เบนท์ กิตติธัช : The Soul of Kalasin จิตวิญญาณของศิลปินลูกข้าวเหนียว
บางครั้งการก้าวไปข้างหน้าได้ไกลที่สุด อาจไม่ใช่การออกวิ่งไปบนเส้นทางใหม่ แต่คือการหวนคืนสู่ “รากเหง้า” แล้วเริ่มต้นใหม่จากที่ตรงนั้น นี่คือเรื่องราวของ “เบนท์ กิตติธัช” ศิลปินหนุ่มเพลงป็อป สังกัดค่าย Kicks Records ผู้เว้นว่างจากหน้าไมค์ไปเกือบหนึ่งปีเต็ม สู่การตัดสินใจครั้งสำคัญ เลือกที่จะสลัดภาพลักษณ์เดิม แล้วสวมหัวใจ “เด็กกาฬสินธุ์” หยิบนำเรื่องราวและประสบการณ์วัยเยาว์มาถักทอเป็นแนวดนตรีใหม่ที่เขาเรียกว่า “อีสานผสมผสานป็อปและเพื่อชีวิต” ผ่านหลากผลงานเพลงใหม่ เริ่มต้นที่ “กาฬสินธุ์ บลูส์” และ “ฝ้ายผูกใจ”
นี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนแนวเพลงธรรมดา แต่คือการ “ปลดล็อก” กระสุนนัดสำคัญที่เขาซ่อนไว้มาตลอด MiX Magazine ขอชวนทุกคนมาล้อมวงฟังเรื่องราวชีวิตของลูกอีสานคนนี้ ผ่านบรรยากาศดนตรีบลูส์ เสียงพิณและปี่ภูไท ที่เคล้าไปด้วยกลิ่นอายข้าวเหนียวและความจริงใจ ในฐานะศิลปินที่เชื่อมั่นอย่างสุดใจว่า “ข้าวเหนียวยังไงก็เหนียว” ไม่เปลี่ยนแปลง

Intro : กาฬสินธุ์ บอย (Kalasin Boy)
เบนท์ กิตติธัช : สวัสดีครับ เบนท์ กิตติธัช จากค่าย Kicks Records ครับ ณ ตอนนี้ค่ายจำกัดความแนวเพลงใหม่ของเบนท์ว่า แนวอีสานผสมผสานระหว่างป็อปและเพื่อชีวิตครับ ผมนิยามว่าแนวนี้มันเป็นวิวใหม่ที่มีประสบการณ์มาจากตัวของผมเอง เป็นวิวที่ผมคุ้นชินกับมันอยู่แล้ว แต่เป็นวิวที่ค่ายยังไม่เคยเห็น ไม่เคยทำ ค่ายชอบมัน และอยากจะพาทุกคนไปเจอวิวนั้นด้วยกัน คนที่ติดตามผมมาก่อนหน้านี้อาจจะไม่เคยเห็นบรรยากาศนี้ แต่เดี๋ยวจะได้เห็นกันครับ เริ่มต้นที่ “กาฬสินธุ์ บลูส์” เพลงนี้คือคำอธิบาย ไม่ว่าจะเป็นประวัติของผม ไอ้หนุ่มนี่มันเป็นใคร ผมใส่ไว้ในเพลงหมดเลยครับ
Track 1 : ข้าวเหนียวยังไงก็เหนียว (Look Back)
เบนท์: จากเพลง “เพราะคุณ (You)” จนถึง “กาฬสินธุ์ บลูส์” ช่วงระยะเวลาปล่อยเพลงที่เว้นว่างเกือบ 1 ปีเต็ม จริงๆ จังหวะเตรียมตัวมาเวย์ใหม่มันแค่แป๊บเดียวเท่านั้นเอง แต่ช่วงที่เว้นว่าง ผมไม่ได้อยู่เฉย ๆ ครับ ช่วงนั้นผมทำเดโมเยอะมากแต่ไม่ได้เข้าค่าย จนวันหนึ่งเข้ามาเปิดเพลงให้ที่ค่ายฟังว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทำอะไรอยู่ ก็เข้ามานั่งคุยกับพี่แทน พี่คัตโตะ (สมาชิกวง LIPTA และผู้บริหาร Kicks Records) เปิดเพลงให้เขาฟัง เขาบอกว่าเพราะนะ แล้วยังไงต่อดี พี่แทนเลยพูดขึ้นมาว่า “หรือเบนท์กลับบ้าน” ผมก็ห๊ะ! เดี๋ยว ๆ กลับบ้านอะไรครับพี่ พวกเขาบอกว่าพี่ชอบเวลาที่เบนท์เล่าเรื่องมากเลย เล่าเรื่องที่เบนท์อยู่ต่างจังหวัด เล่าเรื่องว่าเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ ได้ยังไง เล่าเรื่องตอนทำซอยจุ๊กกิน เล่าเรื่องเพื่อน เล่าเรื่องครอบครัว เล่าเรื่องชีวิต เขาชอบฟังกันมาก เขาเลยบอกว่าลองเอาเรื่องของตัวเองมาเขียนเป็นเพลงมั้ย เรื่องที่อินจริง ๆ ผมก็ลองดู ตอนแรกไม่ได้รู้ว่ามันจะออกมาเป็นแนวไหน ขอแค่ไปเขียนมาก่อน ผมกลับบ้านไปเขียนเพลงได้มา 5 เพลง ผ่านหมดเลยครับ ค่ายรู้สึกว่านี่แหละ เจอแล้วว่าไอคำว่ายังไงต่อดี คือมันเปลี่ยนแนวก็จริงครับ แต่ผมพูดเลยว่ามันไม่ได้เปลี่ยนชีวิตผมเลย ความเป็นตัวเองมันยังคงอยู่ ข้าวเหนียวยังไงก็เหนียว เพราะรากเหง้าผมเป็นอย่างนั้นจริง ๆ

Track 2 : Wanna Be บลูส์ (The New Era)
เบนท์ กิตติธัช : เริ่มจาก “กาฬสินธุ์ บลูส์” เป็นซิงเกิลแรกในนาม “เบนท์ กิตติธัช“ ครับ (ก่อนหน้านี้คือ BENT) เป็นเพลงแนวบลูส์ เพราะว่าเป็นแนวเพลงแรกที่ผมเลือกที่จะชอบด้วยตัวเอง ผมต้องการเบลนด์เอาความบลูส์ตรงนี้มาทำให้มันมามีความเป็นเด็กต่างจังหวัด สังเกตในเพลง ฟังเสียงดนตรีดี ๆ มันจะเหมือนคนตั้งวงดื่มแล้วเล่นดนตรีมากกว่าเป็นเพลงที่มิกซ์มาสเตอร์อย่างเป็นทางการ ผมอยากให้ทุกคนได้เห็นว่าบรรยากาศเด็กบ้านนอกที่มัน Wanna be บลูส์เป็นยังไง เด็กบ้านนอกที่อยากสิเฮ็ดเพลงขึ้นมาจริง ๆ มันคงทำอะไรไม่ได้เยอะหรอก
จริง ๆ เพลง“กาฬสินธุ์ บลูส์“ ไม่ได้จะปล่อยเป็นเพลงแรกนะ ตั้งใจปล่อยเป็นเพลงท้าย ๆ ด้วยซ้ำ เพราะมันเป็นเพลงที่โคตรจะเข้าใจแค่ตัวเอง แต่ว่าพี่แทน พี่คัตโตะ มองว่าควรจะปล่อยเป็นเพลงแรกเพื่อให้คนเข้าใจก่อนว่าเรากำลังจะทำอะไร
ส่วนเพลง “ฝ้ายผูกใจ” มันคือโปรเจกต์ต่อมาที่ค่ายบอกว่า เบนท์ลองไปแต่งเพลงที่เป็นความเชื่อของภาคอีสานมา ถ้าเกี่ยวกับความรักได้ยิ่งดี ก็เลยไปเจอประเพณีฝ้ายผูกแขน
สำหรับภาคอีสาน มันจะมีเรื่องของบายศรีสู่ขวัญ เรื่องของการรับขวัญ เช่น ลูกเราไปเรียนกรุงเทพฯ กลับมาทำงานที่กาฬสินธุ์ เราต้องมีประเพณีนี้เพื่อรับขวัญเขากลับมา หรือว่าส่งเขาไปเรียน ไปเป็นตำรวจ ไปเป็นพยาบาลที่ต่างจังหวัด เขาอยู่กับเรามาตั้งแต่เด็ก มันเป็นการเรียกขวัญส่งเขาเหมือนกัน ส่วนใหญ่เป็นงานมงคล ซึ่งประเพณีนี้ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับความรัก ความผูกพัน มันคงไม่มีเกิดขึ้น เพราะมันคือความอยากอวยพรให้เขาโชคดี
Track 3 : หวนคืนสู่รากเหง้า (The Sound of the Roots)
เบนท์ กิตติธัช : สำหรับ “ฝ้ายผูกใจ” เพลงนี้ทำให้ผมมีโอกาสได้กลับไปจับพิณและเป่าปี่ภูไทอีกครั้ง ถามว่าการกลับไปเล่นดนตรีพื้นบ้านในตอนนี้ กับเล่นเพราะคุณแม่ ซึ่งท่านเป็นครูหมอลำ สอนเราในตอนเด็ก ๆ ให้ความรู้สึกว่าแตกต่างกันมั้ย มันแตกต่างครับ เพราะตอนนั้นไม่อยากจับเลย แต่ตอนโตมาโคตรคิดถึงเลย มันอาจให้ความรู้สึกว่าเราเปลี่ยนแนว แต่จริง ๆ เหมือนผมไม่ได้เปลี่ยนอะไรหรอก ผมแค่กลับบ้านครับ
สำหรับพิณ ปี่ภูไท ตอนเด็ก ๆ เราเล่นเพื่อให้มันจบ ๆ ไป ให้แม่โอเค แต่ตอนนี้เราเล่นเพื่อความหมายเดียว เป้าหมายเดียว คือส่งเสียงนี้ไปให้ถึงกลุ่มคนฟัง ให้เขาสัมผัสถึงอารมณ์ของเพลง ให้มันไปถึงจุดที่เราและค่ายต้องการ
ตอนนี้ผมรู้สึกโชคดีมากที่แม่สอนสิ่งเหล่านี้ให้กับเรา มันเป็นสกิลที่ไม่มีวันหายไปจากร่างกาย โดยเฉพาะปี่ภูไท ผมอยากพรีเซนต์ปี่ภูไทมาก เพราะเป็นเครื่องดนตรีที่ผมไม่ชอบที่สุดตอนเด็ก ๆ มันเป่ายาก แต่พอโตขึ้นมาแล้วได้มาเป่ามันอีกครั้ง ผมเพิ่งเข้าใจเลยว่าซาวด์ของมันเพราะมาก มีเสน่ห์ และทำให้เราคิดถึงบ้านได้มากขนาดไหน

Track 4 : นี่แหละรสชาติของชีวิต (Grow Up)
เบนท์ กิตติธัช : ก่อนหน้านี้ หลังเรียนจบมามันไม่เหมือนตอนเรียนเลยครับ มีช่วงหนึ่งที่ผมรู้สึกหลงทาง กลับบ้านก็ไม่ได้ จะทำอะไรต่อดี มันมีช่วงที่คิดถึงบ้านมาก พอได้กลับไปเจอเพื่อน ผมถึงได้รู้ว่าเราไม่ได้สู้อยูคนเดียว เพื่อนอีกหลายคนก็มีปัญหาหนักพอ ๆ กัน ยิ่งมารู้ว่าเพื่อนที่เราเห็นว่าชิลล์มาตลอด เขาก็ร้องไห้เพราะความเหนื่อยได้เหมือนกัน มันเป็นช่วงที่ผมคิดเยอะมาก ทั้งเรื่องพ่อแม่ที่แก่ลงทุกวัน
วัฒนธรรมที่บ้านผมอาจจะหัวโบราณหน่อย บางคนอาจมองว่าอายุ 25-27 ยังเป็นวัยรุ่นอยู่ แต่สำหรับบางคนมันมีเวลาจำกัด ต้องสำเร็จให้คนข้างหลังเห็น เพราะมีหลายเคสที่ไม่ทันได้เห็นความสำเร็จนั้น ผมเคยดูสัมภาษณ์พี่หม่ำ จ๊กมก เขาร้องไห้แล้วบอกว่าเสียใจที่สุดคืออยากให้พ่อแม่มาเห็นเขาในวันนี้ มันเลยเหมือนเป็นการได้กลับมาทบทวนอะไรมากขึ้น มันคือช่วงที่ควรจะต้องดิ้นรนเพื่ออะไรบางอย่างแบบได้แล้วจริง ๆ
Track 5 : ตัวตนและการเติบโต (Core)
เบนท์ กิตติธัช :ถ้ามองย้อนกลับไปจนถึงตอนนี้ ช่วงแรกเพิ่งปี 2 ปี 3 มีแต่เพลงสนุก ๆ เฮฮาปาจิงโกะมาก เรียนจบมาเริ่มมาพูดเรื่องความรักกับแฟน พอมาพาร์ทปัจจุบันผมก็เพิ่งรู้ตัวเหมือนกันว่าเราสามารถเขียนเนื้อเพลงที่เกี่ยวกับเรื่องราวชีวิตจนพี่แทน พี่คัตโตะ บอกว่าชอบ เพลงของผมเหมือนดูซีรีส์ที่มีหลายภาค แต่ละภาคก็เล่าเรื่องราวชีวิตในช่วงวัยนั้น ๆ คิดว่าเสน่ห์ของมันอาจไม่ได้อยู่ที่เนื้อหา แต่คงอยู่ในตัวเพลงยุคนั้น ๆ มีความแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงวัย ซึ่งน่าจะเป็นกันทุกวง
ถามว่าผมเติบโตขึ้นอย่างไรบ้างในฐานะศิลปิน ตอนนี้ผมทำงานเป็นคอรัสให้วง LIPTA ได้รับประสบการณ์เยอะมากครับ พี่ ๆ เขาอยากให้ผมเห็นว่างานแต่ละงานมันเป็นอย่างไร ต่างกันอย่างไร ถ้าในทางตลกพูดเลยว่า LIPTA เป็นวงที่สุดยอดมากในการเป็นตัวดิ้น ไปบางงาน สคริปต์ที่เขียนมาฉีกแทบจะทิ้งทั้งหมดเพื่อเล่นอีกแบบหนึ่ง แต่ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะ เล่นอีกแบบหนึ่งแล้วดีกว่าเดิม มันทำให้ผมได้รับประสบการณ์เยอะมาก จนตอนนี้ผมไม่ค่อยกลัวเวทีแล้ว เพราะผมรู้แล้วว่าต้องจัดการกับมันยังไง

Track 6 : เพลงตบ (Spoiler Alert)
เบนท์ กิตติธัช : จากที่เราคุยกันในช่วงแรก จริงๆ เพลงแรกที่จะปล่อยตอนนี้ถูกเบียดไปแล้วครับ มันมีเพลงใหม่ที่แทรกขึ้นมาเรื่อย เนื้อหาของมันเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัว ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายเดียวในชีวิตผม เป็นเพลงที่เขียนแล้วใจสั่นจนบางคำผมยังไม่กล้าเขียนเลยครับ เพราะเขียนแล้วรู้สึกจิตใจมันหดหู่ ตอนกลับบ้านผมลองเอาเดโมเพลงนี้ไปเล่นให้เพื่อนฟัง พอจบเพลงผมได้ยินเสียงข้างๆ ร้องไห้ ก็เลยคิดว่าเพลงนี้น่าจะดี แต่ตอนนี้มันถูกย้ายไปจากหัวขบวนก่อน เพราะมีเพลงเด็ดที่เพิ่มเข้ามาใหม่ ซึ่งเด็ดไม่แพ้กัน
สำหรับเพลงใหม่นี้ ผมไม่รู้ว่าพวกคุณจะรู้สึกอย่างไรนะ แต่สำหรับผมกับค่าย มันคือ “เพลงตบ” ครับ พอเดโมจบปุ๊บ พี่คัตโตะตบมือเลย บอกว่าผ่าน ชอบ ได้ยินคำนี้ผมโคตรชื่นใจ ตอนนี้ลุ้นกับ MV มาก เดี๋ยวมาดูกันว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไปครับ
Track 7 : กระสุนหมดแม็ก (Unlock)
เบนท์ กิตติธัช : ก่อนหน้านี้ผมเคยบอกว่าผมมีสไตล์เพลงที่ตัวเองชื่นชอบ มีสิ่งที่สนใจ แต่หยิบนำมันออกมาสร้างผลงานได้ไม่เต็มที่เท่าไหร่ แต่ปีนี้ผมปลดล็อกตัวเองแล้วครับ มันเหมือนผมมีกระสุนที่แรงที่สุดในชีวิต และผมจะยิงให้หมดแม็กเลย ตอนนี้ผมกล้าทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับงานของผม ค่ายสั่งให้ทำอะไร ผมทำได้หมดเลย เพราะผมรู้สึกว่าปีที่ผ่านมายังทุ่มเทได้ไม่ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ มีแวบไปเที่ยวบ้าง แวบพักบ้าง แต่ปีนี้จะไม่แวบไปไหนทั้งนั้น ผมจะวิ่งอย่างเดียว และยิงให้หมดแม็กจริง ๆ เพื่อพิสูจน์ว่านี่จะเป็นบทที่สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยทำมาครับ
Track 8 : เด็กบ้านนอกเข้ากรุง (Talk to)
เบนท์ กิตติธัช : ขอบคุณแฟนเพลงที่ยังอยู่ด้วยกันนะครับ บางคนอาจจะงงว่าเบนท์เปลี่ยนแนวเพลงเหรอ ผมพูดตามตรงคือแนวดนตรีมันเปลี่ยนไปจริง ๆ ครับ แต่ตัวตนของผมไม่เคยเปลี่ยนเลย ทุกคนเคยเห็นเบนท์เวอร์ชันเรียนดนตรีคลาสสิกที่กรุงเทพฯ แล้ว ครั้งนี้ผมขอกลับบ้าน ขอพาทุกคนไปเจอเบนท์ที่เป็นเด็กบ้าน ๆ ลูกอีสาน ขอบคุณมากที่ยังอยู่ด้วยกัน และขอบคุณคนที่เพิ่งเข้ามาติดตามด้วยนะครับ
ถ้าจะให้ทุกคนจดจำผมในแบบไหน ผมอยากให้จำว่าผมคือเด็กบ้านนอกคนหนึ่งที่มีความฝันเหมือนทุกคน แล้วเข้ามาดิ้นรนในกรุงเทพฯ เป็นเด็กบ้านนอกเข้ากรุงที่กำลังพยายามทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ และอยากให้ทุกคนประสบความสำเร็จไปพร้อม ๆ กับผม ใครที่มีความฝันอยู่ คาดว่าวันหนึ่งขอให้เราได้มาชนแก้วกันสักครั้งนะครับ ขอบคุณมากครับ
Outro : ฝากไว้ในอ้อมใจ (Keep in Touch)
เบนท์ กิตติธัช : ฝากเพลงใหม่ “ฝ้ายผูกใจ” ด้วยนะครับ สามารถฟังได้ที่ช่อง YouTube : เบนท์ กิตติธัช รวมถึง Facebook : เบนท์ กิตติธัช ส่วน Instagram : BENT_TNEB สุดท้ายนี้ฝากค่าย Kicks Records ไว้ในอ้อมใจด้วยนะครับ ขอบคุณมากครับ

Photo : Ajarin Duangchaemsai



