The Spirit of Giving ความสุขของผู้หวังดี ดร.อติรุจ ขวัญเมือง กังวาลวงศ์

The Spirit of Giving ความสุขของผู้หวังดี ดร.อติรุจ ขวัญเมือง กังวาลวงศ์

เชื่อได้ว่าวัยเด็กของใครหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ที่ออกฉายทางช่อง 7 ช่วงเช้าวันเสาร์ – อาทิตย์ มีชื่อละครในความทรงจำอย่างอุทัยเทวี แม่ปลาบู่ ขวานฟ้าหน้าดำ สี่ยอดกุมาร แก้วหน้าม้า ฯลฯ ‘ดร.อติรุจ ขวัญเมือง กังวาลวงศ์’ คือหนึ่งในนักแสดงที่ฝากฝีมือกับละครพื้นบ้าน ผ่านบทสมทบและตัวหลักอย่างอำมาตย์หรือโหรหลวง

ขณะเดียวกันประสบการณ์ในวงการบันเทิงหลายสิบปีได้พา ‘ดร.อติรุจ’ มาเป็นผู้บริหาร ‘สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพ สอนการแสดง บางกอกราม่า’ ดูแลและพัฒนานักแสดงรุ่นใหม่ นอกจากนี้ยังเป็นผู้อำนวยการกองประกวดและผู้สร้างเวทีเยาวชนที่เปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้แสดงความสามารถในเวทีที่จัดขึ้น พร้อมต่อยอดไปสู่งานหน้าจอยุคใหม่ผ่านการผลิตซีรีส์และละครแนวตั้งอีกด้วย

จุดเริ่มต้นบนเส้นทางแห่งโชคชะตา

คุณอติรุจในวัยเด็กนั้นเกิดมาในครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะดี โดยคุณอติรุจเริ่มเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนสารสาสน์พิทยา ระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ยานนาเวศ ก่อนจะไปเรียนต่อที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาเซนต์จอห์น แต่ด้วยครอบครัวมีความเข้มงวดในระเบียบวินัย ซึ่งตรงกันข้ามกับคุณอติรุจที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ประกอบกับการเป็น LGBTQ+ ในสมัยก่อนไม่ได้รับการยอมรับเหมือนสมัยนี้ ทำให้ครอบครัวเกิดความอับอาย เมื่อทัศนคติไม่ตรงกัน คุณอติรุจจึงตัดสินใจออกมาใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกเพียงลำพังในวัย 18 ปี โดยตั้งใจหางานทำและส่งตัวเองเรียน

แต่การดำรงชีวิตในเมืองหลวงไม่ใช่เรื่องง่าย แม้จะหางานทำพร้อมกับเดินสายการประกวดบนเวทีต่าง ๆ เงินเหล่านี้กลับได้เพียงประคองชีวิตไปวัน ๆ เท่านั้น จนกระทั่งวันหนึ่งก็มาถึงจุดเปลี่ยน เนื่องจากมีเงินติดตัวเพียง 200 บาท เมื่อถึงทางตันจึงได้ไปอธิษฐานกับเจ้าแม่กวนอิมขอให้มีเงินเรียนต่อ พอไหว้เสร็จมีคนขายลอตเตอรี่เดินตามขอให้ช่วยซื้อเพราะเป็นเลขตกแผงที่ไม่มีใครอยากได้ นั่นคือเลขท้าย 002 แต่ทนต่อการรบเร้าไม่ไหวท่านจึงซื้อเก็บไว้ ด้วยความที่ไม่ได้สนใจ ผ่านไปหลายวันถึงทราบว่าตัวเองถูกรางวัลที่ 2 ทำให้ชีวิตเปลี่ยน มีเงินทุนเรียนต่อและค้าขายเลี้ยงตัวเองได้นับตั้งแต่ตอนนั้นเอง

โอกาสที่ไม่คาดฝัน

“ในช่วงปีพ.ศ. 2535 วันหนึ่งผมไปเดินสยามสแควร์ มีแมวมองส่งนามบัตรชักชวนมาเล่นละคร ตอนแรกผมปฏิเสธเพราะไม่เคยแคสติง (Casting) มาก่อนและเป็นคนขี้อายเวลาเข้ากล้อง แต่เขาก็ติดต่อมาอีกจนตัดสินใจลองไปดู เขาพาผมไปที่บริษัทดาราวิดีโอซึ่งกำลังหาตัวนักแสดงประกอบละครเรื่อง ‘อรุณสวัสดิ์’ พอไปถึงก็เจอผู้ใหญ่ในวงการที่เห็นว่าหน้าตาผมคมคายดีจึงให้ลองแคสติง ในวันรุ่งขึ้นเขาก็ให้มาทำงานจริงเลย

“ตอนนั้นตกใจมาก เพราะเขาให้แสดงเป็นเลขาของ ‘คุณรอน บรรจงสร้าง’ นักแสดงชื่อดังในเรื่อง สมัยนั้นคุณ ‘คุณกบ สุวนันท์’ เพิ่งเข้าวงการใหม่ ๆ ผู้จัดการที่พาไปคือ ‘พี่อ๊อด’ ซึ่งจนถึงทุกวันนี้ผมยังติดต่อกันอยู่ ต้องขอบคุณเขาที่จุดประกายฝันให้ผมได้เข้าสู่วงการบันเทิง จากนั้นเขาก็ชวนไปเล่นละครของ ‘ป้าแจ๋ว’ ได้เล่นเป็นเจ้าของร้านขายยาในเรื่อง ‘นางโจร’ ต่อมาก็รับบทหมอมาตลอดและแสดงละครอีกหลายเรื่องกับช่อง 3 เช่น  ทับตะวัน, เจ้าสาวสองเงา, จิตสังหาร, นางโจร ฯลฯ หลังจากนั้นพอเริ่มเบื่อวงการบันเทิงผมก็หยุดไปทำอย่างอื่นบ้าง”

เข้าสู่วงการละครพื้นบ้าน

“วันหนึ่งผมกำลังรีดผ้าจะออกไปเที่ยว มีโทรศัพท์โทรเข้ามาด่วนให้ผมไปฟิตติง (Fitting) ชุดละคร ผมบอกว่าไม่เคยไปแคสติงที่ไหนเลยจะไปฟิตติงได้ยังไง ผู้ใหญ่บอกว่าไม่เลือกคนอื่น ให้ผมไปเล่นเป็นเหล่ากงกง ผมปฏิเสธทางโทรศัพท์ว่าเล่นไม่ได้ แต่ท่านยืนยัน เชื่อว่าเล่นได้ ให้เข้ามาก่อน

“ผมไปถึงแทบไม่ทันฟิตติงลองเสื้อผ้าวัดตัวเลย ต้องใส่ชุดจีนทันที เขาถามค่าตัวว่าเท่าไหร่ก็ไม่รู้เลยเพราะไม่ได้เล่นละครมานานมาก ตั้งแต่เรื่อง ‘นางโจร’ ปี พ.ศ. 2545 ก็ไม่ได้เล่นอีกเลย จนมาถึงปี พ.ศ. 2557 ที่ได้เล่นเรื่อง ‘ยอพระกลิ่น’ รับบทตัวร้ายสุด ๆ เป็นครั้งแรก เล่นไปโดยไม่รู้ว่าตัวเองเล่นได้ยังไง แต่ผลปรากฏว่าได้รับรางวัลนักแสดงประกอบฝ่ายชายยอดเยี่ยม ทั้งที่คนที่เข้าชิงล้วนเป็นดารามีชื่อเสียงทั้งนั้น

“ส่วนเทคนิคการเล่นละครของผม ถ้าบทไม่แม่นผมจะตำหนิเลย เพราะเราตื่นตีสามมาท่องบททุกวัน ไม่เคยทำให้ใครเสียเวลา บางทีต้องพูดคนเดียวสองหน้ากระดาษ ถ้าเล่นแล้วติดคำผิดปุ๊บก็ต้องคัดใหม่ ผมเคยโดนพูดซ้ำเป็นสิบครั้งจนต้องบอกให้เปลี่ยนตัวเลยก็มี ยอมรับว่าตอนนั้นเป็นคนปากจัด คิดว่าตัวเองเตรียมความพร้อมมาดีแล้ว ใครจะด่าก็ยอมรับได้ถ้าผมผิดจริง”

เบื้องหลังชีวิตนักแสดงละครจักร ๆ วงศ์ ๆ

“พูดกันตามตรง การเล่นละครจักร ๆ วงศ์ ๆ โคตรสนุกเลยถ้าเราอินกับบทได้ มันแทบจะนอนกลางดินกินกลางทราย ไม่เหมือนละครทั่วไป เช่น ฉากที่นั่งกลางแดด ทำพิธีตากแดดจนเหงื่อท่วมตัว แต่ก็ต้องนั่งเพราะตัวละครพระราชาอยู่ด้วย เราเป็นอำมาตย์ต้องคอยกราบทูล ต้องเล่นได้ทุกอย่าง พระเอกต้องหงายท้องตีลังกาตกโต๊ะแล้วขึ้นมาพูดบทต่อได้ทันที ต้องอาศัยจิตใต้สำนึกล้วน ๆ บางเรื่องผมไม่เคยพูดภาษาจีน แต่ก็ต้องแสดงเพราะรับบทเป็นคนจีน

“บางครั้งมีการถ่ายละครกลับบ้านหกโมงเย็น อาบน้ำยังไม่ทันครบชั่วโมงก็ถูกเรียกกลับไปถ่ายต่ออีก เพราะละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ต้องรันออกอากาศวันเสาร์ - อาทิตย์ จึงต้องทำสต๊อกไว้ล่วงหน้าตลอด

“ส่วนผู้กำกับ ‘พี่หนำเลี๊ยบ ภิพัชพนธ์ อภิวรสิทธิ์’ เขาเป็นผู้กำกับในดวงใจของผม เพราะสิ่งที่เราคิดว่าทำไม่ได้แต่เขาสามารถใช้จิตวิทยาบอกจนเราทำสำเร็จ ฉากที่จำได้แม่นคือฉากสุดท้ายที่ตัวละครต้องกินยาพิษตาย มีบทพูดยาวสองหน้า เห็นแล้วร้องไห้เลย ซ้อมจนบอกว่า ‘กูไม่เล่นแล้ว กูทำไม่ได้’ แต่ก็พูดกับตัวเองว่า ‘มึงต้องสู้นะ ถ้ามึงทำไม่ได้ มึงหมดค่า’ สุดท้ายเล่นออกมาจนคนดูแลกองถ่ายนั่งร้องไห้ตามไปด้วย

“อย่างเรื่อง ‘สังข์ทอง’ ผมเล่นเป็น ‘อำมาตย์พิชัย’ ออกแทบทุกฉาก ตอนแรกวางแผนว่าจะจบใน 70 ตอน แต่สุดท้ายยืดไปถึง 120 ตอน ผมออกตั้งแต่ตอนที่ 9 จนจบเรื่องเลย เป็นเวลาปีครึ่งที่แทบไม่ได้ไปเที่ยวไหน ตรงนี้เองทำให้นักแสดงสนิทกันมาก รักกันเลย บางทีอยากกินอะไรก็ต้องไปทั้งชุดในละคร บางฉากถ่ายยาวถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง โดยเฉพาะฉากท้องพระโรงที่มีนักแสดงประกอบเยอะมาก ทุกคนจะทำพลาดไม่ได้เลย

“ล่าสุดละครเรื่อง ‘ลักษณวงศ์’ ที่เพิ่งจบไปก็มีโอกาสได้เล่นร่วมกันกับ ‘กุ๊กกิ๊ก กชกร ส่งแสงเติม’ น้องเป็นเด็กที่น่ารักมาก นิสัยดี ทำงานด้วยกันราบรื่นมาก น้องหน้าตาดี มนุษยสัมพันธ์ดี น่ารัก และแสดงเก่งจนถึงระดับท็อปนางเอกของค่ายเลย”

สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพ สอนการแสดง บางกอกราม่า

“ความจริงก่อนที่จะมาแสดงละครพื้นบ้าน ผมผ่านการเล่นละครมาหลายเรื่องแล้วเริ่มเบื่อ จึงหันมาทำงานเบื้องหลังดูแลนักแสดงแทน ตอนนั้นมี ‘พี่อุ๊บ วิริยะ’ เป็นไอดอล อยากเป็นแบบพี่อุ๊บ เราก็ได้คุยกันจนได้แนวทางในการดูแลนักแสดงมาบ้าง ต่อมาผมได้รู้จักผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง จึงมีการเสนอกันว่าให้เปิดโรงเรียนสอนการแสดงเด็กเพราะตอนนั้นยังไม่มีใครทำ (20 ปีที่แล้ว) โดยเงินทุนมาจากผู้ใหญ่ท่านนี้ ส่วนผมเป็นคนสอนการแสดง ใช้ชื่อ ‘สถาบันพัฒนาบุคลิกภาพสอนการแสดง บางกอกราม่า’

“เปิดครั้งแรกมีนักเรียนแค่ 6 คน แล้วบอกกันปากต่อปากจนเพิ่มเป็น 20, 30, 40, 50 จนถึง 90 คน ต้องแบ่งกลุ่มเรียน หลายปีผ่านไปผู้ใหญ่ท่านนั้นอยากยกกิจการให้ลูกตัวเอง แต่ลูกไม่เอา ท่านจึงให้ผมมาบริหารงานต่อทั้งหมด

"จุดเด่นของที่นี่คือเราต้องการให้เด็กรู้ทิศทางในการเป็นนักแสดง นายแบบ นางแบบ หรือผู้เข้าประกวด สอนตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงการร้องเพลง วิธีวางตัวต่อหน้าผู้ใหญ่ เทคนิคการเข้ากล้อง มุมกล้อง ไปจนถึงท่าเดิน ฯลฯ ถือว่าเป็นหลักสูตรครบวงจร

“คนส่วนหนึ่งมักคาดหวังว่ามาเรียนแล้วต้องเข้าวงการบันเทิง อยากบอกว่าไม่จำเป็นว่ามาเรียนแล้วต้องเป็นดารา บางคนมาเรียนเพื่อปรับบุคลิกภาพให้ลูก เพราะเด็กบางคนไม่กล้าแสดงออก กลัวการสัมภาษณ์ กลัวกล้อง บางคนมาเรียนแล้วร้องไห้ตั้งแต่อาทิตย์แรกเลย แต่พอเรียนไปสักพักกลับอยากมาเรียนทุกวัน การสอนเด็กต้องค่อย ๆ บ่มเพาะ ไม่ใส่ให้เยอะเกินไปในครั้งเดียว ต้องเข้าใจตัวเด็กแต่ละคนว่าชอบหรือไม่ชอบแบบไหน แล้วค่อยปรับให้เหมาะกับสิ่งที่เขาต้องการ

“การเป็นดาราได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับคาแรกเตอร์เฉพาะตัวของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องหล่อหรือสวยที่สุดเสมอไป อย่างคุณตุ๊กกี้ คุณโก๊ะตี๋ เขาก็ดังเพราะคาแรกเตอร์ของตัวเอง ถ้าคุณมีความสามารถและคาแรกเตอร์ชัดเจน ผู้กำกับจะมองเห็นเองว่าเหมาะกับบทแบบไหน ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ต้องยอมรับความจริงว่าคนสิบนิ้วยังไม่เท่ากันเลย จะไปแข่งกับคนอื่นทุกอย่างไม่ได้ นอกจากความสามารถแล้ว มันขึ้นอยู่ที่บุญและวาสนาด้วย

“แต่ทุกคนที่มาเรียนกับผมมีโอกาสหมด อย่างน้อยผมจะส่งไปถ่ายกับเอเจนซีโฆษณาเพื่อเก็บโปรไฟล์ไว้ก่อน บางทีตรงกับคาแรกเตอร์ที่ลูกค้าต้องการ แต่สุดท้ายขึ้นอยู่ที่ตัวเด็กเอง ไม่ใช่สถาบันที่เรียน ถ้าไปแล้วไม่ตั้งใจก็ไม่มีทางได้ เพราะผมไม่ใช่คนเลือกให้ได้งานและไม่ใช่คนจ่ายเงิน

“บางคนโชคดีได้ไปเซ็นสัญญากับช่องใหญ่ ๆ อย่างช่อง GMM หรือช่อง 7 เมื่อได้เซ็นสัญญาหลังจากนั้นผมก็ไม่ได้ดูแลต่อแล้ว เขาต้องไปติดสัญญาที่นั่นแทน แต่ส่วนใหญ่เด็กไม่เคยลืมผมนะ เพราะผมไม่เคยทำร้ายใคร ให้แต่สิ่งที่ดี เขาก็ตอบแทนกลับมาเอง

“ตอนนี้รับนักเรียนตั้งแต่อายุ 5 ขวบขึ้นไป สูงสุดประมาณ 20 กว่าถึง 30 ปี มีค่าเรียนราคาไม่แพง แต่ต้องเลือกคนเรียนด้วย บางคนมาแล้วคิดว่าจ่ายเงินต้องได้งานทันที ถ้าเจอแบบนี้ผมให้กลับบ้านเลย เพราะการทำงานตรงนี้เราต้องมีจุดยืนที่มั่นคง กล้าปฏิเสธ กล้าให้เหตุผล ไม่งั้นอยู่ไม่ได้”

เวทีการประกวดส่งเสริมเยาวชน

“ด้วยความที่ผมชอบดูประกวดนางงามมาตั้งแต่เด็ก เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้วเคยโดนตีเพราะเรื่องนี้ ผมแอบที่บ้านโดยเอาโทรทัศน์ขาว - ดำเครื่องเล็ก ๆ มาใช้ผ้าคลุมทีวีไม่ให้แสงลอดออกไปแล้วแอบดูประกวดนางงามตอนดึก จนกระทั่งโตขึ้นเข้าวงการบันเทิงและมีโอกาสได้อยู่กับนางงาม เมื่อทุกอย่างลงตัวผมก็เริ่มจัดประกวดเวทีเด็ก นับเป็นคนแรกของประเทศไทยที่ทำเวทีประกวดเด็ก ‘Little Boy And Girl Of Siam หนูน้อยแห่งสยาม’ ทำเวทีนี้มา 15 ปีแล้ว ไม่เคยขอสปอนเซอร์ใครเลย ทำด้วยเงินตัวเองทั้งหมด เพราะถือว่าการจะเลือกใครขึ้นตำแหน่งสวยที่สุดหรือหล่อที่สุดในประเทศไทย ต้องไม่มีเรื่องเส้นสาย ต้องเลือกด้วยความสามารถ สวยจริงหล่อจริง

“ส่วนการตัดสินจะดูที่บุคลิกภาพมากกว่าความสวยอย่างเดียว รวมถึงการตอบคำถามด้วย บางคนสวยจริงแต่ตกรอบเพราะการเดิน การวางท่าโพส สายตา หรือรอยยิ้มที่ให้กรรมการยังไม่ถึง ทุกอย่างต้องออกมาจากใจจริง คนที่จะได้ระดับอินเตอร์เนชันแนลบางทีก็ไม่ได้สวยที่สุด แต่มีออร่าที่ส่งออกมาจากภายในตัวเขาเอง

“เหตุผลที่ส่งเสริมเยาวชนในด้านนี้คือทำด้วยใจล้วน ๆ ผมเคยคิดว่าตอนเด็ก ๆ เราไม่เคยมีโอกาสแบบนี้ พอมีโอกาสก็อยากแบ่งปันให้เด็กไทยที่เก่งแต่ไม่มีทุนได้มีโอกาสบ้าง ไม่จำเป็นว่าคนรวยต้องได้รางวัล ถ้าเด็กคนไหนสวยหล่อจริง มีความสามารถจริง ผมก็ให้โอกาส เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่ที่บุญวาสนาของแต่ละคน  โดยปกติเด็กมันซื่อบริสุทธิ์และน่ารักเป็นธรรมชาติของเขา ไม่ต้องแสร้งทำ ความเป็นเด็กจะออกมาโดยสัญชาตญาณ ผมชอบแบบนี้ แต่การทำเวทีเด็กไม่ง่ายเลย เหมือนจับปูใส่กระด้ง ต้องคอนโทรลเด็กหลายคนพร้อมกันให้ได้ ทำมา 15 ปีถึงควบคุมสถานการณ์ได้ ตอนนี้ผมถือลิขสิทธิ์เวทีการประกวดในประเทศไทยประมาณ 8 รายการ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

งานซีรีส์และละครแนวตั้ง

“การผลิตซีรีส์เป็นความใฝ่ฝันที่ผมอยากทำมากที่สุดในชีวิต เมื่อก่อนไม่เคยคิดจะทำเลย จนได้ไปเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี มีอาจารย์ท่านหนึ่งขอให้ผมช่วยเลือกนักแสดงให้กับหนังสั้นที่ส่งเข้าประกวด ปรากฏว่าหนังเรื่องนั้นติด 1 ใน 10 ระดับประเทศ ได้รองอันดับ 1 แต่ภายหลังมีปัญหาภายในองค์กรทำให้หนังไม่ได้ฉาย

“ผมจึงตัดสินใจทำซีรีส์ขึ้นมาเองเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่ทำมามีคุณภาพจริง ผมเชื่อว่าคนทำดีต้องได้รับโอกาส ไม่ควรถูกกลั่นแกล้งด้วยระบบพวกพ้อง ด้วยความเชื่อแบบนี้ผมจึงไม่หยุดอยู่แค่ซีรีส์ แต่มองหาช่องทางใหม่ ๆ ที่จะเปิดโอกาสให้เด็กรุ่นใหม่ได้แสดงฝีมือ อย่างละครแนวตั้งที่กำลังมาแรงอยู่ในตอนนี้

“ปัจจุบันละครแนวตั้งถือว่ามาแรง จบในตอนง่าย ๆ เป็นรายได้ที่ดี ตอนนี้ผมกำลังทำอยู่กับเพื่อนอีกคน กำลังเขียนบทเพื่อเสนอขายที่จีน เพราะละครแนวตั้งทำให้คนทำงานมีรายได้เร็ว จบในตอนเดียวได้ ไม่ต้องรอยาวเหมือนซีรีส์ ความโอเวอร์แอกติง (Over Acting) คือจุดขายของละครแนวตั้ง ทำให้คนดูรู้สึกสนุก คนไทยเองก็ชอบดูอะไรที่โอเวอร์อยู่แล้ว ถือเป็นสีสันของละครและหนัง

“ตลาดจีนใหญ่มาก การซื้อขายแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทำให้ต่อยอดได้ทั้งหมด เด็กที่เล่นละครของเราสามารถไปโชว์ตัวเป็นพรีเซนเตอร์สินค้าที่จีนได้ด้วย ถ้าละครแนวตั้งไปติดตลาดจีน แฟนคลับจีนจะเยอะกว่าคนไทยหลายเท่า เพราะกำลังซื้อของแฟนคลับจีนสูงกว่ามาก ไม่ได้ดูถูกคนไทยนะ แต่คนไทยจะเน้นการส่งเสริมสนับสนุนมากกว่าการเปย์แบบแฟนด้อม

สุดท้ายนี้อยากฝากซีรีส์เรื่อง ‘The Gem of Chan เจียระไนใจ ให้เป็นจันท์’ และกำลังทำเรื่องการประกวด ‘Little Boy and Girl of Siam หนูน้อยแห่งสยาม’ ปีล่าสุดที่กำลังจะจัดขึ้น ฝากทุกคนที่อยากสมัครเป็นเด็กสวยหล่อที่สุดในประเทศไทย ติดตามได้ที่ Facebook : Ruj Khunmuang เรามาพบกันในเวทีเด็กแห่งแรกของประเทศไทย ที่จะพาคุณไปสู่วงการบันเทิงหรืออนาคตที่ดี

สุดท้ายนี้ สิ่งที่ผมทำหลายอย่างนี้ ผมทำด้วยใจ ความรัก และความเมตตา ขอบคุณครับ (ยิ้ม)         

Profile

ดร.อติรุจ ขวัญเมือง กังวานวงศ์

นอกจากงานเบื้องหน้าและเบื้องหลังวงการบันเทิงแล้ว ท่านยังเป็นผู้ทรงคุณวุฒิและอาจารย์พิเศษสอนให้กับมหาวิทยาลัย เช่น มหาวิทยาลัยศรีปทุม, มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี และล่าสุดมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี

ท่านเป็นกรรมการสงเคราะห์เด็กและเยาวชนสำหรับสถานพินิจ กรุงเทพมหานคร

รางวัลเกียรติยศ

- รางวัลจากโรงเรียนเฉลิมพระเกียรติ 48 พรรษา ร่วมกับมูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์

- รางวัลกินรีทอง มหาชน (จากนักแสดงประกอบชายในเรื่อง ‘ยอพระกลิ่น’)

- รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา สมาคมส่งเสริมความเจริญของพระพุทธศาสนา

- รางวัลระฆังทอง (บุคคลแห่งปี) ประจำปี 2553

- รางวัลเพชรแห่งสยาม

- รางวัลมาลัยสยาม คนดีของแผ่นดิน แห่งปี 2558 สมาคมสื่อมวลชนสัมพันธ์

 

รางวัลกินรีทอง มหาชน (จากนักแสดงประกอบชายในเรื่อง ‘ยอพระกลิ่น’)

 

รางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา สมาคมส่งเสริมความเจริญของพระพุทธศาสนา

 

รางวัลระฆังทอง (บุคคลแห่งปี) ประจำปี 2553

 

รางวัลเพชรแห่งสยาม

 

รางวัลมาลัยสยาม คนดีของแผ่นดิน แห่งปี 2558 สมาคมสื่อมวลชนสัมพันธ์

The Spirit of Giving ความสุขของผู้หวังดี ดร.อติรุจ ขวัญเมือง กังวาลวงศ์