Five of the greatest traitors in history  ห้าผู้ทรยศที่เลื่องชื่อที่สุดในประวัติศาสตร์

Five of the greatest traitors in history ห้าผู้ทรยศที่เลื่องชื่อที่สุดในประวัติศาสตร์

คำว่า “ผู้ทรยศ (Traitor)” เป็นหนึ่งในคำที่หนักหน่วงที่สุดในภาษามนุษย์ เพราะมันไม่ได้หมายถึงเพียงการเปลี่ยนข้าง หากแต่หมายถึงการทำลายความไว้วางใจ การหักหลังอุดมการณ์ หรือการขายชาติ ศาสนา และผู้คนของตนเองให้แก่ศัตรู ทั้งนี้ทาง MiX MAGAZINE ได้ทำการคัดเลือก 5 บุคคลผู้ทรยศจากต่างยุคต่างสมัย ต่างวัฒนธรรม ซึ่งชื่อของพวกเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของ “การทรยศ” ในประวัติศาสตร์โลกมาอย่างเนิ่นนาน

1. ยูดาส อิสคาริโอท (Judas Iscariot)

ยูดาส อิสคาริโอท เป็นหนึ่งในอัครสาวกสิบสองของพระเยซูคริสต์ เขาได้รับมอบหมายให้ดูแลเงินของคณะสาวกพระคัมภีร์ บางตอนกล่าวว่าเขาเป็นคนโลภและยักยอกเงิน ยูดาสติดต่อกับมหาปุโรหิตจากนั้นได้ทรยศพระเยซู รับเงิน 30 เหรียญเงินเป็นค่าตอบแทน โดยชี้ตัวพระเยซูผ่านการจูบซึ่งเป็นสัญญาณให้ทหารรู้ตัวตน การกระทำนี้นำไปสู่การจับกุมพระเยซูในสวนเกทเสมนี และเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการพิจารณาคดีซึ่งจบลงด้วยการตรึงกางเขนของพระเยซู ภายหลังยูดาสรู้สึกสำนึกผิดอย่างหนักและจบชีวิตตนเอง ชื่อของยูดาสจึงไม่ใช่เพียงชื่อบุคคล แต่กลายเป็นคำเปรียบเปรยถึงผู้ทรยศในวัฒนธรรมตะวันตกตลอดกว่า 2 พันปี

 

2. เบเนดิกต์ อาร์โนลด์ (Benedict Arnold)

เบเนดิกต์ อาร์โนลด์ เป็นนายพลคนสำคัญของกองทัพฝ่ายอเมริกันในสงครามปฏิวัติอเมริกา ช่วงแรกเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นวีรบุรุษจากชัยชนะหลายสมรภูมิ อย่างไรก็ตาม เขาไม่พอใจที่ถูกมองข้ามความดีความชอบและมีปัญหาหนี้สิน อาร์โนลด์เริ่มรู้สึกขมขื่นต่อสภาคองเกรสและผู้นำฝ่ายปฏิวัติ เขาลักลอบติดต่อกับฝ่ายอังกฤษอย่างลับ ๆ เป้าหมายของเขาคือการมอบป้อมเวสต์พอยต์ให้แก่ศัตรู เวสต์พอยต์เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญควบคุมแม่น้ำฮัดสัน อาร์โนลด์หวังแลกการทรยศกับเงินและตำแหน่งในกองทัพอังกฤษ แผนการถูกเปิดโปงเมื่อสายลับอังกฤษถูกจับพร้อมเอกสารลับ แต่อาร์โนลด์หลบหนีไปยังฝ่ายอังกฤษได้ทันเวลา ต่อมาเขาเข้ารับราชการในกองทัพอังกฤษแต่ไม่เคยได้รับความไว้วางใจเต็มที่ ชื่อของเบเนดิกต์ อาร์โนลด์จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของ “ผู้ทรยศ” ในประวัติศาสตร์อเมริกันอย่างร้ายแรงที่สุด

 

3. วิดคุน ควิสลิง (Vidkun Quisling)

วิดคุน ควิสลิง เป็นนักการเมืองชาวนอร์เวย์ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมและมีแนวคิดชาตินิยมสุดโต่ง เมื่อครั้งเยอรมันนาซีบุกนอร์เวย์ในค.ศ. 1940 ควิสลิงเลือกเข้าข้างผู้รุกราน เขาประกาศตั้งรัฐบาลโดยอ้างอำนาจของตนเองภายใต้การสนับสนุนของนาซี การกระทำดังกล่าวถือเป็นการทรยศต่อรัฐบาลและประชาชนชาวนอร์เวย์อย่างที่สุด ควิสลิงช่วยเหลือนโยบายของนาซี ปราบปรามฝ่ายต่อต้าน สนับสนุนอุดมการณ์ฟาสซิสต์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด เขาถูกจับกุมและนำขึ้นศาล ควิสลิงถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานกบฏและร่วมมือกับศัตรู โดยเขาถูกประหารชีวิตในค.ศ. 1945 ซึ่งต่อมาคำว่า “Quisling” กลายเป็นศัพท์สากลในภาษาอังกฤษ หมายถึง “ผู้ทรยศที่รับใช้ศัตรูผู้รุกราน”

 

4. หวัง จิงเว่ย (Wang Jingwei)

หวัง จิงเว่ย เป็นนักการเมืองจีนคนสำคัญในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 เดิมเขาเป็นผู้นำระดับสูงของพรรคก๊กมินตั๋งและเป็นสหายใกล้ชิดของซุน ยัตเซ็น ภายหลังเกิดความขัดแย้งทางอำนาจกับเจียง ไคเช็ก เมื่อญี่ปุ่นรุกรานจีนในสงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 หวัง จิงเว่ย เลือกแนวทางเจรจาและร่วมมือกับญี่ปุ่น เขาอ้างว่าการร่วมมือจะช่วยลดความสูญเสียของประชาชนจีน ในค.ศ. 1940 เขาจัดตั้งรัฐบาลหุ่นเชิดที่นครหนานจิง รัฐบาลนี้อยู่ภายใต้การควบคุมของจักรวรรดิญี่ปุ่น ชาวจีนจำนวนมากมองว่าการกระทำของเขาเป็นการทรยศชาติ จากการที่เขาสนับสนุนนโยบายและการปราบปรามของญี่ปุ่นบนดินแดนยึดครอง ภายหลัง หวัง จิงเว่ยเสียชีวิตในค.ศ. 1944 ก่อนสงครามยุติชื่อของเขาจึงถูกจดจำผ่านหน้าประวัติศาสตร์จีนในฐานะ “ผู้ทรยศ” และสำหรับสายตาของคนจีนจำนวนมาก หวัง จิงเว่ยคือสัญลักษณ์ของการทรยศชาติ แม้นักประวัติศาสตร์บางรายจะมองว่าหวัง จิงเว่ยเชื่อว่าการร่วมมือจะช่วยลดความสูญเสียของประชาชนก็ตาม

 

5. มีร์ จาฟาร์ (Mir Jafar)

มีร์ จาฟาร์ เป็นขุนนางและแม่ทัพแห่งแคว้นเบงกอลในอินเดียศตวรรษที่ 18 เขาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารภายใต้การปกครองของนวาบสิราจอุดดอละห์ โดยมีร์ จาฟาร์ไม่พอใจอำนาจของตนและต้องการขึ้นครองตำแหน่งนวาบ (ผู้ปกครอง) ด้วยตนเอง เขาทำการสมคบคิดกับบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษอย่างลับ ๆ และทำข้อตกลงที่ว่าหากอังกฤษช่วยโค่นนวาบได้ เขาจะให้ผลประโยชน์กับอังกฤษอย่างมหาศาลเป็นการตอบแทน ยุทธการที่ปลัสซีย์ค.ศ. 1757 เขาจงใจไม่ส่งทหารเข้าสู้รบ การทรยศทำให้กองทัพเบงกอลพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว อังกฤษจึงสามารถยึดอำนาจทางการเมืองในเบงกอลได้อย่างง่ายดาย หลังจากเหตุการณ์นั้น มีร์ จาฟาร์ถูกแต่งตั้งเป็นนวาบหุ่นเชิดของอังกฤษ แต่เขาไม่มีอำนาจแท้จริงและต้องพึ่งพามันจากอังกฤษตลอดเวลา การทรยศของเขาจึงกล่าวได้ว่าเป็นการเปิดทางให้เกิดการล่าอาณานิคมของอังกฤษในประเทศอินเดียอีกด้วย

มีร์ จาฟาร์ ถูกจดจำในอินเดียด้วยฐานะสัญลักษณ์ของ “ผู้ทรยศชาติ” และถูกตราว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปกครองอินเดียโดยจักรวรรดิอังกฤษ

เมื่อเราพูดถึง “ผู้ทรยศ” เรามักจินตนาการถึงตัวร้ายบนหน้าประวัติศาสตร์ คนที่ขายชาติ ขายศาสนา ขายเพื่อนร่วมอุดมการณ์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน แต่เมื่อพิจารณาให้ลึกลงไป การทรยศไม่เคยเป็นเรื่องขาวหรือดำอย่างแท้จริง ประวัติศาสตร์มักถูกเขียนโดยผู้ชนะ ผู้ที่ถูกตราหน้าว่าเป็น “ผู้ทรยศ” มักเป็นฝ่ายที่เลือกผิดข้างในจังหวะเวลาที่ผิด หากอังกฤษแพ้สงครามอเมริกา บางทีเบเนดิกต์ อาร์โนลด์อาจถูกจดจำในฐานะนักปฏิบัตินิยม (Pragmatist) ไม่ใช่คนขายชาติ

ผู้ทรยศในประวัติศาสตร์อาจไม่ใช่ปีศาจโดยกำเนิด หากแต่เป็นมนุษย์ที่ตัดสินใจภายใต้แรงกดดันของอำนาจ ความกลัว ความทะเยอทะยาน และบริบททางการเมืองที่โหดร้าย ประวัติศาสตร์ไม่ได้แค่สอนให้เราเกลียดผู้ทรยศ แต่สอนให้เราระวังว่า ในยามวิกฤต เราเองอาจถูกบังคับให้เลือกระหว่าง “ความถูกต้อง” กับ “การอยู่รอด” เช่นเดียวกัน

Five of the greatest traitors in history ห้าผู้ทรยศที่เลื่องชื่อที่สุดในประวัติศาสตร์