MISSION OF HONOR - วิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล

interview

สู้ด้วยสองมือเปล่าสู่ธุรกิจพันล้าน
การสร้างแบรนด์สักแบรนด์ให้ติดตลาดไม่ใช่เรื่องง่าย แถมยิ่งทำให้คนรู้จักในระดับประเทศอย่างรวดเร็วยิ่งยากเข้าไปใหญ่ WARRIX คือแบรนด์ชุดกีฬาน้องใหม่ของไทย ที่สร้างปรากฏการณ์จนทุกคนยอมรับในคุณภาพและชื่อเสียงในเวลาเพียงไม่กี่ปี กลายเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของเมืองไทยโดยเฉพาะคนรักฟุตบอลไทยในปัจจุบัน และความสำเร็จเหล่านี้เกิดจากฝีมือของคุณวิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล ชายผู้มุมานะ อดทน เพียรพยายาม สู้จาก SME ที่เริ่มด้วยจักรเย็บผ้าเพียง 3 คัน จนกลายเป็นนักธุรกิจพันล้านในวันนี้

ธุรกิจสิ่งทอ Sunset to Sunrise
แบรนด์ WARRIX จริง ๆ เกิดจากการช่วยคนครับ เพราะก่อนหน้านี้ผมทำธุรกิจสิ่งทอเป็นพวกชุดนักเรียน ชุดยูนิฟอร์มบริษัทต่าง ๆ คือมีเพื่อนที่เขาทำธุรกิจชุดกีฬาอยู่แล้วเกิดมีปัญหา จึงมาขอความช่วยเหลือซึ่งผมก็ช่วยในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่สุดท้ายเขากับเราวิธีการไม่ตรงกัน ก็เลยต้องยุติกันไป แต่ผมก็ได้นำแรงบันดาลใจที่รู้สึกสนุกที่ได้ทำแบรนด์ชุดกีฬา นำมาทำต่อเป็นแบรนด์ของตนเอง คำว่า Warrix ตัวอักษรแรกทำมาจากนามสกุลของผมคือ W แล้วด้วยประสบการณ์ชีวิตของผมที่เป็นคนสู้ชีวิต ครีเอทีฟน้อง ๆ ในบริษัทก็เลยเปรียบให้เป็นเหมือนนักรบ Warrior แต่ตัดทอนมาจนได้คำว่า Warrix ซึ่งหมายถึงนักสู้นั่นแหละครับ คือเป็นคำที่คิดขึ้นมาใหมโดยนำตัวตนของผมมาสร้างเป็นแบรนด์ครับ ปีนี้แบรนด์ Warrix ก็ย่างเข้าสู่ปีที่ 5 แล้วครับ

“เดิมทีอุตสาหกรรมสิ่งทอจะโดนคนปรามาสไว้ว่าเป็นอุตสาหกรรม Sunset คืออุตสาหกรรมที่ไม่มีอนาคต ต้องเล่าย้อนไปถึงตอนที่ผมเรียนจบจากคณะพาณิชยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผมได้เริ่มงานที่แรกในบริษัทเครือซีเมนต์ไทย เป็นนักการตลาดในการจำหน่ายอุปกรณ์ก่อสร้าง จากนั้นก็ได้ไปทำงานในหน้าที่นำเข้าและส่งออกในเครือนันยาง ทำให้เรามองเห็นตลาดของอุตสาหกรรมสิ่งทอ ผมมองว่าในบ้านเราอุตสาหกรรมสิ่งทอนั้นเป็นทาสทางเศรษฐกิจ รวมถึงอุตสาหกรรมหลายอย่างที่เรามักรับจ้างผลิตเท่านั้น และไม่มีแบรนด์เป็นของตนเอง คือแบรนด์ไทยในตลาดโลกนั้นน้อยมาก ๆ ครับ ทั้ง ๆ ที่คนไทยสามารถผลิตสินค้าคุณภาพดี ๆ เกรดเอ ส่งออกไปให้ชาวโลกได้ใช้ แต่คนไทยเองกลับไม่ได้ใช้ หรือไม่ก็ไปซื้อของแบรนด์เนมกลับมาใช้ในราคาแพง ทั้ง ๆ ที่ผลิตและใช้วัตถุดิบในประเทศไทย เราต้องไปเสียค่ามาร์เก็ตติ้ง ค่าแบรนดิ้งให้กับต่างประเทศอีกหลายเท่า ผมเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าทาสทางเศรษฐกิจ เป็นทั้งผู้รับจ้าง เป็นทั้งผู้ที่สูญเสียมูลค่าเพิ่ม ผมเลยคิดว่าธุรกิจสิ่งทอนั้นยังไม่ได้เป็นSunset แต่สิ่งทอในรูปแบบใหม่ที่ผมคิดคือการสร้างแบรนด์ ในทุกมิติจึงมีโอกาสทั้งหมด นี่คือโอกาสของผม จึงเป็นที่มาของการสร้างแบรนด์ Warrix ซึ่งเป็นเสื้อผ้ากีฬาของไทยขึ้นมาครับ”

WARRIX
แบรนด์นักสู้ของเมืองไทย“วันนี้ผมสร้างแบรนด์เล็ก ๆ ของเรา และเริ่มล่าอาณานิคม คือเริ่มส่งไปจ้างให้ประเทศเพื่อนบ้านของเราเป็นผู้ผลิตให้ เช่น เวียดนาม จีน กัมพูชา ซึ่งมีต้นทุนแรงงานที่ถูกกว่าบ้านเรา หรือแม้แต่จ้างผู้ผลิตในประเทศญี่ปุ่นก็ตาม คงไม่มีใครคิดแน่ ๆ ครับ ว่าแบรนด์ไทยจะไปผลิตที่ญี่ปุ่น และนำกลับมาให้คนไทยใช้ในราคาที่เหมาะสม ไม่ต้องสูญเสียมูลค่าเพิ่มทางการตลาด ไม่ให้เงินรั่วไหลออกนอกประเทศ

“สำหรับธุรกิจในปัจจุบันและเพื่อเดินหน้าไปในอนาคต การสร้างแบรนด์เป็นสิ่งที่สำคัญมากครับ ผมว่าแบรนดิ้งเป็นไลฟ์สไตล์ เป็นตัวตนของแต่ละคน เป็นศิลปะ เป็นวิทยาศาสตร์อย่างหนึ่ง และด้านสถิติควบคู่กันไป แบรนดิ้งเป็นตัวตนของเจ้าของแบรนด์อย่างนึง สร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้คนได้รับรู้ อยู่ที่เราว่าจะสร้างมันอย่างไรครับ”

“เป้าหมายของ Warrix นั้นผมต้องการให้คนมองเห็นว่าเราไม่ได้มุ่งเน้นขายสินค้าที่แสวงหากำไรเพียงอย่างเดียว พยายามสื่อสารให้คนเห็นว่าเป็นแบรนด์ของนักรบและนักสู้ สื่อถึงความมีเกียรติ การเป็นนักกีฬานั้นไม่ต่างจากการใช้ชีวิตจริง นั่นคือต้องมีความมุมานะ ต้องเป็นสุภาพบุรุษ ซึ่งผมก็สอนพรีเซ็นเตอร์ของผมเช่นกันว่า คำว่า สุภาพบุรุษ กับ ลูกผู้ชาย นั้นต่างกันมาก เขาต้องแยกแยะคำว่าลูกผู้ชายกับสุภาพบุรุษให้ออก สื่อสารความเป็นแบรนด์ที่ไม่ยอมแพ้ มีเกียรติ อาจจะแพ้แต่ก็มีศักดิ์ศรี มีนํ้าใจนักกีฬา ไม่เป็นอันธพาลทั้งในและนอกสนาม ให้เกียรติผู้หญิง การให้เกียรติคู่ค้า ให้เกียรติผู้บริโภค

“ผมมองเรื่องพวกนี้ว่าเหมือนการตีปิงปอง ถ้าเราให้เกียรติใครไป เขาก็จะให้เกียรติเรากลับมาเช่นกัน ไม่ใช่การยกย่องตัวเอง แต่เป็นการให้เกียรติกัน ทุกอย่างล้วนเป็นการสร้างแบรนด์ทั้งหมด ไม่ว่าจะคาแรคเตอร์ พรีเซ็นเตอร์ การสื่อสารกับลูกค้า หรือแม้แต่ตัวตนของผมเองที่มีความมุมานะ ไม่ยอมแพ้ และไม่ขี้โกงใครครับ

SME ก้าวแรกสู่สนามการลงทุน
“ชีวิตตอนเป็นพนักงานกินเงินเดือน ผมก็ทำเสมือนเป็นหนึ่งในเจ้าของ เพราะเรารักเราหวงแหน เราทุ่มเทและทำงานหนักเพื่อองค์กร พอมาทำธุรกิจเองผมก็ทำงานหนักไม่ต่างจากพนักงานคนอื่น ๆ เมื่อครั้งออกจากงานประจำมาผมลงทุนไปกับจักรเย็บผ้า 3 คัน ตอนนั้นมีคนปรามาสผมมากมายว่าอายุ 28 ปี มาซื้อจักรเย็บผ้า 3 คัน แล้วคิดจะสร้างตัว มันเป็นไปไม่ได้ ไม่เหมือนยุคเจ้าสัว เมื่อ 50-60 ปีที่แล้วนะ เสื่อผืนหมอนใบไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ผมกลับมองว่าทุกวิกฤติมีโอกาส ช่วงที่ผมทำงานเป็นพนักงานบริษัท เรามียอดขายที่ต้องรับภาระอยู่ปีละหลายร้อยล้าน ออเดอร์เล็ก ๆ หลายครั้งผมต้องปฏิเสธเพราะยอดผลิตไม่ถึงเป้า แม้ลูกค้าจะยอมจ่ายแพงก็ตาม

“แต่พอผมเริ่มทำธุรกิจ SME ทุนเราก็มีไม่มาก ก็ต้องเริ่มจากออเดอร์เล็ก ๆ ทำให้พบว่ามีช่องว่างทางการตลาดมากมายเลยที่ผมเคยมองข้าม ผมก็เก็บข้อมูลและตอบสนองตรงนั้น อย่างเช่น ลูกค้าต้องการผลิตจำนวนน้อย แต่ของต้องคุณภาพดี และต้องการของเร็ว ๆ ซึ่งโรงงานส่งออกไม่สามารถทำให้ได้ เพราะเขาต้องการออเดอร์เยอะ ๆ ผลิตจำนวนมาก และต้องใช้เวลาในการวางแผนและผลิตอย่างน้อย 90-180 วัน ทำให้ลูกค้าที่ต้องการเอาของภายใน 15-30 วัน โรงงานใหญ่ไม่สามารถทำให้ได้ ลูกค้าขอของคุณภาพดี ๆ ก็ออเดอร์ไม่ได้ เพราะจำนวนน้อยต้องไปพ่วงกับรายที่มีการผลิตก่อนหน้า ทำให้เลือกวัตถุดิบเองไม่ได้ นี่คือช่องว่างทางการตลาดที่ผมเก็บมาคิดเสมอจนกระทั่งมาทำธุรกิจเอง

“ทำให้ผมมองกลุ่มเป้าหมายเป็น Niche Market ช่องว่างนี้ผมนำมาใช้กับแบรนด์ Warrix ด้วย เพราะวงการเสื้อผ้ากีฬาในเมืองไทยก็มีช่องว่างเหล่านี้ด้วย ทำให้แบรนด์ของเราแทรกขึ้นมาได้ เรตปกติของแบรนด์กีฬาไทยจะอยู่ที่ราคาตัวละร้อยกว่าบาทไปจนตํ่ากว่าร้อยก็มี วิธีการทางการตลาดก็จะมุ่งเน้นในแบบนึง ขณะที่แบรนด์ดังระดับโลกก็มีบริบทอีกแบบนึง ราคาก็ห่างกันเป็นสิบถึงยี่สิบเท่า ผมคิดว่ามันมีช่องว่างที่กว้างมาก ทั้งที่ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตของเหล่านี้ส่งให้กับแบรนด์ชื่อดังระดับโลกหลายแบรนด์ผมทำหน้าที่เติมช่องว่างทางราคา คุณภาพ ให้ตอบโจทย์คนไทย ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ทำให้ Warrix เกิดขึ้นได้จากความต้องการของตลาด”

มุ่งมั่นชัดเจน เพียรพยายาม และเรียนรู้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง
“วันที่ผมตัดสินใจลาออกจากการเป็นพนักงานบริษัท ผมเป็นเด็กอายุ 28 ที่มีรายได้ประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี ไม่มีใครเห็นด้วยกับการตัดสินใจในครั้งนั้น แต่ผมเลือกที่จะเดินตามความฝัน ผมเป็นลูกของนักธุรกิจ คุณพ่อมีฐานะดีมาก จนตอนช่วงอายุ 14 คุณพ่อบอกกับผมว่าทรัพย์สินของครอบครัวเราหมดแล้วนะ ผมประหลาดใจกับความพลิกผันที่เกิดขึ้น วันที่ต้องเก็บของออกจากบ้าน ผมเก็บบทเรียนในวันนั้นมาเป็นข้อควรระวังในชีวิตว่าไม่มีอะไรไม่ผิดพลาดหากเราใช้ชีวิตโดยขาดความระมัดระวัง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนผมอายุ 14 ทำให้ตัดสินใจว่าก่อนอายุ 30 ผมต้องประสบความสำเร็จให้ได้มากกว่าความสำเร็จของพ่อ

“ผมยึดหลักใฝ่ดี คิดดี ทำดี ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข เป็นหลักในการประกอบธุรกิจควบคู่ไปกับฝันของผม และอายุ 30 ผมก็ทำตามฝันได้จริง ๆ ผมลาออกจากการเป็นพนักงานบริษัท ตอนอายุ 28 ผมใช้เวลา 2 ปีสร้างสิ่งต่าง ๆ ให้ประสบความสำเร็จได้มากกว่าตอนที่คุณพ่อของผมทำได้ และปลอดหนี้ ผมอยู่ในจุดที่พอใจแล้ว คือการมีพอดีในสิ่งที่ควรมี มีพอที่จะสามารถเลี้ยงดูคนในครอบครัวให้มีชีวิตที่ดี อยู่ดีกินดี มีการศึกษาที่ดี ความพอใจที่เกิดขึ้นมันทำให้ผมสนุกกับงานที่ทำ แม้ว่าจะเต็มไปด้วยภาระหน้าที่ก็ตาม เราได้สร้างสิ่งที่ดีให้กับลูกค้าของเรา ซึ่งมันมากกว่าเรื่องของกำไรของเงินที่ได้ เราได้สร้างสิ่งดี ๆ ให้กับคู่ค้าเรา พันธมิตรของเรา สังคมของเรา สิ่งดี ๆ เหล่านั้นอาจไม่ได้กลับมาเป็นเงิน แค่ผมภูมิใจที่ได้สร้างสิ่งดี ๆ ออกมาให้คนไทยหรือคนทั่วโลกได้เห็นว่าการตลาดบางอย่างไม่ใช่วัดที่ตัวเงิน แต่มันวัดที่คุณค่าทางสังคม วัดคุณค่าทางสติปัญญา และมันจรรโลงสังคมด้วย

“ต้องบอกก่อนว่าสมัยที่ผมเป็นพนักงานบริษัท ผมมักทำเกินหน้าที่อยู่เสมอ ผมเป็นพนักงานฝ่ายขาย แต่ชอบไปคลุกคลีและสนุกอยู่กับฝ่ายวิจัยพัฒนา ฝ่ายดีไซน์เนอร์ ฝ่ายพัฒนาเส้นด้าย มันทำให้ผมสนุกกับการเห็นนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ถูกสร้างขึ้น พัฒนาขึ้น แล้วนำเอาไปใช้ โดยผมเป็นคนแรก ๆ ที่นำนวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้ เพราะผมคิดว่าถ้ามันดีกับเราก็น่าจะดีกับคนอื่นด้วย

“อย่างจีวรกันยุงเริ่มมาจากการที่ผมไม่อยากให้ลูกสาวถูกยุงกัดจนป่วยเข้าโรงพยาบาล มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมกับลูกสาวไปเที่ยวด้วยกันที่เกาะแห่งหนึ่ง แล้วถูกยุงกัดจนป่วยต้องกลับกรุงเทพด่วนเพื่อเข้าโรงพยาบาล ตอนนั้นก็คิดว่าทำไมเราไม่ทำสินค้าเครื่องนุ่มห่มที่กันยุง โดยเคลือบสารที่ไม่เป็นอันตรายต่อผิว จึงเริ่มลงทุนทำการวิจัยโดยนำเอาสมุนไพรที่อยู่ในต้มยำกุ้งมาอยู่บนสิ่งทอ จึงเกิดเป็นเครื่องนุ่งห่มกันยุง กลายเป็นสินค้าที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในบ้านเรา วันนี้ผมสนุกกับการทำเสื้อผ้ากีฬา ผมสนุกกับการนำเอาคุณสมบัติของเสื้อผ้ากีฬามาปรับใช้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เราใช้เอง เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับตัวเราเองและคนที่ซื้อไปใส่”

ดีลแห่งความสำเร็จ กับสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย
“พอมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสมาคมฟุตบอล ผมรู้สึกว่าโอกาสแบบนี้คงเกิดขึ้นยาก ผมไม่ได้มองการเปลี่ยนแปลงของกีฬาฟุตบอลในแง่ของการตลาด แต่ผมมองว่าถ้ากีฬาฟุตบอลเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีมันน่าจะช่วยลดปัญหาของสังคมและเพิ่มโอกาสให้กับสังคมได้อีกมากมาย ผมมองว่าตัวเองเป็นนักคว้าโอกาสแม้ว่าโอกาสนั้นจะทำให้ผมผิดพลาดหลายครั้งแต่ผมก็คว้าโอกาสและประสบความสำเร็จได้หลายครั้งเหมือนกัน โอกาสแบบนี้เมื่อเกิดขึ้นผมจึงพยายามอย่างเต็มที่ โดยการทำการบ้านอย่างเต็มที่ว่ารุ่นพี่ที่เขาเคยทำ ทำอะไรไว้บ้าง เราจะทำให้มันแตกต่างอย่างไร ทำอย่างไรให้มันดีมากกว่าเดิม

“ตัวเลข 100 ล้านบาทต่อปี 4 ปี 400 ล้านบาท เป็นตัวเลขเดิมพันที่สูงมากสำหรับเรา เพราะไม่มีใครคิดว่าจะมีแบรนด์คนไทยที่กล้าใส่ตัวเลขไปเยอะมากมายขนาดนี้ แล้วตัวเลขพวกนี้จะกลับคืนสู่วงการฟุตบอลไทย ตัวเลขนี้มาจากความโปร่งใส่ ไม่มีคอรัปชั่น ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เราพยายามทำให้ดีที่สุดตามแผนการที่ได้วางเอาไว้ เราพิสูจน์แล้วว่าปีแรกที่ทำสัญญาเราเติบโตจาก 181 ล้านบาทมาเป็น 564 ล้านบาท และก็เติบโตอย่างต่อเนื่อง

“เราพิสูจน์แล้วว่าการเข้ามาทำงานกับฟุตบอลทีมชาติเราไม่ได้เข้ามาเพื่อทำกำไร แต่เข้ามาเพื่อเติบโตไปพร้อมกันกับทีมชาติ เพราะยอดขายของฟุตบอลทีมชาติก็เติบโตขึ้นด้วย แฟนบอลก็มีความสุขเพราะได้ซื้อเสื้อผ้าที่มีคุณภาพดีในราคาที่ไม่แพง เสื้อที่นักฟุตบอลใส่เราได้นักวิจัยระดับโลกเข้ามาช่วยทำให้นักฟุตบอลไทยได้ใส่เสื้อที่มีคุณภาพเหมือนนักฟุตบอลยุโรป สิ่งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับวงการฟุตบอลไทย ปีนี้เสื้อฟุตบอลไทยสามารถใส่ได้ 2 ด้านในราคา 990 ถ้าเป็นเสื้อฟุตบอลต่างประเทศตกตัวละ 2,000-3,000 บาท โดยที่เสื้อมีคุณภาพใกล้เคียงกัน ทำให้เม็ดเงินกลับไปสู่วงการฟุตบอล สมาคมฟุตบอลไทย เราเห็นนักฟุตบอลมีรายได้เพิ่มขึ้น เราเห็นครอบครัวพากันไปดูฟุตบอลในช่วงวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ เห็นการใช้เวลาว่างระหว่างครอบครัว เห็นเยาวชนใช้เวลาว่างไปกับการเตะฟุตบอลแทนการยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่จรรโลงสังคมในแง่ของกีฬาและสุขภาพ เป็นภารกิจที่มีเกียรติ

“ผมคิดว่าฟุตบอลคือความเท่าเทียม คนจะรวยจะจนเมื่อมาเชียร์ฟุตบอล ใส่เสื้อฟุตบอลไทยเหมือนกัน มานั่งเชียร์บอลเหมือนกัน มันไม่มีเรื่องของความเลื่อมลํ้าเข้ามา ไม่มีการแบ่งแยกว่าคนนี้เป็นเศรษฐี คนนี้เป็นแม่ค้า ทุกคนเชียร์ฟุตบอลไทยเหมือนกัน นี่เป็นความสวยงามของธุรกิจในวงการฟุตบอล และนี่คือแคมเปญของเรา”

"การสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง ให้กับสังคมโดยใช้ปัญญาผมคิดว่ามันมีค่ามากกว่าการเอาเงินไปสร้างแล้วก็หมดไป"

เส้นทางชีวิตลิขิตเอง
“ผมเติบโตมาในครอบครัวของพ่อค้าคนจีน มีวัฒนธรรมภายในบ้านไปทางคนไทยเชื้อสายจีน มีน้องสาว 2 คน ครอบครัวผมสมัยรุ่นคุณปู่คุณตาไม่ได้รํ่ารวย เริ่มต้นที่ความสำเร็จของคุณพ่อ ผมเองก็เริ่มต้นจากจุดนั้นเหมือนกัน คือผมต้องเจอสิ่งที่หนักในชีวิต เผชิญกับการต่อสู้ในชีวิตตั้งแต่เด็ก ทำให้ผมมีชีวิตที่แข็งแรงกว่าเด็กคนอื่น เวลาผมเจอปัญหาผมจะมองมันเป็นบทเรียนบทหนึ่ง และเรามีหน้าที่ผ่านปัญหานั้นไปให้ได้ ปัญหาไม่ได้ทำให้เราท้อ วันไหนที่เหนื่อยผมเรียนรู้ที่จะสอนตัวเองให้ยืนขึ้นในวันรุ่งขึ้น ผมมองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมันสร้างเรา ปัญหาไม่ได้ทำลายเรา คนที่ไม่ได้ทำอะไรเลย คนที่ขี้เกียจ หรือคนที่ทำน้อยมักไม่เจอกับปัญหา เมื่อเราทำเยอะเราจะเจอปัญหาเยอะ ล้มเหลวเยอะ แต่เราจะมีโอกาสประสบความสำเร็จมากกว่าคนอื่น

“ผมเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนมาตั้งแต่ ป.1 จนถึง ม. 5 ผมเป็นที่หนึ่งของห้องมาตลอด ผมเป็นคริสเตียน โรงเรียนสอนวิชาการและความเป็นคนให้กับผม สอนจริยธรรม สอนหลักคิด สอนภาวะผู้นำ ทำให้ผมเป็นผมในวันนี้ ผมเรียนคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอดทางตั้งแต่มัธยมผมขอทุนเรียนมาตลอด ช่วงมหาวิทยาลัยผมก็สอนพิเศษ ส่งตัวเองเรียนเนื่องจากที่บ้านไม่มีทุน เป็นสิ่งที่เราเอาวิชาความรู้มาแปลงเป็นทุน ช่วงมัธยมผมชอบถ่ายรูป ผมล้างฟิลม์เอง อัดรูปเอง คุณครูให้ผมไปเป็นผู้ช่วยจนได้รับงานเอง ได้ถ่ายภาพงานศพ งานแต่ง งานรับปริญญา ได้งานละ 400 บาท ส่งตัวเองกับน้องสาวสองคนจนเรียนจบ พอทำธุรกิจผมคิดว่าผมได้ทุนความรู้ในวันนั้นมาทำธุรกิจ เพียงแต่ระดับของงานมันเปลี่ยนไป จากรายได้วันละ 400 บาท วันนี้ผมทำธุรกิจปีละ 1,000 ล้านบาท แม้จะต่างกัน แต่ผมก็ยังเป็นคนคนเดิม กินข้าวจานละ 40 บาทเหมือนเดิม ใช้ชีวิตแบบเดิมเหมือนกับทุกคน

“ในครอบครัวผมเป็นคุณพ่อที่โหดครั้งเดียว หมายความว่าสิ่งที่ผมถูกสอนมาในโบสถ์ว่าเลี้ยงลูกต้องตี ผมก็คิดว่าเมื่อถึงวัยที่ต้องตีก็ตี พอลูกเริ่มรู้ความ อายุสามขวบขึ้นไป ผมก็อบรมสั่งสอนลูกแบบดุ หลังจากอยู่ประถมปลาย ผมไม่เคยใช้ไม้เรียวกับเค้าอีกเลย เราคุยกันรู้เรื่อง ด้วยความเป็นพ่อที่มีลูกสาวสามคน อาจจะเลี้ยงลูกยากกว่าสมัยเราเด็ก ๆ ด้วยซํ้า เมื่อสมัยเราเด็กไม่ได้มีสภาพแวดล้อมสังคมแบบนี้ โดยเฉพาะลูกผู้หญิงอีก ผมคิดว่าก็ถ้าเราสอน ให้เค้าคิดเป็น ให้เค้าคิดดี ก็น่าจะปลอดภัยกับชีวิตเค้า คนโตตอนนี้อายุ13 ปี คนรองอายุ 11 ปี คนเล็ก 8 ปีครับ”

ความสุขใบกลม ๆ บนโลกสีขาว
“ผมต้องบอกว่าผมจับธุรกิจที่เกี่ยวกับฟุตบอล แต่ผมเตะฟุตบอลไม่เป็นนะ แล้วผมก็ไม่ได้เป็นแฟนบอลทีมใดทีมหนึ่งด้วย เพียงแต่ผมชอบในความเป็นฟุตบอล ผมชอบวิธีการบริหารสโมสรแบบมืออาชีพ ผมชอบการบริหารสโมสรและพัฒนาวงการฟุตบอลไปไกลอย่างบุรีรัมย์ อย่างเมืองทอง อย่างบางกอกกล๊าส ผมชอบการพัฒนาเยาวชนของชลบุรี ผมชอบวิธีการพัฒนากีฬาของจังหวัดอย่างสุพรรณบุรี ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เราชอบในแง่ของ Beauty of the game ถ้าเป็นฟุตบอลโลกผมเชียรเยอรมัน ชอบสไตล์การเล่น กรอบความคิดของคนเยอรมัน ตั้งแต่เด็กผมดูฟุตบอลโลกทุกครั้งผมก็จะใส่เสื้อทีมชาติเยอรมันแล้วก็เชียร์ทีมชาติเยอรมัน

“วันนี้ผมไปหุ้นในการซื้อ License Academy ของ Bayern Munich Academy มาพัฒนาเยาวชนไทยไม่ใช่เพราะว่าผมเป็นแฟนบอล Bayern Munich เป็นเพราะว่าผมเลือกเปรียบเทียบวิธีการสอนเยาวชน วิธีการสอนความคิด มันไม่ใช่แค่ฟุตบอลไปโยนลูกในสนามแต่เป็นกรอบความคิดชุดความคิดทั้งชุดเลยของเยาวชนเค้าคิดอย่างไร เค้าถึงเล่นแบบนั้น โค้ชเค้าคิดอย่างไร ผู้จัดการทีมคิดอะไร ฟุตบอลโลกผมจึงเชียร์ทีมชาติเยอรมันแต่เมื่อไหร่ทีมชาติไทยไปบอลโลกผมก็เชียร์ทีมชาติไทยครับในฐานะคนไทย

“ความสุขของผมจริง ๆ ทุกวันนี้เป็นความท้าทายที่ได้ทำงานในสิ่งที่ผมอยากทำ เป็นความท้าทายที่ไม่ได้วัดด้วยตัวเงิน ไม่ได้วัดด้วยธุรกิจแต่เป็นความสุขที่เมื่อเราได้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วผลลัพธ์มันมีมูลค่าทางใจ มีมูลค่าทางสังคม ผมถูกสอนให้ใช้คำว่าสร้าง เอา Wisdom ไปสร้าง Value for life ส่วนตัว ไปสร้าง Value for social ต่อสังคม การสร้างคุณค่าให้กับตัวเอง การให้กับสังคมโดยใช้ปัญญาผมคิดว่ามันมีค่ามากกว่าการเอาเงินไปสร้างแล้วก็หมดไป แต่ว่าเอาปัญญาไปสร้างจะอยู่ต่อนะครับ ผมให้ทุนการศึกษาเด็ก ผมไม่ได้แค่แบบให้แล้วก็จบไป ผมสร้างมูลนิธิหนึ่ง ชื่อมูลนิธิ ฉันรักประเทศไทย และผมก็ทำมูลนิธินี้โดยการอุปการะเด็กที่เค้าไม่เคยเห็นหน้าผมเลย ผมภูมิใจในเด็กทุก ๆ คนเลยครับ”

TEXT : Aumlove & Madpool
PHOTO : Nutchanun Chotiphan

Back Issue