All My Life นี่แหละชีวิต น้อย กฤษดา สุโกศล แคลปป์

interview

หลายคนจดจำและรู้จักเขาในฐานะร็อคสตาร์ น้อย วงพรู อีกหลายคน รู้จักเขาในฐานะนักแสดงมากฝีมือแถวหน้าของเมืองไทย แต่อีกบทบาทที่เราอยากพาไปรู้จักเขาก็คือ ผู้บริหาร โรงแรมเดอะสยาม Urban Luxury Resort ในกลุ่มโรงแรมสุโกศล โรงแรมเดอะสยาม ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เชิงสะพานซังฮี้ โรงแรมนี้ถูกออกแบบโดยสถาปนิกชื่อดังระดับโลก ชื่อ บิล เบนส์เลย์ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากพิพิธภัณฑ์ออแซร์ในประเทศฝรั่งเศส และคุณน้อยก็เป็นคนตกแต่งโรงแรมด้วยตนเองจากของเก่าที่สะสมมาทั้งชีวิตอีกด้วย

วันนี้เราจะพาคุณมาทำความรู้จักตัวตนของเขาพร้อมอัพเดทผลงาน  เผยมุมมอง และกะเทาะทุกแง่มุมในชีวิตของร็อคสตาร์ท่านนี้ น้อย วงพรู

 

“ตอนนี้น้อยกำลังเน้นการทำงานอัลบั้มเดี่ยว กลับมาร้องเพลงใหม่ และกำลังจะเตรียมปล่อยเพลงทั้งหมดในอัลบั้มเดี่ยว ดูเรื่องอาร์ตเวิร์ค เรื่องแพ็คเกจจิ้ง การทำเป็นซีดี การทำเป็นไวนิล แม้จะไม่ค่อยมีใครฟังเป็นอัลบั้มแล้ว แต่ใจมันก็รัก ช่วงนี้กำลังโฟกัสไปด้านนี้ ที่หายไป 12 ปีในช่วงนั้น สาเหตุใหญ่ คือการไปสร้างโรงแรม ซึ่งตอนนี้ค่อนข้างลงตัวแล้ว 

 

“ช่วงที่หายไปได้มีโอกาสได้เล่นหนังบ้าง และอีก Passion หนึ่งของผมคือการสะสมของเก่า หลายคนทราบว่าน้อยอยากมีชีวิตเมื่อร้อยปีที่แล้ว ตอนนี้มีครอบครัวแล้ว มีลูกผู้ชาย 1 คน ผู้หญิง 1 คน อายุ 12 ขวบ กับ 10 ขวบ และก็ยังไฟแรงกับภรรยาเหมือนเดิม เหมือน 20 ปีที่ผ่านมา” 

The Siam Story 
“ก่อนหน้านี้รู้สึกไม่ดีเพราะน้อยไม่เคยได้เข้าไปช่วยธุรกิจครอบครัวเลย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็เข้าใจว่าเรามีชีวิตแค่ครั้งเดียวก็น่าจะทำในสิ่งที่เรารัก เค้าก็เลย ซับพอร์ตเรา และให้เราลุยพิสูจน์ตัวเองในวงการบันเทิง ในการร้องเพลง การแสดง  และโฟกัสเรื่องนั้น เพราะว่าคุณพ่อคุณแม่จะพูดเสมอว่า จะทำอะไรก็ทำไปเถอะ แต่ขอทำให้เต็มที่นะ แต่ลึก ๆ แล้วคุณแม่ก็อยากให้เข้ามาช่วยธุรกิจที่บ้าน เพราะว่า ถ้าไม่มีธุรกิจที่บ้านก็ไม่มีน้อยในวันนี้ หลังจากที่ทำพรูไป 2 อัลบั้ม วันหนึ่งแม่ ก็บอกว่าเราโชคดีนะที่มีที่ดินอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา น้อยลองไปดูไหม เพราะแม่อยากให้น้อยมาช่วย แต่ในเวลาเดียวกันก็ไม่รู้ว่าจะช่วยอย่างไร เพราะเราไม่ได้เป็นผู้บริหาร หรือเป็นนักธุรกิจ แต่น้อยรู้ว่าตนเองชอบงานดีไซน์ สามารถสร้างอารมณ์ได้เหมือนกับเพลง เหมือนกับการแสดง สามารถสร้างวิญญาณได้กับผลงาน ที่น้อยพยายามทำอะไรหลายสิ่งหลายอย่าง พอไปดูที่ดินนั้นรู้สึกว่าอยากสร้างโรงแรมใหม่ สร้างบรรยากาศโลกใหม่ ซึ่งโรงแรมนี้จะต้องไม่เหมือนใคร ซึ่งคล้ายกับ ศิลปินอินดี้ที่ไม่เหมือนใคร ดังนั้น จึงได้คุยกับครอบครัวว่าจะสร้างโรงแรมใหม่ เพราะเราไม่ได้สร้างโรงแรมใหม่มา 20 ปีแล้ว ก่อนหน้านั้นก็มีแค่ 3 โรงแรมที่เรา โฟกัส แล้วก็มีการคุยกับครอบครัว  

 

“ที่ดินมันไม่ได้อยู่แถวที่โรงแรมฮิต ๆ ดังๆ แถวแม่น้ำเจ้าพระยา เช่น แถบเจริญนครอยู่ใกล้ ๆ ถนนสีลม แต่ของเรามันอยู่ที่เขตดุสิต แม้แต่คนกรุงเทพเองก็ไม่ได้คุ้นเคยเท่าไหร่ และค่อนข้างไกลจากตัวเมือง แต่มันก็อยู่ในกรุงเทพฯ นะ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายซึ่งเป็นที่ท้าทายที่อยู่ในจุดนี้ของกรุงเทพฯ และการที่ ตัดสินใจว่าอยากจะสร้างโรงแรม 5 ดาว 6 ดาว หรือแบบอะไรที่สุด ๆ เลย  มันท้าทายเพราะว่าในกรุงเทพฯ โรงแรมที่ 5 ดาว 6 ดาว ที่หรูหราในบ้านเราโรงแรมส่วนใหญ่จะเป็นชื่อจากต่างชาติหมดเลย แต่ของเราเป็นเดอะสยาม คือชื่อเป็นไทยและเจ้าของก็เป็นคนไทย ซึ่งมันเป็นธุรกิจก็ต้องมีการแข่งขัน แต่จะแข่งขันกับเค้าอย่างไร เพราะชื่อเค้าเป็นอะไรที่มีความเชื่อถืออยู่แล้ว แขกก็อยากไปอยู่ที่ ๆ มีความน่าเชื่อถือ แต่ของเราเป็นโรงแรมไทยเล็ก ๆ มี 39 ห้อง บนที่ 7-8 ไร่ ซึ่งแปลว่าราคาห้องต้องแพงหน่อย เพราะไม่งั้นจะอยู่ไม่รอด ราคาห้องก็สูงกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ แล้วเราจะไปสู้เค้าอย่างไร โลเคชั่นก็ไกลหน่อย  

 

“ถ้าจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับการที่เราเป็นวงดนตรีอินดี้ที่อยากอยู่กับ เบเกอรี่มิวสิค แม้ค่ายใหญ่สองค่ายในสมัยโน้นจะมีสื่อเยอะมาก แปบเดียวสร้างศิลปินให้ดังได้ มีวิทยุ มีทุกอย่าง แต่เราต้องใช้เวลา กว่าจะมีคนรู้จัก คุณภาพต้องเจ๋งจริง ดังนั้นจึงรู้สึกว่ามันคล้าย ๆ กับแบบนั้น และต้องพิสูจน์ตัวเองว่าอินดี้เราต้องไม่เหมือนใคร มันต้องเก่งจริง เจ๋งจริง ซึ่งจะต้องมีการพิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่เกิดมา แล้วก็ดัง ดังนั้นจึงให้เวลากับมัน และได้ทิ้งเพลงไปโฟกัสในด้านนี้ 

 

“การสร้างโรงแรมต้องมีการลงทุนสูงมาก ใช้เงินเยอะมากจริงๆ ความรับผิดชอบ ต้องสูงมาก จึงต้องทิ้งทุกสิ่งอย่างเพื่อมาโฟสกัสกับโรงแรมเดอะสยามนี้ พวกพี่ น้อง  
คุณพ่อ คุณแม่ จะได้เห็นว่าตนเองนั้นตัดสินใจถูก ซึ่งมันก็ค่อนข้างเสี่ยง ถ้าเป็นครอบครัวอื่นที่เป็นนักธุรกิจจริง ๆ มีที่ดิน 8-9 ไร่ คงไม่สร้างห้องเพียง 39 ห้อง แต่จะสร้างเป็นตึกสูง และมีจำนวน 200-300 ห้อง ถึงจะได้ทุนคืน แต่เราเป็นเจ้าของที่ดินอยู่แล้วและที่เราทุ่มเทก็มหาศาล ซึ่งอย่างแรกที่เราสร้างไปไม่ได้ทำเพื่อเงินจริง ๆ ถ้าทำเพื่อเงินคงต้องสร้าง 200-300 ห้อง แต่ก็สร้างเพราะครอบครัวเรามีอารมณ์เป็นศิลปินอยู่แล้ว รวมไปถึงคุณแม่และพี่ชายทุกคน สร้างเพื่อใจรัก แต่ก็ต้องห้ามขาดทุนด้วย  

 

“ดังนั้นเดอะสยามจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายจริง ๆ คือ ในปีแรก ๆ กว่าจะให้ดาราฮอลลีวูดหรือนักกีฬาโด่งดังมาอยู่กับเรา มันก็ต้องใช้เวลากว่าเค้าจะเชื่อถือแล้วคนก็จะแน่น แต่เอเย่นต์ของเค้าก็จะบอกว่าให้มาอยู่ที่นี่นะ เพราะมันส่วนตัว มันสวย แต่มันต้องใช้เวลาจริงๆ ตอนนี้ก็ผ่านมาแล้ว 7 ปี ก็ถือว่าเร็วมาก จนถึงตอนนี้ มันลงตัว ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว” 

Number One City Hotel of the World 
“การเป็นนักร้องน้อยยังโกอินเตอร์ไม่ได้ แต่โรงแรมของน้อยนั้นสามารถโกอินเตอร์ ได้รางวัลจากนิตยสารที่ดังทั่วโลก ได้ลงแวนิตี้แฟร์ ออกข่าว CNN ได้ไปสัมภาษณ์ในเรื่องของโรงแรม แต่ไม่ใช่เรื่องการเป็นนักร้องนะ แต่มันก็ตลกที่เวลาเค้าโปรโมทโรงแรมว่ามีเสน่ห์และต้องพูดแบบ Luxury Hotel  ที่ร็อคสตาร์ เป็นเจ้าของก็แปลกใจว่าทำไมเค้าถึงชอบใช้ร็อคสตาร์ โอนเนอร์ ทำไมเค้าถึงไม่ใช้มูฟวี่สตาร์  

 

“ธุรกิจโรงแรมเป็นธุรกิจที่ต้องดูแล 24 ชั่วโมง เหมือนเมืองเล็ก ๆ เมืองหนึ่งที่มีแขกเข้าออก โดยเป็นแขกจากอเมริกา จีน ยุโรป เราต้องทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ โรงแรมมันเป็นเหมือนกับโลกเล็ก ๆ  ที่มีการรัน 24 ชั่วโมง และไม่มีหยุด อาจจะมีปัญหา แขกส่วนใหญ่ก็แฮปปี้ แต่มันก็เกิดอุบัติเหตุได้เสมอ น้อยจึงได้เรียนรู้ว่า น้อยคงไม่ได้เป็นนักธุรกิจเต็มตัว เรื่องเลขเราไม่เก่งขนาดนั้นหรอก แต่การบริหารคนนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับโรงแรม ไม่ใช่เป็นการบริหารพนักงานเพื่อให้ทีมงานแฮปปี้ แต่มันจะต้องให้แขกแฮปปี้ด้วย แขกจากทั่วโลก ซึ่งคนก็จะไม่คุ้นชินกับคนที่มาจากประเทศโน้น ประเทศนี้  คือเราต้องมีวัฒนธรรมที่ชัดเจนเพื่อที่จะทำให้ทุกคนได้อยู่ด้วยกันได้ 

 

“ซึ่งมันทำให้น้อยรู้ว่า การที่น้อยทำงานในโลกบันเทิง นักร้อง นักแสดง เราจะยังเหมือนเด็กคือไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เราแค่รับผิดชอบการเล่นคอนเสิร์ต รับผิดชอบคนดู เล่นให้ดี เล่นให้สนุก บางทีรถตู้ก็มารับเรา พาไปเล่นคอนเสิร์ต เราก็ร้องเพลงเฮฮา รถตู้ก็พาเรากลับบ้าน เค้าก็ให้เงินเรา หน้าที่มันก็จบตรงนั้น นักแสดงก็เหมือนกัน มีรถตู้มารับเราตอนเช้า มีเสื้อผ้าให้เราใส่ตามคาแรกเตอร์ หน้าที่ของเราคือการจำบทให้ดี เล่นแอคชั่นเราก็เต็มที่กับมัน แล้วเค้าก็พาเรากลับบ้าน ความรับผิดชอบมีเท่านี้โอเคเราทำดีที่สุดแล้ว แต่เราไม่ต้องดูแลคน ซึ่งปัญหาโดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีหรือเจ้าของบริษัท ปัญหาใหญ่คือ การต้องดูแลคนในบริษัทนั้นมันยาก เพราะเรากำลังดูแลจิตใจคน 
 

“การเป็นนักธุรกิจสำหรับน้อยมันไม่ง่าย สิ่งที่ยากเวลาเป็นนักแสดงสำหรับน้อยนั้นคือฟิลลิ่ง ของเรา เราคือโปรดักส์ เวลาคนไม่ชอบเรา เวลาอัลบั้มหรือเพลงไม่เพราะ มันเจ็บครับ หรือมีคนด่าเราว่าห่วยแตก บางทีไปอ่านคอมเม้นต์คนที่ไม่ชอบเรา มันก็เจ็บครับ แต่มีคนที่ไม่ชอบโรงแรม มันก็เจ็บ  แต่ไม่ถึงขนาดมาว่าน้อย และรู้สึกเห็นใจศิลปิน นักร้อง นักแสดง การเป็นนักร้องนั้นเซนซิทีฟ หลายๆ ครั้ง มักจะทนไม่ไหวและคิดสั้น ส่วนนักแสดงนั้นคือการเล่นบทคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา และสิ่งที่ยากกว่านั้นคือทุกศิลปินมันมีเดทไลน์ เช่น การเป็นนักแสดง อาจจะมีวันหนึ่งที่คนไม่อยากมองคุณ เพราะคุณอายุมาก แล้ว โดยเฉพาะในเมืองไทย ซุปเปอร์สตาร์เริ่มตั้งแต่อายุ 17 ปี ทุกคนก็ทราบ พอเป็นนางเอกก็อาจจะได้แค่อายุ 30 ปี ส่วนเมืองนอกดารานักแสดงที่อาวุโสยังเป็นพระเอกกันได้ แต่เมืองไทยไม่ได้เป็นแบบนั้น นั่นมันเป็นวัฒนธรรมของเรา ดังนั้นการเป็นนักแสดงมันจึงมีลิมิตของมัน  

 

“แต่การเป็นนักร้องมันยังไปได้ไกลและยาวนานกว่านักแสดง เพราะว่าถ้าเพลงดี ฮิต คุณยังสามารถเล่นคอนเสิร์ตได้ไปเรื่อย ๆ แม้ว่าคนอาจจะยัง ไม่ซื้อทั้งอัลบั้มกันแล้ว แต่คนไทยก็ยังชอบไปดูโชว์ในคอนเสิร์ต ดังนั้นการเป็นนักร้องน่าจะไปได้มากกว่า นักแสดง 

 

“น้อยโชคดีที่มีธุรกิจที่บ้าน เพราะมีนักร้องที่เป็นเพื่อนรู้จัก หลายคนในค่ายเบเกอรี่ เค้าเริ่มอายุมาก และก็ไม่สามารถทำอัลบั้มใหม่ได้แล้ว ก็ไม่รู้จะทำอะไรกันแล้ว  
มันจึงสำคัญที่ต้องพยายามให้มีหลาย Passion วันนี้ก็มาสัมภาษณ์กับน้อง ๆ เดี๋ยวอาทิตย์ถัดไปก็จะไปดูที่ดินที่จะสร้างอีกโรงแรมหนึ่งครับ” 
 

The Business Man 
“อย่างโรงแรมเราก็จ้าง GM มาดูแลอยู่แล้ว มีทีมเซลล์ มีหัวหน้าแต่ละแผนก ทำให้ไม่ได้มองตัวเองเป็นนักธุรกิจ หน้าที่น้อยคือการสร้างบรรยากาศ และคุณภาพมัน ห้ามตก ทุกอย่างสำหรับน้อยนั้นจะต้องเนี๊ยบเสมอ คือจะเข้าไปดูเสมอ ดูว่าของเก่าของน้อยนั้นไม่หาย แต่ของ เพิ่งหายไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ไม่รู้ใครขโมยไป และเสียดายมากเลย แต่ตั้งแต่เปิดมา 7 ปี เพิ่งมีของหายไป 3 ชิ้น กับหนังสือ 4 เล่ม ก็ถือว่าโอเค แต่ชิ้นที่เด็ด ๆ มันจะอยู่ในตู้ที่ล็อคหมดแล้ว น้อยก็เสี่ยงที่จะวางของไว้ที่โรงแรม เพื่อให้เหมือนกับการเป็นแมนชั่น เป็นบ้าน เพราะน้อยไม่อยากให้โรงแรมนี้เหมือนคนอื่น ปกติชอบไว้ใจคน เพราะคนส่วนใหญ่เป็นคนดี มันก็คงเป็นบางทีที่จะมีบางคนอดไม่ได้ เดินในโรงแรมตี 3-4 ไม่มีใคร ก็คว้าไปเลย แต่ไม่เป็นไร หวังว่าเค้าจะดูแลของเก่าของผมอย่างดี” 

 

“แต่พอมาใส่หมวกผู้บริหารมันก็เป็นอีกโลกหนึ่ง เวลาที่ต้องคุยกับฝรั่ง อีกหน้าที่ในโรงแรมคือน้อยต้องทำพีอาร์ คุยโปรโมทโรงแรมกับนิตยสารต่าง ๆ จากเมืองนอก  
หรือแขกคนไหนมาที่เค้าอยากพบเรา น้อยก็ต้องดูแลเหมือนนักธุรกิจทั่วไป ดูแลเค้าอย่างดี บางทีก็พาแขกไปจตุจักร เซอร์วิสเราต้องสุด ๆ แขกบางคนเค้าก็ถามว่า 
ของเก่าหามาจากไหน พนักงานก็จะบอกว่าเจ้าของเป็นคนสะสมมา และทำให้แขกอยากเจอเจ้าของ จะมีโรงแรมไหนที่เจ้าของพาแขกไปหาของเก่า ซึ่งมันทำให้โรงแรมเราไม่เหมือนใคร  
 

“อย่างแขกที่เป็นดาราฮอลลีวูด หรือนักกีฬาระดับโลก  เวลาเค้าดังเค้าก็ไม่อยากเจอใคร พวกผู้จัดการก็จะบอกว่า  เจ้าของห้ามมาขอถ่ายรูปด้วยนะ น้อยก็ทำได้เพียงแค่แอบดูไกล ๆ บางทีก็มีหนังฮอลลีวูดมาถ่าย” 

Life Interlude   
“ตอนเด็ก ๆ พ่อแม่เลี้ยงน้อยมาแบบอิสระนะครับ เหมือนว่าพ่อแม่เค้าไว้ใจเรา บางทีเราก็อาจจะซนบ้าง เป็นครอบครัวที่ไว้ใจเรา ปล่อยให้เราลองโน่นลองนี่ และยอมให้เราเรียนรู้จากสิ่งที่เราพลาด ที่สำคัญคือคุณพ่อด้วย หลายคนจะไม่รู้จักคุณพ่อผมเพราะเป็นคนอเมริกัน ที่ไม่ได้เป็นคนมีฐานะเหมือนคุณแม่ แต่คุณพ่อจะเป็นคนชั้นกลาง แต่พอมาอยู่เมืองไทยเหมือนว่าลูกโชคดี มีแม่บ้าน พ่อก็อยากสร้างวินัยให้กับลูก ไม่อยากให้ลูกรู้ว่า ชีวิตได้มาง่าย ด้วยพ่อเป็นคนอเมริกันอยู่แล้ว ซึ่งคนอเมริกันเป็นคนที่มีวินัยสูงมาก พ่อก็เลยสอนในสิ่งนี้มาก 

“เช่นตอนสมัยเด็กต้องเล่นกีฬาฟุตบอลหรือเบสบอลที่เล่นเก่งที่สุดในอายุต่ำกว่า 12 ปี พ่อก็ผลักให้เราไปเล่นกับเด็กที่อายุ 14-15 ปี  เพื่อที่จะให้เราเก่งขึ้น ซึ่งตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่ฝังให้กับเราในการเป็นนักร้องว่าให้เราต้องพิสูจน์ตนเอง ไม่อยากให้เราคิดว่าทุกอย่างนั้นมาง่าย ซึ่งก็ต้องขอบคุณพ่อในจุดนี้ ตอนแรกที่มาร้องกับพรูก็เจอคำนินทาพวกไฮโซมาร้องเพลงร็อคก็ต้องพิสูจน์ตัวเองเสมอ แต่น้อยก็ไม่ได้เจ๋งขนาดนั้นหรอก เพราะน้อยเป็นลูกคนสุดท้อง คุณแม่ก็จะตามใจและโอ๋ด้วย ถึงวันนี้ยังโอ๋เลย 

 

“หลายคนอาจเคยรู้ว่าครอบครัวสุโกศลสมัยก่อนผลิตแผ่นเสียง  พวกสุนทราภรณ์ ตอนนั้นคุณตาไม่ได้เป็นศิลปิน แต่ไปดูแลไฟแนนซ์มากกว่า คุณตาเป็นแบบนักธุรกิจอย่างแท้จริง จริง ๆ ต้องสารภาพว่าครอบครัวเราไม่ได้ใหญ่โตแบบสมัยนั้น เพราะหัวเราไม่ได้เป็นนักธุรกิจแบบคุณตา คือ นำรถยนต์ มาสด้าเข้ามาขาย นำเครื่องใช้ไฟฟ้ายี่ห้อ GE General Electronic เข้ามาขาย เปิดโรงแรม คือเค้าชอบหาเงิน ซึ่งพวกเราไม่ได้อินกับการหาเงินเท่ากับคุณตา แต่เราก็ต้องขอบคุณเค้าที่ช่วยสร้างฐานให้กับเรา แต่คุณตาคุณยายไม่ได้อินกับการทำเพลง แต่ไม่รู้ทำไมว่าคุณแม่เกิดมาแล้วเป็นศิลปิน ชอบร้องเพลง ชอบเล่นเปียโน แต่คุณแม่ก็เป็นนักธุรกิจเหมือนกัน แต่ก็เป็นศิลปินมาก ไม่ได้เหมือนคุณตาที่ทำเพื่อหาเงิน คุณแม่ทำอะไรต้องรักมัน 

 

“ตอนเด็กๆ คุณแม่ก็ให้เราร้องเพลง เล่นกีตาร์ ไม่ได้เต็มที่สักเท่าไหร่ แต่ส่วนใหญ่ จะไปทางด้านกีฬา และโฟกัสไปที่กีฬามากกว่า ไม่ได้อินกับเพลงเท่าไหร่  มีสุกี้พี่ชายที่อินกับเพลง อายุ 10 ขวบเริ่มเล่นกีตาร์ และเป็นผู้นำจริง ๆ โดยเราก็ทำวงเล็ก ๆ มาด้วยกัน พี่ก็เล่นกีตาร์ ส่วนน้อยก็ไปเล่นกลอง เบส ตอนนั้น น้อยก็เป็นนักร้อง มีสุกี้คนเดียวที่ตั้งแต่เด็กอยากทำเพลง แต่น้อยจะไปทางกีฬามากกว่า จนกว่าจะเรียนมหาวิทยาลัยที่น้อยเริ่มสนใจเรื่องการแสดง 

 

“พอเรียนจบก็ไปต่อที่นิวยอร์ก เรียนการแสดงโดยตรง เป็นนักแสดงละคร เวทีที่นิวยอร์ก ก็เป็นอีกช่วงหนึ่งของชีวิตที่ประสบความสำเร็จ ก็ถือว่าเป็นบทเรียนที่ดี และสนุกเหลือเกิน เพราะว่าคนที่เก่งที่สุดในโลกก็ไปนิวยอร์กกันหมด ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักแสดง นักร้อง ศิลปะ เวลาที่เราได้รวมตัวกับคนที่ฝึกแล้วเก่งที่สุดในโลก มันก็จะทำให้เราพัฒนาไปด้วยกัน และเราก็จะเริ่มรู้ว่า มันยากแค่ไหน และเราก็จะรู้ว่า เรื่องศิลปะ คนที่เก่งที่สุดอาจจะไม่ประสบความสำเร็จ น้อยได้แสดงกับนักแสดงหลายคนที่เก่งมากแต่ไม่ได้ประสบความสำเร็จ สำเร็จแค่ 1 เปอร์เซ็นในฮอลลีวูด ซึ่งไม่ต่างกับการที่น้อยได้ดูเดอะว๊อยซ์ในอเมริกา ร้องเก่งมาก เก่งกว่าน้อย 20 เท่า 100 เท่า แต่เค้าก็หายไปแล้ว  เราต้องเข้าใจศิลปะในการวาดรูป ในการเป็นนักแสดง แม้ว่าคุณเก่งที่สุด แต่คุณก็ไม่ประสบความสำเร็จหรอก ไม่เหมือนกับนักวิ่งที่คุณวิ่งชนะ คุณก็โกลด์ได้  คุณเก่งเลข คุณก็เข้ามหาวิทยาลัยที่สุดยอดได้ จริงๆ แล้วศิลปะไม่ใช่อย่างนั้น  ก็เริ่มเรียนรู้ในจุดนี้ ก็ทำไปประมาณ 3-4 ปี ในช่วงที่ไปเทสต์ ไปออดิชั่น  ก็มันส์ดี แต่ยากมาก” 

Pru Live Velvet 
“ผมโชคดีเสมอ กลับมาเมืองไทย พี่ชายก็มีค่ายเบเกอรี่มิวสิคแล้ว นอกจากนี้ ยังโชคดีมากที่เมืองไทยเค้ายอมรับลูกครึ่ง หากเป็นประเทศมาเลฯ อินโดฯ ฟิลิปปินส์ ญี่ปุ่น คนเหล่านี้เค้าไม่ค่อยกับลูกครึ่งเท่าไหร่ แต่เมืองไทยโอเคกับลูกครึ่ง วันก่อนได้เจอกับมาช่า รู้สึกขอบคุณมาช่าจริงๆ ที่เป็นลูกครึ่งยุคแรกที่แบบปูทางให้น้อย ให้ณเดชณ์ โชคดีที่คนไทยโอเคกับลูกครึ่ง ตอนนั้นน่าจะอายุ 26 ปี แต่กว่าจะมีอัลบั้มก็อายุ 31 ปี ซึ่งช้ามากสำหรับศิลปินไทย และในช่วงนั้นน้อยก็ทำงานเบื้องหลังเบเกอรี่ไปก่อน เขียน Biography ให้โมเดิร์นด๊อก  โทรไปหาโปรดิวเซอร์ให้กับโจอี้บอย ซึ่งในทุก ๆ วันก็จะเห็นป๊อดได้ขึ้นเวที ได้เห็นนภ พรชำนิออกอัลบั้ม แล้วก็โจอี้บอยอีก ก็ได้แต่คิดว่า เมื่อไหร่จะเป็นตาเรา เสียที อายุจะ 30 ปี 31 ปี จะแก่แล้วเนี่ย ไปค่ายแกรมมี่ก็ไม่ได้ ไปค่ายอื่นก็ ไม่ได้ เพราะพี่ชายมีค่ายอยู่ที่นี่ ช่วงนั้นไม่ได้แฮปปี้กับชีวิตเท่าไหร่ ผมอาจจะมีข้าวกิน ทุกอย่างสบายแต่ความฝันผมรู้สึกว่าเป็นโนบอดี้ ช่วงนั้นผมก็เลยดาวน์ ๆ  นิดหน่อย แฟนก็ไม่มี อยากมีแฟนแต่ก็หาแฟนไม่ได้ เพราะยังไม่เจอคนที่ใช่ จึงรู้สึกว่า ช่วงนั้นชีวิตไม่ค่อยมีคุณค่าเท่าไร 

 

“แล้วช่วงนั้นเจอวิกฤติด้วย ปี 97 ช่วงต้มยำกุ้ง ช่วงนั้นทุกคนก็ต้องพยายามที่จะอยู่รอด ซึ่งก็ไม่ว่างที่จะทำร่วมกับพรู และมันก็ใช้เวลาไปเรื่อย ๆ ไม่ออกเสียที พอหลังจากปี 97 ทุกอย่างก็เริ่มมั่นคง สุกี้ก็ยังคงบริหารเบเกอรี่ จนมาปี 99 เริ่มฟอร์มวงกันอย่างจริงจัง ก็ชวนคณินมือกลองเพื่อนเราตอนเด็ก ๆ และยอดเถามือเบส และมาเริ่มซ้อมกันในช่วงปี 2000 ซึ่งช่วงนั้นก็เริ่มรู้สึกดี และคิดว่าวงร็อคต้องเขียนเพลงเอง ไม่ใช่เหมือนศิลปินโซโล่ สุกี้ก็เขียนได้ในระดับหนึ่ง ยอดก็ไม่ได้เขียน คณินก็ไม่ได้เขียน ดังนั้นน้อยจึงเริ่มลองเขียนเพลง และอยากรู้ว่าจะยากตรงไหน น้อยจึงเริ่มคิดถึงเมโลดี้  ทำนอง ก็คิดทำนองได้ อัดเทป สุกี้ก็เอาไปเรคคอร์ด และก็คิดไลน์ดนตรี เริ่มสนุก เริ่มค้นหาตัวเองในการทำเพลง  

“ตอนนั้นก็เริ่มซ้อมในห้องซ้อม น้อยเริ่มมองว่าร่างกายคือเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง การเต้นก็เริ่มมาแล้ว แต่ไม่ได้เรียนบัลเล่ห์เหมือนสิ่งที่ทุกคนคิด น้อยก็เริ่มศึกษาเอง ดูวีดิโอของนักเต้นที่เก่ง ๆ ดูไมเคิลแจ็คสัน ดูนักเต้นบัลเล่ดูบรูซ ลี ดูว่า เค้าเคลื่อนไหวกันอย่างไร จึงเริ่มผสมผสานจนมาเป็นเรา การเต้นจึงมาจากตรงนั้น แต่การร้องก็สำคัญ อยากร้องเก่งกว่านี้ และพยายามพัฒนาให้ดีที่สุด แต่ตอนนี้ก็เริ่มเป็นปัญหา คือน้อยจะอายุ 50 ปีในไม่ช้านี้ สมัยก่อนน้อยสามารถเต้นแล้วก็ร้อง 20 เพลง แต่เดี๋ยวนี้เหมือนเฉินหลง เหมือนว่าฉากแอคชั่นมันไม่เหมือนสมัยก่อน  น้อยก็รู้สึกว่า จะเต้นอย่างไร บางทีคอนเสิร์ตคนดูก็อยากดูน้อยเต้น ซึ่งถ้าผม เต้นเยอะผมจะร้องเพี้ยน เพราะผมไม่ไหว เหมือนนักบอล แต่บางคนก็บอกว่า พี่จะร้องเพี้ยนไม่เป็นไร แต่หนูอยากดูพี่เต้น ถ้าเป็นนักบอล น้อยก็คิดว่า ตัวเองเหมือนนักบอล เช่น ไรอัน กิ๊กส์ วิ่งเร็ว ตอนนี้ก็เริ่มเป็นมิดฟิลด์ เจอราร์ดก็เริ่มรู้ว่าจะต้องทำอย่างไร น้อยก็ต้องรู้ว่าจะต้องอย่างไร ต้องฉลาดขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มมาค้นหาตัวเองใหม่ในการทำพรูแต่เริ่มเลทในชีวิตเหมือนกัน เมื่ออายุ 31 ปี” 

Everything  
“ผมรู้สึกโชคดีมากที่เกิดมาในยุคนั้น ยุค 90 หรือยุค 2000 เป็นช่วงที่สุดยอดจริง ๆ  มันเหมือนจะเปรียบเทียบกับเมืองนอกที่ว่าเป็นยุคเพลงที่เจ๋งสุดในยุค 60-70  พอยุค 80 มันจะเป็นป๊อบแล้วน้อยรู้สึกโชคดีมากที่เกิดมาในยุคนั้นของเพลงไทย เพราะศิลปินหลายคนไม่ใช่แค่นักร้อง แต่คนไทยหลายคน เด็กมหาวิทยาลัยเริ่มอยากค้นหาตัวเอง และนั่นเป็นสาเหตุที่เพลงอินดี้สามารถกลายเป็นกระแสหลักได้  ซึ่งสมัยนี้มันครอสโอเว่อร์ไม่ได้แล้ว มันยากมาก เมื่อก่อนอัลบั้มคือนิทาน การที่ฟัง 10 เพลง ตั้งแต่ต้นจนจบ ก็เหมือนศิลปินกำลังเล่านิทานได้มากขึ้น คนเปิดอกเปิดใจ  และเราก็ทราบอยู่แล้ว ยุคอินเตอร์เน็ต คนสมาธิสั้น คนไม่อยากมานั่งฟัง แปบเดียว เค้าก็ไปทำอย่างอื่นแล้ว  

“เพลงที่น้อยคิดว่าเพราะ ก็ได้คุยกับบอยกับสุกี้ว่าเพลงนี้เพราะ สำหรับเรามันเพราะ แต่สำหรับเด็กรุ่นใหม่มันคงไม่เพราะสำหรับเค้านะ คงเหมือนกับเด็กสมัยนี้ที่จะมองว่าเพลงร็อคอัลเทอร์เนทีฟเพราะตรงไหน พวกนี้มันก็เป็นเวลานะ ครับเราก็ต้องยอมรับ และเราก็ต้องดีใจว่าเรามีช่วงเวลานั้นของเราที่ทุกอย่างลงตัวอย่างครบวงจร 

“ความรู้สึกที่ได้จับเทป และการได้ออกเทป ศิลปินกับคำว่าได้ออกเทป ในยุคนั้นมันรู้สึกยิ่งใหญ่ ต่างจากตอนนี้ศิลปินนั้นอยู่ยาก ขายเพลงก็ขายไม่ได้น้อยกลับมาทำเพลง น้อยรู้แล้วว่ามันยากแค่ไหน โดยเฉพาะเพลงที่จะทำให้คนรู้จักทั่วประเทศมันจะยากมาก 

“เทปอยู่ในมือวันแรกมันไม่ต่างกับนักธุรกิจหรือใครที่สร้างตึก ที่สามารถจับต้องได้ และรู้สึกภูมิใจกับมัน มันเริ่มตั้งแต่การทำอาร์ตเวิร์คปก ภาพสามารถเล่าเรื่องได้ พอเล่าเสร็จก็เป็นหนังสือขึ้นมาประกอบกับเทป เทปอัลบั้มเราก็เป็นหนังสือเล่มหนึ่ง และเป็นจิตวิญญาณของเราจริง ๆ มันเหมือนรูปของเราที่เราเขียนและผลิตขึ้นมา ซึ่งทุกอย่างมันมาจากหัวเรา เสร็จแล้วก็เข้าห้องอัด เพลงก็กลายเป็นจริง ลงบันทึกในเทปพร้อมกับปก นี่แหล่ะคือฉันนี่แหล่ะคือเรา 

“ในทุกวันนี้ทุกอย่างกลายเป็นอากาศหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจากแผ่นเสียงแล้ว ก็กลายเป็นคาสเซ็ทเทป กลายเป็นซีดี เครื่องเล่นซีดี ตอนนี้เครื่องก็ไม่มีแล้วผมอิจฉาคนญี่ปุ่นมากเลยที่เค้ายังรักสิ่งเหล่านี้ วัฒนธรรมญี่ปุ่น การที่เค้าชอบแพ็คเกจจิ้ง  อาหารหรือทุกอย่างยังเป็นประเทศเดียวที่ยังมี Tower Record คนยังอยากไปซื้อ ในทวีปเอเชียเราว่าเค้าเป็นศิลปินที่สุดแล้ว รักในศิลปะจริง ๆ” 
 

Solo Artist 
“แม้แต่ที่ผมทำโรงแรมแต่ผมก็ยังเขียนเพลงเข้าห้องอัดไปเรื่อย ๆ อัลบั้มเดี่ยวนี้ ใช้เวลาทำเกือบ 10 ปี จริง ๆ ทุกอย่างมันเสร็จมานานแล้วครับประมาณปีครึ่ง มีทั้งหมด 12 เพลง แต่ทยอยปล่อยทีละซิงเกิ้ลแต่จริง ๆ คนเราก็เดาไม่ออกว่าจะทำอะไรให้สำเร็จ บางคนก็บอกปล่อยออกมาหมดทีเดียวเลย 12 เพลง ซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ปล่อยมา 4 เพลงแล้ว เลยตัดสินใจว่าปล่อย 12 เพลงเลยดีกว่า แล้วก็จะปล่อยในสตีมมิ่งก่อนค่อยตามมาด้วยซีดี สำหรับคนที่อยากจับต้องได้  

“อัลบั้มนี้ชื่อว่า นี่แหละชีวิต All my Life มันมีเพลงชื่อว่านี่แหละชีวิตแต่ว่าไม่ได้ใช้ชื่ออัลบั้มเพราะเพลงนั้น เพราะว่าในการทำอัลบั้มเกือบสิบปี เราได้เห็น หลายสิ่งหลายอย่างแล้วเริ่มเติบโตขึ้นไปเรื่อย ๆ เพลงชีวิตมันก็เยอะ เพลงรักก็มีอยู่แล้ว แต่หวังว่าเพลงมันจะ Inspire ผู้คนได้ ผมสังเกตว่ามีเพลงนึงชื่อว่าประเทศไทย ซึ่งคนเรายังติดอยู่การเมือง การแตกแยกอะไรแบบนี้บางทีมันไม่มีที่ Story Inspire ที่ทำให้คนคิดได้ ตอนนี้มีพี่ตูนที่วิ่ง เด็กในถ้ำ ที่ทำให้รู้สึกดี แต่มันไม่ค่อยมี เราก็อยากหวังว่าจะ Inspire ใครสักคนหนึ่งได้ โดยเฉพาะคนที่ล้มจริง ๆ ทั้งเรื่องของความรักหรือเรื่องอื่น ๆ อัลบั้มนี้จึงเป็น นี่แหละชีวิตสำหรับน้อย ออกอัลบั้มกับค่าย Love Is ซึ่งบอย โกสิยพงษ์ เป็นคนช่วยเขียนเนื้อตั้งแต่สมัย  พรู ซึ่งน้อยเขียนเนื้อไทยไม่ได้ 

“การที่มีแฟนเพจเราต้องมาเรียนรู้เหมือนที่มีคนเข้ามาดูหลายคน ซึ่งมีคนบอกว่าถ้าอยากกลับมาในยุคนี้ต้องมีแฟนเพจ เราก็โอเค เริ่มชินในระดับหนึ่ง ทางค่ายก็ช่วยหลายอย่างซึ่งน้อยก็คงทำเองคนเดียวไม่ได้” 

It’s not The End  
“ผมเป็นพ่อที่ไม่ดุนะ แต่เลี้ยงเหมือนกับพ่อน้อยคือไม่ได้ให้เห็นว่าทุกอย่าง มาง่ายบางทีก็ต้องดุ แต่ว่าพ่อแม่ทุกคนคนสมัยนี้ต้องเผชิญหน้ากับโลกอินเตอร์เน็ตโลกของเกม ซึ่งไม่เหมือนสมัยเราที่ต้องออกไปเล่นฟุตบอล เราก็พยายามอย่าให้เขาไปอินกับตรงนั้นมากไป จะดุเรื่องการเล่นเกมมากว่าอย่างเราบอกให้ลูกวางลง ไปบอกปิดตอนนี้ทันทีก็ไม่ดี แต่เราจะบอกว่าเหลืออีกกี่นาที แต่ถ้าเขาก็ยังไม่เลิก เราก็จะบอกโอเคพ่อจะให้โอกาสอีกสองนาทีไม่อย่างนั้นพ่อจะโมโห เราก็ไว้ใจให้เขาปิดเครื่องเองแต่ว่าถ้าเขาไม่ฟัง เราจะยึดเครื่องแล้วทีนี้ กลายเป็นตำรวจที่มีกฎเกณฑ์ทุกอย่างมีขั้นตอน 

“ความสุขของน้อยเหรอ น้อยก็เป็นคนที่คิดมาก ตอนที่สัมภาษณ์ก็ไม่เป็นแบบนี้ คือยิ้ม แต่เวลาอยู่คนเดียวค่อนข้างจะคิดในแง่ลบบ่อยจะพยายามทำในแง่บวก ให้ดีขึ้น แฟนก็บอกทำไมไม่แฮปปี้กว่านี้ ความสุขก็แค่การที่ได้ทำสิ่งใหม่ ๆ เรื่อย ๆ  น้อยคนนะที่ได้ทำสิ่งใหม่ ๆ เรื่อย ๆ บางคนก็ต้องขับรถเมล์ทุกวัน ทำงานเดิม ๆ ทุกวัน ถ้าอัลบั้มมันไม่เวิร์คอย่างน้อยเราก็ได้ออกเพลงใหม่เรื่อย ๆ เราก็สนุกกับมัน  เพราะส่วนมากหลายคนไม่มีโอกาสตรงนี้เหมือนหลายเพลงที่น้อยเขียนมา ส่วนมาก คนเราจะไม่ได้อยู่กับความฝันที่เป็นจริง” 

Text : Aumlove  

Photo : Natchanun Chotiphon

Back Issue