Sneaker Lover

scoop

ในยุคนี้ SNEAKER คือไอเทมที่ขาดไม่ได้ในโลกแฟชั่น และเข้าได้กับทุกสไตล์การแต่งตัว ไม่ว่าจะแนว STREET FASHION ไปจนถึงใส่ไปงานปาร์ตี้ หรืองานที่เป็นทางการก็ตาม เมื่อก่อนรองเท้าผ้าใบ อาจถูกจำกัดอยู่ในโลกของกีฬา แต่ยุคนี้มันคือรองเท้าสุดฮิต หลายรุ่นกลายเป็นของสะสม หลายรุ่นกลายเป็นของหายากที่ทรงคุณค่า รองเท้าผ้าใบเหล่านี้ล้วนมีราคาที่แพงขึ้นตามความต้องการของกลุ่มคนนั้น ๆ หากคุณเป็น NIKE LOVER คุณอาจฝันใฝ่ว่าจะได้เป็นเจ้าของซีรี่ส์ THE TEN สักคู่ หรือถ้าเป็น CONVERSE แถมยิ่งเป็นสาวกวง NIRVANA แน่นอนว่าคุณต้องไม่พลาด JACK PURCELL MADE IN USA หรือถ้าคุณเป็นคนชื่นชอบการเล่นกีฬา รองเท้าผ้าใบหลายรุ่นไม่ว่าจะรองเท้าวิ่ง บาสเกตบอล สเก็ตบอร์ด เทนนิส ฯลฯ นอกจากคุณจะใส่เล่นกีฬาได้ตามต้องการแล้ว ยังสามารถใส่เที่ยวหรือใส่เท่อวดชาวบ้านได้ด้วย เอาเป็นว่าเอาใจคนรัก SNEAKER กันเต็มที่ เพราะเราขนทุกเรื่องที่ SNEAKER LOVER อยากอ่านมาไว้ที่นี่แล้ว

EVOLUTION OF SNEAKE
รองเท้าผ้าใบหรือรองเท้ากีฬา ที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ“Sneaker” หมายถึงรองเท้าที่มีพื้นรองเท้าที่ทำมาจากยาง หรือวัสดุสังเคราะห์คล้ายยาง โดยชื่อเรียกรองเท้าชนิดนี้มีรากศัพท์มาจากคำโบราณว่า “Snican” ใช้เรียกพวกขโมยย่องเบา ต่อมาในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 มีการผลิตรองเท้าที่มีพื้นเป็นยางออกมา เวลาเดินเสียงฝีเท้าจะเบากว่ารองเท้าที่มีพื้นจากวัสดุอื่น จนถูกเรียกกันติดปากว่า “Sneaks” ซึ่งมีความหมายคล้ายกัน คือ การด้อม ๆ มอง ๆ หรือการทำลับ ๆ ล่อ ๆ

ต่อมาในสหรัฐอเมริกาเริ่มใช้คำนี้กันแพร่หลายเมื่อพูดถึงรองเท้าเทนนิสที่มีพื้นเป็นยาง จนกลายเป็นคำว่า “Sneaker” ต่อมาจึงกลายเป็นคำที่ใช้เรียกรองเท้าผ้าใบที่ส่วนใหญ่มีพื้นเป็นยาง รวมถึงรองเท้าเทนนิส รองเท้าบาสเกตบอล และรองเท้าวิ่ง เป็นต้น

THE BIG 3 SNEAKER BRANDS
ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1900-1965 บริษัทผลิตรองเท้ารายใหญ่ในอเมริกา มีเพียงสองเจ้าคือ CONVERSE RUBBER และ US.Keds (Keds, Pro Keds) เป็นบริษัทที่ได้รับการกล่าวถึงว่า "ผลิตรองเท้าที่สามารถบ่งบอกถึงความเป็นอเมริกันชนได้ดีที่สุด" เพราะมีความทนทาน มีการออกแบบดีและราคาถูกจึงทำให้ได้รับความนิยมอย่างมาก ถึงขนาดที่ว่าเดินไปไหนก็จะต้องเห็นคนใส่รองเท้าสองยี่ห้อนี้ในชีวิตประจำวันจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของคนอเมริกันไปเลย แต่หลังจากนั้นรองเท้ายี่ห้ออื่น ๆ ก็ค่อย ๆ สร้างตำนานของตัวเองขึ้นมาทั้งแบรนด์ที่มาจากคนอเมริกันเอง และแบรนด์ที่มาจากคนชาติอื่น และนี่คือเรื่องราวอันเป็นตำนานของ Sneaker 3 แบรนด์ดังระดับโลก ที่ผู้ชื่นชอบและนักสะสมต้องรู้!

CONVERSE
บริษัทผลิตรองเท้า Converse Rubber Shoe Company ก่อตั้งในสหรัฐอเมริกา ปี ค.ศ. 1908 โดยชายวัยกลางคนที่ชื่อ Marquise Mills Converse จนในปี ค.ศ. 1915 บริษัทได้เริ่มผลิตรองเท้ากีฬาขึ้นมาเป็นครั้งแรก จุดม่งหมายคือเป็นรองเท้าเทนนิสแต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยม จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ Converse เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1917 เมื่อ Converse ได้ออกรองเท้ากีฬาตัวใหม่ซึ่งเป็นรองเท้าบาสเกตบอลที่มีชื่อว่า Converse All-Star

ปี ค.ศ. 1921 นักบาสเกตบอลชื่อดัง Charles H. “Chuck” Taylor ได้เข้ามาร่วมงานโดยเป็น Brand Ambassador กับรองเท้า Converse ไปแข่งบาสที่ไหนเขาจะใส่รองเท้าไปโปรโมตด้วย ทำให้รองเท้า Converse All-Star ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และเป็นที่รู้จักและนิยมในหมู่นักกีฬาบาสเก็ตบอลและวัยรุ่นในยุคนั้น Charles H. “Chuck” Taylor ทำงานให้กับ Converse มาโดยตลอดจนกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1969

ในปี ค.ศ. 1970 Converse ได้ซื้อลิขสิทธิ์รองเท้าจากบริษัท B.F. Goodrich ของแคนาดา และได้เริ่มผลิตรองเท้าอีกรุ่นหนึ่งที่โด่งดังไม่แพ้กับ Converse All-Star นั้นก็คือรองเท้า Converse Jack Purcellค.ศ. 1980-1990 เริ่มมีการหลั่งไหลเข้ามาของแบรนด์คู่แข่งไม่ว่าจะเป็น Puma, Adidas, Nike, Reebok ซึ่งแบรนด์ต่าง ๆ เหล่านี้มาพร้อมกับรองเท้าที่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัยยิ่งกว่า ทำให้รองเท้า Converse ถูกแชร์ส่วนแบ่งทางการตลาดไปอย่างมาก

ในที่สุดบริษัท Converse ต้องล้มละลายลงในวันที่ 22 มกราคม ค.ศ. 2001 ในเดือนเมษายนในปีเดียวกันบริษัทถูกซื้อโดย Mardsen Cason และ Bill Simon ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการรองเท้าแห่งหนึ่ง และต้องยุติสายการผลิตทั้งหมดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยได้ย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศในแถบเอเชียแทนเพื่อลดต้นทุนเกี่ยวกับค่าแรงในการผลิต

ในวันที่ 9 กรกฎาคม ค.ศ. 2003 Nike ได้เข้ามาซื้อกิจการทั้งหมดของ Converse ด้วยเงินจำนวนถึง 309 ล้านเหรียญสหรัฐ และปัจจุบันมีฐานการผลิตอยู่ในประเทศแถบเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น จีน ญี่ปุ่น เวียดนาม อินโดนีเซีย หรือแม้กระทั่งประเทศไทยเอง

Converse made in USA กลายเป็นตำนาน และเป็นของสะสมที่คนรัก Sneakers ต้องมีในครอบครอง แม้ราคาจะถีบตัวสูงขึ้นอีกหลายเท่าก็ตาม

ADIDAS
ต้นกำเนิดที่แท้จริงของแบรนด์เกิดขึ้นที่ประเทศเยอรมนี โดยผู้ที่คิดค้นและเริ่มผลิตก็คือ อดอล์ฟ หรือ แอดดิ ดาสเลอร์ โดยเขาได้เริ่มผลิตรองเท้ากีฬาคู่แรกภายในบ้าน ในปี ค.ศ. 1920 หลังจากที่พี่ชาย รูดิ หรือ รูดอล์ฟ ดาสเลอร์ กลับมาจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สองพี่น้องก็ช่วยกันผลิตรองเท้ากีฬาที่มีชื่อแบรนด์ว่า “Dassler” ซึ่งก็มาจากนามสกุลของพวกเขานั่นเอง

ในปี ค.ศ. 1924 ได้เปิดเป็นกิจการของตนเองโดยใช้ชื่อ Gebrüder Dassler Schuhfabrik (Dassler Brothers Shoe Factory) รองเท้าดาสเลอร์เป็นที่รู้จักของผู้คนอย่างรวดเร็วหลังจากที่แอดดิขอให้นักวิ่ง ชาวอเมริกัน เจสซี่ โอเวนส์ ใส่รองเท้าพื้นตะปูของดาสเลอร์ลงแข่งวิ่งระยะสั้นในกีฬาโอลิมปิก ค.ศ. 1936 และเขาก็ได้เหรียญทองถึง 4 เหรียญในการแข่งขันครั้งนั้น จนทำให้รองเท้า Dassler มียอดขายมากกว่า

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งสองพี่น้องก็มีเรื่องหมางใจกัน กิจการของพวกเขาถูกแทรกแซงโดยทหาร และถูกสั่งให้ผลิตรองเท้าให้กับทหาร รูดิ พี่ชาย ถูกเรียกกลับไปประจำการที่กองทัพ เมื่อสงครามยุติลงในปี ค.ศ. 1948 ความสัมพันธ์ของสองพี่น้องก็ถึงจุดแตกหัก รูดิแยกตัวออกไปตั้งโรงงานผลิตรองเท้า และสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาชื่อ Ruda และเปลี่ยนมาเป็น Puma ในภายหลังสองแสนคู่ต่อปี

ส่วนแอดดิก็เปลี่ยนชื่อแบรนด์จาก Dassler มาเป็น Adidas ซึ่งมาจากชื่อและนามสกุลของเขานั่นเอง ทั้งสองแบรนด์ Puma และ Adidas แข่งขันกันอย่างดุเดือดยาวนานนับ 60 ปี จนกระทั่งปี ค.ศ. 2009 สงครามระหว่างทั้งสองแบรนด์ก็สิ้นสุดลงเมื่อทั้งคู่หันมาจับมือกันในการแข่งขันกีฬาขององค์กร One Day Peace

NIKE
ไนกี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อชายสองคนได้รู้จักกัน ได้แก่ บิลล์ บาวเวอร์แมน ตอนนั้นเขาเป็นโค้ชให้กับนักกีฬาของ มหาวิทยาลัยโอเรกอน (ทำผลงานในการแข่งขัน NCAA Outdoor Championships ในปี 1962, 1964, 1965 และ 1970 และทำให้ทีมชาติอเมริกาสามารถพิชิตถึง 6 เหรียญทอง ในโอลิมปิก)

อีกคนคือนักวิ่งชื่อ ฟิล ไนต์ ทั้งสองคนได้รู้จักกันตอนที่เขาเป็นนักกีฬาให้กับมหาวิทยาลัยโอเรกอน ซึ่ง ทั้งคูต่างต้องการรองเท้าคุณภาพเยี่ยมที่มีความเบาและ ทนทานสำหรับการแข่งขัน

ในปี ค.ศ. 1962 ไนต์ได้ทำการค้นคว้าข้อมูลและ พบว่ารองเท้ากีฬาจากประเทศญี่ปุ่นมีคุณภาพดี และ มีราคาถูกกว่าสินค้ากีฬาจากประเทศเยอรมนีซึ่งเป็นผู้นำตลาดในอเมริกาอยู่ขณะนั้น และหลังจากที่ไนต์ เรียนจบด้าน MBA จึงได้ออกเดินทางไปทั่วโลก และที่ประเทศญี่ปุน่ ซึ่งเขาไดมี้โอกาสพบกับ Onitsuka Tiger Company โรงงานผลิตรองเท้ากีฬาของญี่ปุ่น และชักชวนให้ Tiger ขยายตลาดเข้ามาในอเมริกา

ไนต์ใช้ชื่อสินค้าว่า “Blue Ribbon Sports” หรือ BRS ซึ่งเป็นชื่อเดิมของไนกี้ และได้ก่อตั้งบริษัทร่วมกับบาวเวอร์แมนที่ชื่อ BRS Inc. ขึ้นโดย ไนต์ มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบทางด้านการเงินและการตลาด ส่วนบาวเวอร์แมน ดูแลทางด้านการพัฒนาออกแบบรองเท้ากีฬา

ค.ศ. 1970 บาวเวอร์แมนทดลองทำพื้นรองเท้ายางจากเครื่องอบขนมวาฟเฟิล (Waffle) ของภรรยาเขา ซึ่งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสำหรับรองเท้ากีฬา ที่พื้นรองเท้าเป็นแบบที่เห็นในทุกวันนี้ ถัดมาในปี 1971 บาวเวอร์แมนจัดตั้งบริษัทขึ้นใหม่ที่ชื่อว่า Nike Inc. ในปีถัดมา BRS Inc. และ Onitsuka Tiger ได้แยกบริษัทออกจากกันอันเนื่องจากความขัดแย้งกันทางธุรกิจ ในปีนี้เองได้ออกแบรนด์ไนกี้เพื่อเจาะกลุ่มนักกีฬากรีฑาในโอลิมปิก ต่อมาในปี 1981 BRS Inc. และ Nike Inc. ได้รวมบริษัทเข้าด้วยกัน

ในปี 1984 ไมเคิล จอร์แดน นักบาสเกตบอลชื่อดังได้มาร่วมงานกับไนกี้ ซึ่งทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จทางด้านการตลาด โดยมีผลิตภัณฑ์ ที่ใช้ชื่อแบรนด์เป็นชื่อ "Jordan" และในปี 1997 สินค้าประเภทเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของ “M.J.” แตกไลน์ออกไปโดยใช้ชื่อ "12-Star Products" ซึ่งในปีนั้นไมเคิล จอร์แดนได้รับเป็นผู้เล่น All-Star Game ถึง 12 ครั้ง และไนกี้ยังประสบความสำเร็จกับแคมเปญโฆษณาชุด Just Do It อีกด้วย

ปัจจุบัน Nike Inc. มีพนักงานกระจายอยู่ทั่วโลกเป็นจำนวนมาก มีสำนักงานใหญ่อยู่ 2 แห่ง คือที่เมืองโอเรกอน (สหรัฐอเมริกา) และ ประเทศเนเธอร์แลนด์ กีฬาที่ไนกี้ได้ให้การสนับสนุน คือ บาสเกตบอล เบสบอล, อเมริกันฟุตบอล, เทนนิส ฯลฯ

NIKE Lover - วิเชียร กุศลมโนมัย
นักแสดง พิธีกร ดีเจ นักธุรกิจ เรียกได้ว่าผ่านมาแทบทุกบทบาทการทำงานแล้ว แน่นอนว่าถึงแม้เราจะได้เห็นการทำงานของเขาผ่านช่องทางต่าง ๆ มากมาย แต่ก็ยังไม่ทั้งหมด วันนี้เราจะมาพูดคุยกับเพชรจ้า วิเชียร กุศลมโนมัย ในมุมมองของการเป็นนักสะสม Sneakersที่ต้องบอกว่าลงทุนไปทั้งหมดนับล้าน กับการเป็น Nike Lover

“เริ่มสะสมรองเท้าผ้าใบสนีกเกอร์มาประมาณ 17 ปีแล้ว เหตุผลที่เริ่มสะสมเนี่ย เพราะเมื่อก่อนเราเป็นคนใส่รองเท้าหนังมาตลอด แต่ปรากฏว่าพอเราเริ่มเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ก็เริ่มอยากกลับมาเด็ก เพราะฉะนั้นเลยกลับมาหารองเท้าผ้าใบใส่

“ส่วนที่ว่าทำไมต้องเป็น Nike เพราะรองเท้ามีหลากหลายยี่ห้อและหลายรุ่นมาก เราก็เริ่มทำการการบ้านว่าถ้าเราจะเลือกรองเท้าที่เข้ากับเราจะเป็นรุ่นไหนดี เริ่มหาข้อมูล ก็ลองซื้อหลาย ๆ ยี่ห้อ ปรากฏว่ารองเท้าหลาย ๆ ยี่ห้อมันไม่ได้รองรับรูปแบบเท้าเรา คือมันใส่แล้วเจ็บ อาจจะเข้ากับเท้าคนอื่นแต่กับเท้าผมเนี่ยมันไม่เข้า

“จนมาเจอ Nike แต่ก็มีหลายรุ่นเหลือเกิน จนไปเตะตากับรุ่น Dunk High ช่วงนั้นกำลังมา ศิลปินทุกคน ดารา ใส่รองเท้าผ้าใบหุ้มข้อหมด เราก็เลยเริ่มซื้อมาใส่ เริ่มศึกษาละว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นรองเท้าบาสเกตบอล

“ประวัติของ Nike Dunk มีมา 30 กว่าปีแล้ว ในยุคนั้นมันเป็นคู่ที่ไมเคิล จอร์แดน สวมใส่ลงสนาม ทำให้หลายคนรู้จัก Nike Dunk ทีนี้เวลาผ่านไปก็เริ่มวางจำหน่ายเป็นสีต่าง ๆ โดยใช้แพทเทิร์นเดิม รูปแบบเดิม เย็บเหมือนเดิม ทรงเดิม เปลี่ยนแค่สี ซึ่งถือว่าเป็นรองเท้ารุ่นที่เป็นอมตะนิรันดร์กาล เรามองว่ารุ่นนี้มันเนเวอร์ดาย เพราะผ่านเวลามา 30 กว่าปี เค้าไม่เปลี่ยนแพทเทิร์น มันเป็นเหมือนซิกเนเจอร์ของความเป็น Nike เราก็เลยเริ่มสะสมตั้งแต่ตอนนั้น เรื่อยมาจนตอนนี้น่าจะมีประมาณ 400 คู่ได้

“แต่ถ้าถามว่าคู่ที่แพงที่สุดราคาเท่าไหร่ คือต้องบอกว่ามันเหมือนขึ้นหลังเสือแล้วลงไม่ได้ ปกติเราจะแอนตี้พวกไฮสตรีทแฟชั่นมาตลอด จนอยู่ดี ๆ Nike ไปจับกับ Off-White ซึ่งมันเป็นแบรนด์ไฮเอนด์ โดยให้ดีไซน์เนอร์ออกแบบเป็นคอลเลคชั่น The Ten ก็คือเอารองเท้า 10 รุ่น ของ Nike มาทำ

“โอ้โห...กระแสแรงกระหนํ่าทีนี้ราคาไปไกลเลย 7-8 หมื่นบาท แต่เราเห็นว่ามันเป็นรุ่นที่เราสะสมอยู่ไง เป็นรุ่นที่เราใส่อยู่ตลอด ถ้าไม่มีมันก็ไม่ได้ สุดท้ายเราก็เล็งก็ดูอยู่นาน จนทนไม่ไหว ก็ต้องซื้อมา ตอนนี้เลยกลายเป็นคู่นึงที่แพงที่สุดในกรุรองเท้าผ้าใบ และแน่นอนเพชรจ้าจำเป็นต้องมีด้วย

“คู่ที่ใช้เป็นประจำ จริง ๆ บอกเลยว่าต้องซื้อ 2 คู่ คือคู่นึงใส่ตู้ อีกคู่นึงใส่จริง เพราะฉะนั้นคู่โปรดที่เก็บสะสมส่วนใหญ่ผมจะไม่ใส่ เพราะใส่แล้วมันจะพัง คือรองเท้าเนี่ยเวลาที่เราจะเก็บสะสม บางทีเราก็ต้องศึกษาก่อนว่า แพทเทิร์นในการสร้างรองเท้าของเขาเนี่ย มันแข็งแรงขนาดไหน เพราะเวลาเราเก็บ เราไม่ได้เก็บ 5 ปี เราเก็บไปถึง 20-30 ปีเพราะฉะนั้นบางยี่ห้อ เคยซื้อมาเก็บ 3 ปี ไม่ใส่เลยนะ ไม่โดนแดดด้วย เก็บอยู่ในที่อุณหภูมิที่เขาว่าดีมาตลอด แต่พอ 3 ปี ปุ๊บ มันแยกร่างออกจากกันเลย คือมันไม่ได้ตอบโจทย์ของคนที่เป็นคอลเลคเตอร์ เพราะฉะนั้นการที่จะสะสมต้องลองศึกษาหาข้อมูลและดูแลรองเท้าพวกนี้ด้วย ไม่ใช่ว่ามีเงินแล้วก็อัดซื้อ พอผ่านไป 5 ปี รองเท้าเจ๊งหมดทั้งตู้ รองเท้าส่วนใหญ่จะมีแต่กาวทา ถ้าพวกกาวทาผมจะไม่เล่นเลย เพราะว่าอายุงานน่าจะไม่เกิน 5 ปี

“วิธีดูแลรักษารองเท้า ไม่ต้องถึงขนาดสะสมหรอกครับ เอาแบบทุกคนทำกันได้ง่าย ๆ อย่าให้แมงสาป จิ้งจก เข้าไปไข่ ข้อแรก พวกแมลงสัตว์ต่าง ๆ เป็นที่น่ารำคาญมากสำหรับเมืองไทย สองก็คือ ห้ามโดนแดดเพราะว่ายางเป็นศัตรูกับแสงแดดแล้วก็ความร้อน มันทำให้รองเท้าเปลี่ยนสี และทำให้ยางของรองเท้ากรอบได้ เพราะฉะนั้นห้ามโดนแดดก็เก็บอยู่ในบ้าน อยู่ในอุณหภูมิปกติ แล้วก็ถ้ามีตู้อะไรใส่ก็จะดีมาก ดูแลรักษาไม่ยาก ก็ต้องเอาใจใส่หน่อย เช่น หยิบมาดูบ้าง เพราะบางครั้งมันชอบมีแมลงเข้าไปวางไข่ ไปสร้างรังอยู่ในรองเท้า เพราะถ้าเราไม่หยิบมาดูเลย เวลาผ่านไปอาจจะสกปรกโสโครกได้ ก็เอามาเช็ดบ้าง มันก็คล้าย ๆ กับการทำความสะอาดบ้านแหละ เดือนนึงก็ต้องมีเช็ดบ้างสักครั้ง

“การที่เราถูกมองว่าเป็น Nike Lover ก็รู้สึกว่าก็โอเคนะ เพราะเราสามารถแนะนำได้หมดเลย ตั้งแต่เรื่องการขัดรองเท้า เปลี่ยนเชือกรองเท้า ผูกเชือกรองเท้า ซ่อมพื้นรองเท้า ดูบางทีเรารู้เลยว่าวัสดุแบบนี้เอาไปซักไม่ได้ อะไรประมาณนี้ เพราะเรามีประสบการณ์โดยตรง บางทีเราซื้อรองเท้าสีขาวกับส้มมา เอาไปซัก สีส้มตกใส่สีขาว คือพังทั้งคู่ เราก็จะเริ่มศึกษาละ บางรุ่นมันต้องเช็ดเป็นจุด ๆ ทำเป็นที่ ๆก็เลยมีความรู้สึกว่า เอ้อ...เรียกว่าไนกี้เลิฟเว่อร์ก็โอเค เพราะเราก็มีความรู้เรื่องรองเท้าค่อนข้างเยอะ แล้วก็นะพูดขนาดนี้แล้วทำไมไนกี้ไม่ทำลิมิเต็ดให้ผมฟรีสักคู่นะ (หัวเราะ)”

MY PASSION for Sneakers - สิรภัทร เตชะสกุลนภา
คุณนัท สิรภัทร เตชะสกุลนภาพร คือเด็กหนุ่มผู้คลั่งไคล้รองเท้า Sneaker หรือรองเท้าผ้าใบอย่างถึงที่สุดคนหนึ่ง แต่ความชอบของเขาไม่หยุดอยู่แค่การซื้อหรือศึกษาข้อมูลของรองเท้าเพียงอย่างเดียว แต่กลายกูรูรองเท้าผ้าใบที่ใคร ๆ ก็ต้องไปขอคำแนะนำ นอกจากนี้เขายังเป็นหนึ่งในผู้จัดงาน Sneaker Party Thailand 2017 รวมพลคนรักรองเท้าผ้าใบที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมาแล้ว และช่วงกลางปีนี้เขาจะจัดงานขึ้นอีกครั้ง

เขาเล่าถึงจุดเริ่มต้นความชอบรองเท้าผ้าใบเกิดขึ้นมาตั้งแต่อายุ 12-13 ปี จากการเห็นเพื่อนใส่แล้วจึงอยากซื้อบ้าง โดยเก็บเงินก้อนแรกไปซื้อ Nike Dunk High SB Simpson แต่กลายเป็นว่าได้ของปลอมกลับบ้าน หลังจากนั้นจึงศึกษาเรื่องของรองเท้าผ้าใบอย่างจริงจังเพื่อไม่ให้พลาดอีก จนกลับไปซื้อของแท้ในรุ่นเดียวกันและหลังจากนั้นก็สะสมรองเท้าผ้าใบเจ๋ง ๆ อีกมากมายกว่า 50 คู่

“Sneaker สำหรับผมมันเป็นแค่รองเท้าผ้าใบใส่ออกกำลังกายและใส่เที่ยวเล่นได้เป็นแฟชั่นได้ ถามว่ารองเท้ารุ่นยอดนิยมและเป็นของแท้ทำไมต้องแพง เหตุผลที่มีราคาแพงมาจาก Demand กับ Supply มันเป็นมาตั้งแต่สมัยก่อน คือกระแสแบบนี้มีนานแล้ว ไวรัลในปัจจุบันคือออกสื่อออนไลน์แล้วมีการแชร์เยอะ แต่สมัยก่อนคือการทำให้สินค้าไปปรากฏตามสื่อต่าง ๆ อย่างการออกข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ เช่นเมื่อประมาณสิบปีก่อนที่สหรัฐอเมริกามีรองเท้ารุ่นหนึ่งผลิตออกมาน้อยมาก คนก็แย่งกันซื้อจนเกิดการจลาจล ปัจจุบันมีราคาอยู่ที่ 3 แสนกว่าบาททั้งที่ตอนออกใหม่ ๆ ราคาประมาณ 3 พันบาทเท่านั้น

“ผมเคยซื้อรองเท้าแพงสุดอยู่ที่ราคาสี่หมื่นบาท คือช่วงแรกผมรู้สึกว่าถ้าอยากได้เก็บเงินแทบตายก็ต้องซื้อแม้จะต้องอดข้าวเงินจะหมดตัวก็ยอม แต่ตอนนี้มีสติคือซื้อได้แต่ตัวเองต้องไม่เดือดร้อนไม่ลำบากจนเกินไป ถ้าผมจะซื้อรองเท้าราคาหนึ่งหมื่นบาทผมต้องมีเงินไม่ตํ่ากว่าสองหมื่นบาท ต้องมีชีวิตอยู่ปกติแบบสบาย

“เรื่องรองเท้าผ้าใบผมมองว่าเศรษฐกิจมีผลกระทบต่อคนกลุ่มนี้น้อย เพราะรองเท้าจัดเป็นของฟุ่มเฟือยอยู่นอกกลุ่มตลาดเศรษฐกิจอยู่แล้ว ให้ลองมองการขายรองเท้าในบ้านเราตอนนี้ว่ารองเท้าราคาคู่ละหนึ่งหมื่นบาทยังสามารถขายได้ทุกวัน แถมวันหนึ่งเกินสิบคู่หรืออย่างที่ผมเคยจัดงาน Sneaker Party Thailand 2017 ใคร ๆก็มองว่าเศรษฐกิจมันแย่ แต่พอหลังจากเสร็จงานมีเงินหมุนเวียนในงานเกินสิบล้านบาท

“ตอนนี้มีการขายรองเท้าผ้าใบในรูปแบบสื่อออนไลน์ ไลฟ์สด และในรูปการประมูลเยอะมากวิธีแบบนี้ทำให้คนต้องรีบจอง ผมมองว่ารองเท้าที่รีบจองยังไม่ได้ถูกการคิดวิเคราะห์มาว่าแท้หรือปลอมจึงมีโอกาสพลาดสูง ส่วนใหญ่คนที่เล่นรองเท้าตัวจริงมักซื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือมากกว่า

“การแยกแยะของแท้และปลอมผมไม่กล้าบอกว่าตัวเองสามารถดูได้ทุกรุ่นว่าคู่ไหนแท้หรือปลอมแต่บอกได้เช่น Nike Jordan สามารถแยกได้ 90% แต่รุ่นที่ผมไม่ค่อยอยากสัมผัส คือรุ่นที่มีกระแสมาก ๆ ผมมองว่าของอะไรที่มันเป็นที่นิยมอย่างสูงการปลอมจะทำเนียนขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผมต้องมาอัพเดทการดูของแท้อยู่ทุกวัน ซึ่งเป็นการเสียเวลามาก ถึงแม้จะมีการศึกษารุ่นนี้ผลิตโรงงานนี้มาอย่างดี แต่วันหนึ่งโรงงานของปลอมก็อาจทำผลิตได้เหมือนกว่าของเดิมขึ้นมาคือยังไงก็พลาดได้

“ตอนนี้มีคนรุ่นใหม่สนใจรองเท้าผ้าใบเยอะขึ้นผู้ผลิตหน้าใหม่ก็มีเยอะแต่สิ่งสำคัญที่สุดคือคอนเนคชั่นมันเหมือนโฆษณา คือต้องทำให้คนเห็นได้เยอะที่สุด แฟชั่นมันไม่มีคำว่าสวยหรือไม่สวยมันมีแต่คำว่าถูกใจไม่ถูกใจ ไม่ใช่ว่าแบรนด์ไทยเกิดเยอะอย่างเดียวแต่ทั่วโลกก็เกิดเยอะ คือมันแข่งขันกันสูงก็จริงแต่ผลดีจะอยู่กับผู้บริโภคคือเรื่องของคุณภาพราคาความหลายให้เลือก ผมว่าสนุกนะเพราะคนไทยจะได้ใส่เสื้อผ้ารองเท้าใหม่ ๆ ที่นอกจากเสื้อยืดกางเกงยืนส์รองเท้าผ้าใบแบบเดิม ๆ

“สำหรับคนที่อยากสะสมรองเท้าผ้าใบผมอยากบอกว่ามันไม่ได้มีดีแค่สวยงามหรือแค่แพง แต่มันมี Story ของมัน คือทุกคนไม่จำเป็นต้องชอบเพราะ Story จุดเริ่มต้นของคนอาจไม่เหมือนกัน ถ้าได้เริ่มเข้ามาศึกษาเราจะรู้ว่าเราชอบคู่ไหนเพราะอะไรทำให้เราสนุกกับมันไม่ได้ใส่ไปวัน ๆ

“ผมถือคติอย่างหนึ่งว่ารองเท้าถ้าไม่สวยมันไม่เป็นกระแสแล้วใครจะซื้อใส่ สุดท้ายเราก็ชอบมันแต่ไม่ควรจะทรมานตัวเองไม่ทำให้ตัวเองลำบากในเรื่องเงิน อาจต้องใช้เวลาในคิดว่าเราอยากได้รุ่นไหนจริง ๆ ไม่ต้องรีบซื้อควรกลับมาคิดว่าเราอยากได้จริงหรือเปล่า แล้วค่อยซื้อมันมาครอบครอง”

จากผู้ป่วยอัมพฤกษ์สู่ก้าวคนละก้าว - สรายุทธ์ เดชาคุ้ม และรองเท้าคู่ใจ

จากผู้ป่วยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากพี่ตูน Bodyslam สู่การวิ่งเคียงข้าง และส่งต่อพลังในการช่วยเหลือคนอื่น สรายุทธ์ เดชาคุ้ม ผู้จัดการประสานงานความร่วมมือ ระหว่างรองเท้าแบรนด์ดังอย่าง Palladium กับศิลปินร็อคแถวหน้าของเมืองไทย Bodyslam ผู้ที่ได้มีโอกาสคลุกคลีกับการทำงานในอีเว้นท์ครั้งใหญ่ระดับประเทศในโครงการ ก้าวคนละก้าว โดยดูแลในส่วนของเครื่องดื่มและโภชนาการ ที่ออกปากว่าไม่ว่าพี่ตูนจะออกไปวิ่งอีกกี่ครั้ง เขาจะตามไปด้วยทุกครั้ง

“ร่วมงานกับโปรเจ็กต์ ก้าวคนละก้าว ดูแลในเรื่องนํ้าและโภชนาการครับ สิ่งที่ทำให้เข้ามาช่วยตรงนี้ คือตัวผมเองกับพี่ตูน Bodyslamเรารู้จักกันอยู่แล้วครับ เพราะพี่เขาเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจสำคัญ ผมเคยเป็นผู้ป่วยอัมพฤกษ์ครับแต่ด้วยความที่ผมมีลูก แล้วก็อยากจะอุ้มลูก ก็เลยคิดว่าเราต้องพยายามทำกายภาพบำบัดนะ ไม่งั้นเราก็จะไม่หาย แล้ววันนึงพี่ตูนมาเยี่ยม ไม่ได้พูดอะไรเยอะนะแค่ ‘พยายามเข้านะพี่ แล้วเรามาวิ่งด้วยกัน’คำพูดสั้น ๆ แค่นั้นกับกำลังใจที่พี่ตูนมีให้มาตลอด มันเป็นพลังที่เรารับรู้ได้จริง ๆ

“เกิดแรงฮึด...ผมเลยคิดว่าสักวันนึงถ้าหายผมต้องออกไปวิ่งกับพี่ตูนให้ได้ แล้วพอได้ทำจริง ๆวันนั้นเป็นวันซ้อมก่อนจะไปวิ่งที่บางสะพาน เราซ้อมกันที่ระยะ 50 กิโลเมตร พี่ตูนก็ได้มอบรองเท้าวิ่งให้ผมคู่นึง Nike Lunar ผมขอเรียกว่ารุ่นบางสะพานก็แล้วกัน เพราะมันเป็นรองเท้าคู่ที่พี่ตูนใส่วิ่งที่บางสะพาน ก็เลยเริ่มศึกษาเรื่องการวิ่งนับแต่นั้น เป็นรองเท้าวิ่งคู่แรกที่ได้จากพี่ตูนและผมก็เก็บรักษาเอาไว้อย่างดี ถือเป็นแรงบันดาลใจให้ก้าวออกจากบ้านเพื่อเริ่มต้นไปวิ่งเลยครับ

“จากครั้งแรกที่ไปวิ่งกับพี่ตูนทำให้ผมจำเป็นจะต้องหารองเท้าวิ่งของตัวเอง ด้วยระยะเวลาที่ใช้ในการวิ่งที่นั่นค่อนข้างนาน เราก็ต้องเตรียมไปหลายคู่ เพราะด้วยสภาพอากาศต่าง ๆ รวมทั้งว่ารองเท้าถ้าเราใส่ไปนาน ๆ มันจะยืด ทีนี้ก็จะส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บได้ง่าย จริง ๆ ผมเพิ่งได้มารู้เอาตอนหลังจากออกมาวิ่งนี่เองนะ ว่า Sneaker มันมีไว้ใช้งานหลายประเภท คือเราโตมาในยุคเด็กสเก็ตบอร์ด เด็กอันเดอร์กราวน์ เราก็เคยคิดว่ามันเป็นรองเท้าเอาไว้ใส่เท่ ๆ แค่นั้น จนตอนนี้ตัวผมเองได้ออกมาวิ่งจึงได้รู้ว่ามันมี Sneaker สำหรับวิ่งด้วยด้วยความที่ตัวผมเองไม่ใช่นักวิ่ง แล้วเราไม่ได้ร่างกายสมบูรณ์เหมือนคนอื่นเขา เพราะฉะนั้นเราก็ยิ่งต้องพยายามมากกว่าคนอื่น

“คือเรื่องการวิ่งเนี่ยมันไม่ใช่รองเท้าอะไรก็ได้ มันมีเฉพาะหน้าที่ของมัน นอกจากนั้นเราก็ต้องไปลองให้ชัวร์ด้วยว่า สวมใส่แล้วใช้งานสบาย เข้ากับรูปเท้า อันนี้ไม่แน่ใจว่าคนอื่นเป็นมั้ย แต่ร่างกายเราไม่เหมือนคนอื่นไง ก็ต้องหารองเท้าที่เหมาะสมกับตัวเองด้วย ตัวผมเองถ้าจะเปลี่ยนรองเท้าสักครั้งมันไม่ใช่ว่าอยู่ ๆ อยากเปลี่ยนก็จะเปลี่ยนได้เลย เพราะถ้ามันไม่ตอบโจทย์กับร่างกายหรือกล้ามเนื้อเรา แน่นอนว่ามันจะเกิดการบาดเจ็บ ซึ่งโดยทั่วไปจุดนี้จะเป็นกันทุกคนนะ ถ้าหากเปลี่ยนแบบกะทันหัน จึงต้องมีการลองก่อน มีการเทสต์ก่อน ในร้านรองเท้าต่างประเทศหลาย ๆ แห่ง เค้าจะมีพื้นที่เป็นลู่ให้วิ่ง มีเนินให้ขึ้นเลยนะ คือถ้าจะซื้อรองเท้าสักคู่นึงเนี่ย เราจะต้องทดสอบการใช้งานในหลาย ๆ สถานการณ์ ก็จะจัดพื้นที่เหล่านั้นให้ไปลองกันก่อน

“ปัจจุบันผมจะใช้อยู่ 2 รุ่น คือ Lunar กับ Zoom Fly เพราะร่างกายเราไม่เหมือนคนอื่น ตอนนี้ก็เลยใช้งานเฉพาะที่เรามั่นใจว่าไม่กระทบกับร่างกายตัวเองครับ

“ต้องขอขอบคุณทุกคน ทั้งพี่ตูนและคนอื่น ๆรวมถึงที่ออฟฟิศด้วย ที่อนุญาตให้ผมปลีกตัวมาช่วยงานวิ่งการกุศล ตั้งแต่ครั้งแรกที่บางสะพาน จนมาถึงครั้งล่าสุด เบตง-แม่สาย จากนี้ถ้าพี่ตูนมีโปรเจ็กต์อื่น ๆ อีกก็อยากจะคอยช่วยเหลือเรื่อยไปติดตามข่าวสารโครงการต่าง ๆ ก็เข้าไปเช็คดูได้เลยครับที่ www.kaokonlakao.com”

NIKE LUNARAPPARENT
รองเท้าวิ่งคู่แรกที่พี่ตูน อาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องนำวง Bodyslamและผู้ริเริ่มโครงการก้าวคนละก้าว ทั้งสองครั้งมอบให้กับคุณสรายุทธ์ เดชาคุ้ม เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้เขาได้ออกมาวิ่ง

NIKE ZOOM FLY
รองเท้าวิ่งประจำตัวพี่ตูน ในการระดมทุนช่วยเหลือโรงพยาบาลบางสะพาน ที่แฟนคลับต่างคุ้นตากันดี เป็นรองเท้าวิ่งยอดนิยมอีกรุ่นที่คุณสรายุทธ์ ใช้ใส่วิ่งในปัจจุบัน

10 Sneaker SHOPS @BKK - รวมร้านเด็ดดวงที่คนรัก Sneaker ห้ามพลาด
รวมร้านเด็ดที่สาวกสตรีทแฟชั่นต่างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีร้านเหล่านี้จำหน่าย Accessories ยอดฮิตที่ขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะรองเท้าผ้าใบรุ่นพิมพ์นิยม เสื้อยืด หมวก และนานาสารพัดไอเทมเกี่ยวกับการแต่งกายแนวสตรีทแฟชั่น

ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ชายแนวไหน แต่งตัวสไตล์ใด แต่สิ่งที่ทุกคนต้องมีและถือเป็นการอวดของสำหรับการแต่งตัวแนวสตรีทเน้นความเท่ นั่นก็คือ รองเท้าผ้าใบ อย่างที่ดีเจเพรชจ้าบอกไว้นั่นแหละครับ การแต่งตัวแนวนี้นั้นวัดกันที่รองเท้า เสื้อผ้าจะยี่ห้ออะไรก็ได้แต่ Sneaker ต้องตัวท็อปเท่านั้น!!!

Sneaker คู่ใจ ขอเป็นตัวฮอตฮิตหรือรุ่นหายากในหมู่นักสะสมสักคู่ แค่นั้นก็เพียงพอ เท่านี้ก็สามารถ Mix & Match เข้าได้กับทุกลุคการแต่งตัวแล้วครับ

1. SNEAK VILLA
รวบรวมทั้งเสื้อผ้า, รองเท้า, กระเป๋าสะพายไหล่ รวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ Sneakerส่วนมากเป็นของนำเข้า มีทั้งแบรนด์ Nike, Adidas, Puma, Bape และ Vans แน่นอนว่าราคาก็ต้องสูงตามความหายากนั่นเอง ส่วนพิกัดร้านนั้นอยู่ที่ ถ.สุขุมวิท ระหว่างซอย 32 และ 34 สามารถโทรสอบถามก่อนได้ที่ 08-9168-6336 หรือเยี่ยมชมที่ www.sneakavilla.net

2. V.A.C. (VII ATHLETIC CLUB)
รองเท้าที่นำเข้ามาขายนั้น บางรุ่นจะมีรุ่น Limited Edition ที่หาไม่ได้ตาม Shop อื่นทั่วไป เป็นแหล่งรวมรองเท้าแฟชั่น และ รองเท้ากีฬาบาสเกตบอลที่ครบครัน สำหรับพิกัดร้านทั้ง 9 สาขาแวะชมได้ที่ สยามสแควร์, Siam Paragon, The Mall บางแค, The Mall บางกะปิ, The Emporium, CentralWorld, Fashion Island, ZPALL Future Park รังสิต และ เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว สามารถติดตามข่าวสารได้ที่ www.vacthailand.com

3. KNOCK KICKS
ร้านนี้จะรวบรวมสนีกเกอร์ที่เป็นรุ่น Limited Edition ซะส่วนใหญ่ รวบรวมแบรนด์ดังอย่าง Air Jordan, Nike, Adidas และ Saucony ราคาตั้งแต่ 3,000-40,000 บาท นอกจากนี้ก็ยังมีเสื้อผ้า, หมวก เครื่องประดับต่าง ๆ อีกด้วย ร้านตั้งอยู่ระหว่างซอยทองหล่อ 15 กับ 17 ใกล้กับ J Avenueทางร้านยังมีแฟนเพจ Knock Kicks หรือจะโทรสอบถามก่อนได้ที่ 08-1375-6625

4. CONVERSE VINTAGE SHOES
ร้านนี้เน้นขายรองเท้าคอนเวิร์สวินเทจ จากหลายแหล่งทั่วโลก โดยเจ้าของร้านมีดีกรีระดับรองอันดับหนึ่ง แฟนพันธุ์แท้คอนเวิร์ส ที่นี่มีทั้งรุ่นยอดนิยมในวงกว้าง ไปจนถึงรุ่นหายากอย่าง Lou Brock 118 ปี 1969 สีมัสตาร์ด สนนราคาอยู่ที่ 35,000 บาท ก็มีให้เป็นเจ้าของกัน พิกัดร้านตั้งอยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร โครงการ 5 ซอย 53/1 ร้านตั้งอยู่ในโซนวินเทจ ตลาดนัดจตุจักร ติดตามได้ที่เฟซบุ๊ก ชัยพร ฉัตรชัยเดช หรือโทร. 08-6348-7654

5. HOOPS SHOP
เรียกได้ว่าร้านนี้เป็นแหล่งรวมรองเท้ากีฬาบาสเกตบอลโดยเฉพาะ มีทั้งรุ่นทั่วไปและรุ่น Limited ของแบรนด์ดังอย่าง Nike นอกจากนี้แล้วยังมีอุปกรณ์กีฬาอื่น ๆ เกี่ยวกับบาสเก็ตบอลด้วย ไม่ว่าจะเป็นชุดบาสเก็ตบอล ถุงเท้า กระเป๋าเป้ สำหรับพิกัดร้านนั้นอยู่ที่ ชั้น 2 ศูนย์การค้า Terminal 21

6. DILOK MBK
ร้านสนีกเกอร์ที่อยู่คู่กับวัยรุ่นไทยมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ปี 1985 เป็นอีกร้านตัวแทนจำหน่ายยี่ห้อดังอย่าง NikeAdidasConverseฯลฯ และยังมีอปกรณ์กีฬาอื่น ๆ รวมไปถึง เสื้อผ้า กางเกง ถุงเท้า กระเป๋า รวมถึงรองเท้ารุ่น Limited ที่สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ สำหรับพิกัดร้านตั้งอยู่ที่ มาบุญครองเซ็นเตอร์ ทางร้านมีแฟนเพจ Dilok Store ด้วยนะห้าง

7. CUZ N'CO
ที่นี่จะเน้นหนักไปที่รุ่น Limited Edition และรุ่นที่มีการ Collaborate กันระหว่างแบรนด์กับอาร์ติสท์ เนื่องจากทางเจ้าของร้านนั้นสะสมรองเท้ากีฬาเองอยู่แล้ว จึงนำเสนอรองเท้ารุ่นที่อาจไม่เป็นที่นิยมหรือเล่นกันในวงการ แต่ก็มีเรื่องราวและความน่าสนใจในตัวเอง สนีกเกอร์ของที่นี่มีราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 3,000 บาท ไปจนถึงรุ่นหายากราคากว่า 50,000 บาท พิกัดร้านตั้งอยู่ที่ ลิโด้ สยามสแควร์ ชั้น 2 โทร. 0-2252-1126, 09-7247-1087 หรือ facebook.com/cuznco

8. CARNIVAL
แหล่งรวมแฟชั่นแนว Streetwear หลากหลายแบรนด์ทั้ง Nike, Converse, Adidas สำหรับร้านนี้ยังมีรองเท้ารุ่น Limited ต่างๆ ให้จับจอง พิกัดร้านออยู่ที่ สยามสแควร์ ซอย 1, สยามสแควร์ ซอย 7, เซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 3, UPPERGROUND เซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 3, Sneaker Division BY Carnival สาขา Emquatier ชั้น M โซน Q stadium, Outlet Store เกตเวย์เอกมัย ชั้น 2 หรือจะเยี่ยมชมที่ www.carnivalbkk.com

9. SEEK THAILAND
ร้านนี้อัดแน่นไปด้วยแบรนด์ดังมากมาย อาทิ Nike, Adidas, ASICS Tiger, New Balance, Reebok Classic และ Native Shoes รวมไปถึงแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นสายสตรีท ไม่ว่าจะเป็นถุงเท้าหรือหมวก สามารถเลือกชมเลือกซื้อได้ที่ SEEK Central Embassy ชั้น 3, SEEK Central Lardpraoชั้น 3, SEEK MegaBangna ชั้น 1 สามารถติดตามได้ที่ facebook.com/seekofcialTH

10. OUTCAST STORE
ทางร้านเป็นตัวแทนจำหน่ายมากกว่า 40 แบรนด์และยังมีสินค้านำเข้ามาจาก ฝรั่งเศส อเมริกา เกาหลี รวมถึงแบรนด์ดังมากมากอย่าง Nike, Asics, Adidas และ Bape เป็นต้น งานนี้สาวกStreetwear ไม่ควรพลาด พิกัดร้านอยู่ที่ Siam Square ซอย 7 โทรสอบถามได้ที่. 09-4456-6626 หรือ facebook.com/OUTCAST-STOREBKK

ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ!
Sneaker สายพันธุ์ไทย ในยุคนี้ก็กำลังมาแรงไม่แพ้เหล่าแบรนด์ดังจากต่างประเทศ นอกจากเป็นของไทยทำแล้ว วัสดุยังเน้นใช้ของในไทยอีกด้วย จุดเด่นของแต่ละแบรนด์ล้วนมีเอกลักษณ์อันโดดเด่นแตกต่างกันไปตามความชื่นชอบและความรักใน Sneaker ของผู้ก่อตั้ง ซึ่งหลายท่านล้วนเป็นคนที่หลงใหลในรองเท้าผ้าใบยี่ห้อดังมาก่อน จาก Passionจากนักสะสม จากผู้สวมใส่ ก่อกำเนิดแบรนด์ขึ้นมา โดยเราขอเลือกมาให้ทำความรู้จัก 3 ยี่ห้อครับ เนื่องจากมีออกมาหลายยี่ห้อ แต่ต้องยอมรับว่า 3 แบรนด์นี้มาแรงจริง ๆ

ROMPBOY
รองเท้าผ้าใบแฮนด์เมดจากการออกแบบของ บู้ (ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์) มือเบส Slur วงดนตรีขวัญใจเด็กแนว รองเท้า Rompboy ผลิตด้วยยางพาราของไทยและฝ้ายจากธรรมชาติ แถมออกมากี่ล๊อตกี่รุ่นก็หมดเกลี้ยงในระยะเวลาอันรวดเร็ว จุดเด่นของเขาคือในแต่ละคู่จะมีตำหนิ หรือรายละเอียดที่แตกต่างกัน เพราะทำด้วยมือนั่นเอง สนใจสั่งจองได้ที่ facebook.com/rompboybkk

MORE’S FRIDAY
รองเท้าผ้าใบแฮนด์เมด ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ Minimal & Natural โดยใช้การปักโลโก้ของตัวเองแทนการสกรีน สามารถเลือกสีที่ชอบได้ ตัวรองเท้าใช้ผ้าแคนวาสธรรมชาติที่ผ่านการทอมาอย่างดีเยี่ยม คัดจุดดำออกให้เป็นสี Off-White ตามธรรมชาติ สนใจสั่งจองได้ที่ facebook.com/moresfriday

TRULY
เป็นแบรนด์ที่เกิดจากความขบถของผู้ก่อตั้ง แอ๊ะ (ชาติฉกาจ ไวกวี) ผู้กำกับ, ช่างภาพ, ครีเอทีฟ, อาจารย์ ฯลฯ กับงานที่มีเอกลัษณ์ชัดเจน เน้นความเป็นไทย และแหกคอก โดยรองเท้า Truly มักใช้พรีเซ็นเตอร์เป็นคนชนชั้นแรงงาน โดยเน้นที่ความเท่ ดิบ เถื่อน ถูกใจวัยรุ่น ทำออกมากี่คู่ก็ขาดตลาดในระยะเวลาอันรวดเร็ว นี่คือ Sneaker Made in Bangkok อย่างแท้จริง! สนใจสั่งจองได้ที่ facebook.com/trulybkk

Back Issue