใช้ชื่อคณะว่า “วิโรจน์ หอมหวล” มีการเดินสายเปิดวิกการแสดง เป็นที่นิยมในสมัยนั้นทำให้ชื่อเสียงของท่านเป็นที่รู้จักขึ้นมา 

 

“งานแสดงของลิเกส่วนใหญ่พวกเราจะพักผ่อนในช่วงเข้าพรรษาหน้าฝน ระหว่างนี้ก็มีการคิดเรื่องราวใหม่ ๆ เตรียมอุปกรณ์การแสดง หอกดาบให้พร้อมส่วนนักแสดงก็รักกันมากเพราะงานมันเยอะจึงไม่ค่อยได้ไปไหนกันหรอกแต่บางคณะอยากออกแสดงก็ได้แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงกับสภาพอากาศ หลังจากออกพรรษาจะมีงานเข้ามาตั้งแต่งานกฐิน ลอยกระทง ปีใหม่ สงกรานต์ ในช่วงที่คณะผมมี ชื่อเสียงเรียกได้ว่าออกงานแทบทุกวันเลย ขนาดที่ว่าเจ้าภาพ มาติดต่อแล้วตรงคิวของผม เจ้าภาพจะเลื่อนงานเพื่อคณะของเรา 

“สมัยก่อนจำนวนคนในคณะลิเกมีไม่มากเท่าไหร่ อย่างมากผู้ชายก็ 8-9 คน ผู้หญิง 5-6 คน คือการแสดงจะทำการล็อกเอาไว้ด้วยเนื้อเรื่อง การแสดงจึงกระชับด้วยจำนวนคนประมาณ 10 คนจึงทำให้ดูว่ามีจำนวนคนมาก แล้วเวทีไม่ได้ใหญ่นักแค่ 6-7 เมตรจึงใกล้ชิดถึงคนดู 
 

“สมัยก่อนมีคนดูเยอะกว่าสมัยนี้มาก แล้วคนแสดงจะโชว์ฝีมืออย่างเต็มที่ ลิเกสมัยก่อน ไปที่ไหนดูกันล้นหลาม ไม่ว่าจะเป็นคณะของใครก็ตามที่มีชื่อเสียง แต่สมัยนี้ถ้าไม่มีชื่อเสียงจริง ๆ  จะอยู่ยาก คนน้อยแต่บางทีบางคณะก็มีแฟนคลับพอสมควร เด็กสมัยนี้เก่งซึ่งเขาพัฒนา ไปอีกขั้นหนึ่ง ต่างคนต่างมีความคิดสร้างสรรค์ปรับเปลี่ยนกันไป 
 

“ส่วนเรื่องของแม่ยกนั้นมีมาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ คือลิเกเข้ากับคนง่าย เวลาที่เราไปทำการแสดงก็ต้องหาที่พึ่งไว้ก่อนอย่างเจอใครก็ไหว้คุณพี่คุณแม่คุณลุงครับ เกิดจากความอ่อนน้อมถ่อมตนซึ่งครูบาอาจารย์ทุกคนท่านจะสอนไว้ว่าต้องอ่อนน้อมถ่อมตน พอคนเขามาดูลิเกเขาจะนำปัจจัยมาให้ซึ่งสมัยก่อนไม่ได้มีอะไรมากมายนัก 

“สาเหตุที่เขาเรียกว่าแม่ยกความจริงคือลิเกพอเวลาไปไหนมาไหน ไปเล่นตามวิกต่างจังหวัดมันลำบาก เราก็ต้องรู้จักคนนั้นคนนี้ คือให้ความสนิทชิดเชื้อไปเล่นที่ไหนก็ต้องอ่อนน้อมถ่อมตน มันถึงจะอยู่รอด ถ้าเป็นลิเกมีชื่อเสียงชาวบ้านเขาก็สนับสนุน แต่สมัยนี้เขาไม่เรียกพ่อยกแม่ยก เขาเรียกว่าแฟนคลับมีเป็นกลุ่ม ๆ กันไป 
 

“แต่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือความใกล้ชิด อย่างที่เขาบอกว่า รถไฟ เรือเมล์ ลิเก ตำรวจ คือรถไฟเรือเมล์ใกล้ชิดแม่ค้าทุกวัน หรือตำรวจก็ใกล้ชิดคนที่ไปติดต่อราชการ ส่วนลิเกพอไปทำการแสดงก็ใกล้ชิดกับผู้ชม ซึ่งตรงนี้ต้องแล้วแต่กรณีแล้วแต่คน ว่าเราต้องแยกแยะให้ออกไม่เกินเลยต่อศีลธรรมเราก็ต้องระมัดระวังตัว แต่ผมคิดว่าสิ่งดีงามมันยังคงอยู่” 
 

การแสดงลิเกของอาจารย์วิโรจน์มีชื่อเสียงโด่งดังมากในสมัยนั้น เปิดวิกที่ไหนคนก็แน่นขนัด และดังจนขนาดได้รับเชิญให้ไปแสดงลิเกทางทีวี ซึ่งเป็นเรื่องแปลกใหม่ในสมัยนั้นทำให้ต้องมีการฝึกแสดงเนื้อร้องจากหนังสือวรรณคดีและบทราชนิพนธ์มาแต่งบทร้อง ซึ่งอาจารย์วิโรจน์ก็ทำได้ดีจนเป็นที่รู้จัก ในวงกว้างมากขึ้น 
 

“สมัยก่อนกว่าที่จะไปออกทีวีแต่ละครั้งมันยากเย็นแสนเข็ญมาก ไม่ใช่คิดอยากจะไปออกตอนไหนก็ได้ ผมทำการแสดงในต่างจังหวัดหลายที่จนมีชื่อเสียง พอสมควรจากนั้นเข้ามาดังในสื่อวิทยุก่อน จึงมีการติดต่อให้เข้ามาแสดงทางทีวี ซึ่งถือว่าเป็นโชคดีของผมที่เข้าไปแสดงลิเกพันทางทำให้เรามีคนรู้จักมากขึ้น  จากนั้นจึงมีงานเข้ามาให้ไปแสดงมากมาย 
 

“ผมทำการแสดงลิเกผ่านยุคสมัยมาเยอะได้ทำอะไรหลายอย่าง เช่นเรื่องของการแต่งเพลงผมมีโอกาสแต่งเพลง ชาละวันสัญจร ให้กับ เสรี รุ่งสว่าง ซึ่งถือว่าเป็นเพลงที่ดังเพลงหนึ่ง การแต่งเพลงนี้เริ่มมาจาก ผมคุยกับคุณบรรหาร ศิษย์หอมหวล ซึ่งเป็นลิเกรุ่นน้องแล้ว เสรี รุ่งสว่าง ก็เข้ามาร่วมพูดคุยพอดี เขาบอกว่าให้ผมลองเขียนเพลงมาให้เขาร้องสักหนึ่งเพลง ผมก็มานั่งคิดว่าตอนนั้นน้ำท่วมกรุงเทพพอดี แล้วมีจระเข้หลุดออกมาจากบ่ออาละวาด ผมก็แต่งโดยอิงเนื้อหาเรื่องการเมืองเข้าไปนิดหน่อย พอแต่งเสร็จทำออกมาเป็นเพลง  เสรีเขาชอบมากเอาไปร้องก็เพลงนี้ก็ดังมากในยุคนั้น 
 

“ความฝันของผมก็คิดว่านอกจากการเป็นลิเกแล้วเราจะทำอย่างอื่นได้ไหม  อย่างการเป็นนักแสดงเหมือนคุณเสน่ห์ โกมาลาชุน หรือเป็นอย่างคุณพร ภิรมย์  ที่เป็นลิเกและครูเพลง ซึ่งผมก็ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นอะไรมีงานอะไรที่ผม ทำได้ก็ทำมาเรื่อย ๆ ผมเป็นครูสอนลูกศิษย์หัดลิเก หรือเป็นอาจารย์สอนเรื่องนาฏศิลป์ไทยให้กับองค์กรต่าง ๆ ช่วยเหลือนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ทำวิทยานิพนธ์ เรื่องเกี่ยวกับลิเกทั้งระดับปริญญาตรี หรือปริญญาโท เราก็ให้ความรู้พวกเขาไป 

“ปัจจุบันศิลปะการแสดงลิเก ถ้าเรามองจริง ๆ มันคือศิลปะที่อยู่คู่กับชาวบ้าน มาอย่างยาวนาน บุคคลทุกระดับสามารถรับชมได้ด้วยความรู้สึก ผมคิดว่ามันคือ ศิลปะที่ล้ำค่า ผู้แสดงจึงจำเป็นต้องมีความรู้อย่างท่องแท้จึงประสบความสำเร็จเพราะต้องเอาใจใส่ผู้ชมทุกระดับ การแสดงลิเกจึงต้องปรับตัวให้กับสภาพสังคม ถ้าเป็นลิเกทรงเครื่องโบราณเขาจะไม่ค่อยมีสอดแทรกเหตุการณ์บ้านเมือง เท่าไหร่เขาจะเล่นไปตามเนื้อเรื่องที่กำหนด ส่วนลิเกยุคหลังมีการประยุคเรื่องของเหตุการณ์บ้านเมืองเข้าไปด้วย เพื่อความสนุกของผู้ชม เป็นการจารึกประวัติศาสตร์ด้วยว่า ยุคหนึ่งสมัยหนึ่ง ลิเกก็มีประวัติศาสตร์ที่ว่านำเหตุการณ์บ้านเมืองมาแสดงกัน  
 

“ส่วนตัวผมถ้าแสดงเองผมเองจะสอดแทรกประเด็นเรื่องของความเป็นภัยต่อสังคม ตักเตือนเยาวชนของชาติ ยาเสพติด สร้างความรักความสามัคคี แล้วเราจะเทิดทูนสถาบันเป็นอันดับสูงที่สุด อาจสอดแทรกสาระและความสนุกเข้าไปโดยที่เยาวชนไม่รู้ตัวถ้าเราไปทำการแสดงที่ใดต้องดูว่าสถานที่แห่งนั้น ควรจะสอดแทรกสิ่งใดเข้าไปได้บ้าง เหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันเป็นอย่างไร สมมุติว่าคนเราตอนนี้ไม่ค่อยมีความสามัคคีเราก็สอดแทรกเรื่องนี้เข้าไป ซึ่งเราต้องเอาสถาบันมาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ รวมถึงความกตัญญูต่อพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ก็สำคัญ

 

“สิ่งสำคัญคือเยาวชนที่มาดูว่าเราทำการแสดงนั้น ถ้าเราทำการแสดงที่เก่าคร่ำครึเกินไปเขาจะไม่มาดู แต่ถ้ามันสมัยใหม่เกินไปศิลปะของเราจะดูไร้ค่า ต้องให้มันเข้ากันได้ระหว่างของเก่ากับของใหม่ ให้เข้ากับเยาวชนให้เขารู้จักรักษากฎกติกาของกฎหมายระเบียบอย่างถูกต้อง 

 

“ผมอยากฝากบอกลูกศิษย์ทุกคนเราควรมองว่าลิเกเป็นศิลปะที่มีคุณค่าแล้วภูมิใจในอาชีพของเราเสมอภูมิปัญญาพื้นบ้านคือลิเกได้ถูกบรรจุลงไปในภูมิปัญญาการแสดงของศิลปวัฒนธรรมเขายกย่องแล้วเราจึงควรกระตือรือร้นในสิ่งที่เขามอบให้เรา ผมอยากบอกว่าลิเกที่เกิดมาตอนนี้ไม่ได้เกิดมาคนเดียว มีครูบาอาจารย์คอยช่วยเหลือเสมอ จึงอย่าทิ้งพื้นฐานของบรรพบุรุษ การเป็นลิเกต้องเปลี่ยนแปลงให้เข้ายุคสมัยด้วยวิธีที่หลากหลาย แต่ต้องยึดพื้นฐานของการแสดงลิเก จึงอยากให้ช่วยกันกันรักษาอนุรักษ์สืบทอดต่อไป”  

-- Know Him --
• ครูที่ช่วยฝึกฝนอาจารย์วิโรจน์นั้นมีมากมายอาทิ อาจารย์หอมหวล, แม่ครูน้อม รัตประจิต หัดท่าแม่บท แม่ครูชื่น หัดท่ารำออกภาษา, แม่ครูแนบ หัดบทสมิงพระราม, แม่ครูละออง หัดบทสมิงนครอินทร์ในเรื่อง ราชาธิราช, แม่ครูเกษร หัดบทพระอภัยมณี, แม่ครูลำแพน  หัดบทพระสุธน, ครูสุดจิตต์ ครูสุรางค์ ดุริยะพันธุ์ ผู้ฝึกสอนเพลงไทย, ครูบุญยัง เกษคงค์ฯลฯ 

• ผลงานหนึ่งที่อาจารย์วิโรจน์ภาคภูมิใจคือได้รับโล่พระราชทาน จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานในงานลิเกการกุศลสร้างตึก “สยามมินทร์” 

• ท่านเคยเป็นอาจารย์ผู้ฝึกสอนในละครเรื่อง “เขยลิเก”, สาธิตการแสดง ณ ศูนย์สังคีตศิลป์ ของธนาคารกรุงเทพ หลายครั้ง, แต่งบทเรื่อง “จันทโครพ” ,ช่วยข้าราชการฝึกซ้อมและแต่งบทเรื่อง  “สงครามพิศวาส” ฝึกซ้อมและแต่งบทร่วมแสดงรายการลิเก “ภาษา”  เรื่องขุนพลใจเพชร, แต่งบทเรื่อง “สุสานนักรบ”, แต่งบทและร่วมแสดง เรื่องราชาธิราช ตอน ศึกมังมหานรทา ถึงตัดหัวฉางกาย, ให้คณะ “พรสวรรค์” ฝึกซ้อมและร่วมแสดงเรื่อง “อิเหนา” 
• นอกจากนี้ท่านยังได้รับรางวัลเป็นผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นพ.ศ. 2551 อีกด้วย


Text : Passaponge Prerajirarat, AumLove 

Photo : Pronsarun Soitong

Back Issue