โดดเดี่ยว(แต่ไม่เดียวดาย) ตอนที่ ๕๐ พระตะบองแตก
ก่อนที่ "พระตะบอง" จะแตก มีข่าวลือไปทั่วเมืองว่ากองทัพไทยจะเข้ามาช่วยเหลือ เพราะคนพระตะบองส่วนใหญ่เป็นคนไทย ฉันก็เชื่อเช่นนั้น เพราะเคยเห็นรถบรรทุกน้ำมันจำนวนนับร้อยคันขนน้ำมันมาจากเมืองไทยเข้ามาช่วยเขมร แต่ยังไม่มีทหารไทยเข้ามาช่วยพระตะบอง จึงเชื่อว่าทหารไทยจะเข้ามาช่วยพระตะบองให้รอดปลอดภัยได้
ความหวังของคนพระตะบองตอนนั้น นอกจากทหารไทยแล้ว พวกเขายังเชื่อว่าจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สามารถช่วยได้ จึงมีการประกอบพิธีที่เรียกว่า “โครตกรรม” ขึ้นที่วัดกำแพง ริมแม่น้ำสะแก ชาวบ้านว่าเป็นพิธีสะเดาะเคราะห์บ้าน สามารถขับไล่เสนียดจัญไรได้ มีพระสงฆ์มาชุมนุมกันที่วัดนี้เป็นจำนวนมากตลอดเวลา ๓ วัน ๓ คืน
พระทุกรูปจะไม่ฉันอาหาร เว้นน้ำ ประชาชนชายหญิงที่มาร่วมพิธีจะแต่งชุดสีขาว และจะเว้นการกินอาหารที่ปรุงด้วยสิ่งมีชีวิต กินแต่อาหารมังสวิรัติ พิธีดังกล่าวเกิดขึ้นจากเศรษฐีคนหนึ่งสร้างเรื่อง "โคตรกรรม" ขึ้น บรรดาชาวบ้านเกิดความเชื่อศรัทธาจึงรวบรวมเงินบริจาคร่วมกับเศรษฐี แต่ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี เศรษฐีที่ว่าก็หอบข้าวของเงินทองของชาวบ้าน
หนีจากเมืองพระตะบองไป ไม่มีใครรู้ว่าเขาหายไปไหน
ความหวาดกลัวเกิดขึ้นไปทั่วเมืองพระตะบอง ไม่เว้นเพื่อนนักข่าวที่ร่วมเดินทางมากับฉัน นี่เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ เราเริ่มทะเลาะกันทุกวัน โดยอ้างเหตุผลของตัวเองที่ล้วนแล้วแตกต่างกัน แต่ทุกคนลงเอยเหมือนกันก็คือเป็นเพราะฉันเดินทางมาทำข่าวสงครามในเขมร แต่พวกเขาลืมไปว่าเขาเป็นคนที่ขอร้องตามมากับฉัน
ในที่สุดทุกคนก็มีความเห็นตรงกันว่าเราจะต้องออกจากพระตะบอง ก่อนที่เขมรแดงจะบุกเข้ามา ฉันบอกกับพวกเขาว่าเราจะต้องเดินกลับเมืองไทยตามเส้นทางที่เรามา เส้นทางที่ว่าก็คือจากพระตะบองเราจะเข้าเสียมราฐ ศรีโสภณ มงคลบุรี เขาปอยเปต แล้วก็ถึงอรัญประเทศ
เรามีความเห็นเหมือนกัน เว้นแค่เพื่อนคนหนึ่งชื่อ “เสนีย์ ด้ายมงคล” ท่านนักข่าวอิสระไม่สังกัดสำนัก เขาเป็นเพียงคนเดียวที่คัดค้าน เขาเชื่อว่าถนนที่นำเรามาตอนนี้คงถูกเขมรแดงยึดไว้แล้ว ทางที่ดีต้องเปลี่ยนเส้นทางกลับ คือเส้นทางเมืองไพลินที่ติดกับจังหวัดจันทบุรี พวกเราไม่เห็นด้วย แต่ “เสนีย์" ยืนยันว่าจะเดินทางกลับเส้นทางนั้น ในที่สุดเขาก็แยกตัวเองเดินทางไปกับเขมรคนหนึ่งรับอาสาพาไป หลังจากที่ฉันและเพื่อนนักข่าวกลับมาถึงประเทศไทยเกือบเดือน "เสนีย์" ถึงกลับมาได้ พร้อมการเจ็บป่วยด้วยโรคไข้มาลาเรียอาการสาหัส
สำหรับฉันและเพื่อนที่ได้เดินทางกลับมาด้วยรถยนต์ของนสพ.ไทยรัฐ พร้อมมีคนไทยพระตะบองขอติดรถด้วย โดยอ้างว่าเขารู้เส้นทางที่ปลอดภัย เราจึงยอมให้เขาเดินทางมาด้วย และมันก็จริงอย่างที่เขาว่า เส้นทางที่เขาพามาถึงจะแสนลำบากและเต็มไปด้วยขบวนระแทะหรือเกวียนเขมร จำนวนมากมายทื่อพยพหนีตายมุ่งเขาประเทศไทย
และการเดินทางคราวนี้ ฉันได้พบกับสิ่งเลวร้ายที่สุดของสงครามคราวนี้ก็คือกองทัพของชาวเขมร เขมรที่ถูกฆ่าเสียชีวิตมากมายก่ายกองเป็นภูเขาเลากา
เรื่องมีอยู่ว่าเมื่อขบวนของเราเดินทางมาถึงเมืองเล็ก ๆ ชื่อ “นิมิตร" พวกเราจึงพักการเดินทางเพราะเกือบถึงอรัญประเทศอีกไม่กี่สิบกิโล ฉันปลีกตัวออกมาจากขบวน เดินลงถนนเพื่อทำธุระตามธรรมชาติ ตอนนั้นฉันได้ยินเสียงหึ่ง..หึ่ง เหมือนเสียงแมลงวันตอมอาหาร ด้วยความสงสัยฉันจึงตามเสียงนั้น และพบว่าเสียงมาจากโบสถ์ร้าง ที่หลังโบสถ์ฉันจึงเห็นกองศพของคนเขมร จำนวนนับร้อย ๆ ที่กองกันเหมือนภูเขาเลากาอย่างที่ว่าด้วยสัญชาตญาณของนักข่าว ฉันจึงถ่ายรูปนั้นทันที และเป็นภาพเดียวที่ฉันถ่ายได้ เพราะเสียงตะโกนโหวกเหวกเรียกฉันให้ออกเดินทางต่อ
ภาพกองศพนั้นถูกตีพิมพ์ในนสพ.ไทยรัฐ เป็นภาพที่ถูกนำไปตีพิมพ์ตัดต่อของหนังสือพิมพ์ต่างประเทศ อีกไม่กี่วันต่อมาก็มีนักข่าวมาสัมภาษณ์เรื่องราวทั้งหมดของฉัน และต่อมาก็มีการดัดแปลงทำเป็นภาพยนตร์ชื่อ “Killng Field” ที่โด่งดังไปทั่วโลก
สันติ เศวตวิมล
เจ้าของรางวัลกรมหมื่นนราธิปฯ
สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ประจำปี ๒๕๖๕



