พลังงานสะอาด: อำนาจการค้าใหม่ของประเทศไทย

พลังงานสะอาด: อำนาจการค้าใหม่ของประเทศไทย

ท่ามกลางวิกฤตของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั่วโลกได้ตระหนักอย่างชัดเจนว่าพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นต้นตอสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประเทศต่าง ๆ จึงเร่งแสวงหาแนวทางการพัฒนาพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำ มีเสถียรภาพ และสามารถรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว ส่งผลให้บทบาทของพลังงานสะอาดถูกยกระดับจาก “พลังงานทางเลือก” ไปสู่ “พลังงานหลักของโลก” ที่จะเข้ามาขับเคลื่อนโครงสร้างภาคการผลิต การค้า และการลงทุนในอนาคต

โดยประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตพลังงานสะอาดได้เพียงพอและมีข้อได้เปรียบด้านราคา จะมีอำนาจในการกำหนดราคา ทิศทาง และเงื่อนไขทางการค้า ทั้งในด้านมาตรฐานการผลิต ต้นทุนสินค้า และกติกาการค้าระหว่างประเทศซึ่งเริ่มเชื่อมโยงกับการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยจึงควรคำนึงถึงประเด็นนี้และใช้ประโยชน์จากกระแสที่เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าทั้งในปัจจุบันและในอนาคตที่จะมาถึงด้วย

1. เหตุใดประเทศไทยควรส่งเสริมพลังงานสะอาดเป็นอำนาจการค้าใหม่?

การผลักดันพลังงานสะอาดให้เป็นอำนาจการค้าใหม่ของประเทศไทย มิได้เป็นเพียงผลจากกระแสโลกเท่านั้น หากแต่ตั้งอยู่บนศักยภาพภายในประเทศที่เอื้อต่อการพัฒนาเชิงโครงสร้าง และสามารถแปลงไปสู่ความสามารถในการแข่งขันทางการค้าระยะยาวได้อย่างเป็นระบบ ทั้งมิติด้านภูมิศาสตร์ ศักยภาพการผลิต และกรอบนโยบายภาครัฐ ดังจะเห็นได้จากประเด็นสำคัญต่อไปนี้

1.1 ประเทศไทยมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์

ทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทยเอื้อต่อการผลิตพลังงานสะอาดโดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร ส่งผลให้สามารถรับแสงจากดวงอาทิตย์สม่ำเสมอตลอดทั้งปี เหมาะสำหรับการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ ทั้งรูปแบบเชิงพาณิชย์และรองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในอนาคต เช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และศูนย์ข้อมูล (Data Center)

นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีความได้เปรียบจากการตั้งอยู่กึ่งกลางของภูมิภาคอาเซียน และเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญระหว่างประเทศจีนกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ One Belt, One Buckle ที่ประเทศไทยถูกวางบทบาทให้เป็น “หัวเข็มขัด” ของเส้นทางสายไหมใหม่ เพื่อเป็นศูนย์กลางการผลิตและการกระจายสินค้าพลังงานสะอาด

1.2 ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตพลังงานสะอาดเป็นเบอร์ต้นของอาเซียน

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านการผลิตพลังงานสะอาดของภูมิภาคอาเซียน โดยมีปริมาณการผลิตอยู่ในอันดับที่ 3 รองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม ศักยภาพดังกล่าวช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในบริบทเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ลดความเสี่ยงของสินค้าส่งออกไทยต่อมาตรการภาษีคาร์บอนเมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียนที่ยังพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก ขณะเดียวกันประเทศเพื่อนบ้านที่ยังขาดโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด อาจเลือกย้ายฐานการผลิตหรือเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากไทยมีศักยภาพในการจัดหาพลังงานสะอาดที่เพียงพอและมีเสถียรภาพ

1.3 ประเทศไทยมีนโยบายที่สนับสนุนพลังงานสะอาด

ประเทศไทยมีกรอบนโยบายและแผนพลังงานระดับชาติที่สนับสนุนการพัฒนาและการใช้พลังงานสะอาดอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ผ่านแผนยุทธศาสตร์หลักด้านพลังงานที่ครอบคลุมทั้งการผลิตไฟฟ้า การขยายพลังงานหมุนเวียน และการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล นโยบายดังกล่าวสะท้อนเป้าหมายระยะยาวในการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรมและการขนส่ง ความชัดเจนด้านนโยบายช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและเอื้อต่อการพัฒนาไทยให้เป็นฐานการผลิตที่สอดคล้องกับกติกาการค้าโลกภายใต้เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

2. การใช้พลังงานสะอาดเพื่ออำนาจทางการค้าของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร?

ในปัจจุบันพลังงานสะอาดได้กลายเป็นเมกะเทรนด์ของโลกที่ไม่เพียงตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังเป็นฐานใหม่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว โดยที่สัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดของโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คิดเป็นราวร้อยละ 40 ของการใช้พลังงานทั้งหมดของโลก ขณะที่ในสหภาพยุโรปที่เป็นตลาดการค้าขนาดใหญ่ของโลกได้เคลื่อนเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง โดยมีสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดมากกว่าร้อยละ 71 ของการใช้พลังงานทั้งหมดแนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านการกำหนดมาตรฐานทางการค้า เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ซึ่งเป็นกลไกกำหนดต้นทุนคาร์บอนกับสินค้านำเข้า ส่งผลให้พลังงานสะอาดกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของการเข้าถึงตลาดโลกในอนาคต

จากสถานการณ์ดังกล่าว หลายประเทศในโลกที่มีแหล่งพลังงานหรือทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์จึงพยายามสร้างอำนาจการค้าบนจุดแกร่งที่ประเทศของตัวเองมีอยู่ เช่น

1) ซาอุดีอาระเบีย ครอบครองทรัพยากรน้ำมันจำนวนมาก ส่งผลให้มีอำนาจต่อรองและบทบาทสำคัญในการกำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลก

2) จีน ควบคุมแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้มีอิทธิพลต่อห่วงโซ่อุปทานโลก

3) นอร์เวย์ สามารถผลิตพลังงานสะอาดในต้นทุนต่ำ ส่งผลให้ดึงดูดอุตสาหกรรมหนักจากยุโรปและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

ภายใต้บริบทโลกที่เป็นเช่นนี้ เพื่อไม่ให้ตกกระแสโลกที่กำลังเคลื่อนไป ประเทศไทยควรกำหนดวิสัยทัศน์ในการเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดผ่านการวิจัยและพัฒนาพลังงานสะอาด โดยอาศัยการต่อยอดจากความรู้ เทคโนโลยี และประสบการณ์ของประเทศที่ประสบความสำเร็จ แล้วนำมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและทรัพยากรของประเทศอย่างเป็นระบบ เพื่อสามารถใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการดึงดูดการลงทุนจากอุตสาหกรรมต่างชาติที่ต้องการฐานการผลิตคาร์บอนต่ำ

ขณะเดียวกัน หากประเทศไทยสามารถผลิตพลังงานสะอาดได้มากเพียงพอก็จะเปิดโอกาสในการขยายการจำหน่ายไฟฟ้าไปยังตลาดต่างประเทศ ยกระดับสินค้าและบริการของไทยให้สอดคล้องกับกติกาการค้าใหม่ของโลกมากยิ่งขึ้น ดังนั้นการวางตำแหน่งพลังงานสะอาดให้เป็น “อำนาจการค้าใหม่” ของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการปรับตัวตามกระแสโลก หากแต่เป็นการยกระดับความสามารถในการแข่งขันและเสริมศักยภาพให้เศรษฐกิจไทยสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน ภายใต้ระบบการค้าที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

3. จะส่งเสริมพลังงานสะอาดให้เป็นอำนาจการค้าใหม่ของประเทศไทยได้อย่างไร?

พลังงานสะอาดจะกลายเป็นอำนาจทางการค้าของประเทศไทยได้ ก็ต่อเมื่อประเทศไทยสามารถกำหนดทิศทางและเงื่อนไขของตนเองได้ มิใช่เป็นเพียง “ลูกหาบ” ที่ต้องแบกรับต้นทุนการปรับตัวตามกติกาเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำของโลก ดังนั้นการออกแบบนโยบายและยุทธศาสตร์พลังงานสะอาดเชิงรุกจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ซึ่งสามารถดำเนินการได้ผ่านยุทธศาสตร์สำคัญต่อไปนี้

3.1 ตั้งเป้าหมายการผลิตพลังงานสะอาดให้มีต้นทุนต่ำที่สุดในโลก

ต้นทุนพลังงานไฟฟ้าที่ต่ำและมีเสถียรภาพถือเป็นหนึ่งในความได้เปรียบทางการค้าที่สำคัญของประเทศ หากประเทศไทยสามารถผลิตพลังงานสะอาดได้ในต้นทุนต่ำที่สุด จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนในโครงสร้างระบบพลังงานของประเทศ โดยมุ่งกระจายและยกระดับศักยภาพของแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีอยู่ เช่น การพัฒนาพลังงานลมนอกชายฝั่งในอ่าวไทย ส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลและขยะ ควบคู่กับการลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานระดับโครงข่ายไฟฟ้า (Grid-scale Storage) เพื่อบริหารจัดการไฟฟ้าส่วนเกินและรองรับช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Load) ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนของระบบไฟฟ้าและควบคุมต้นทุนพลังงานโดยรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3.2 ส่งเสริมการผลิตพลังงานสะอาดในภาคครัวเรือน

ในปัจจุบันโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยยังพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นสัดส่วนหลัก ส่งผลให้พลังงานสะอาดที่ผลิตได้ยังไม่เพียงพอต่อการขยายสู่ตลาดต่างประเทศ การเปิดโอกาสให้ครัวเรือนมีส่วนร่วมในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงาน จะช่วยลดความต้องการไฟฟ้าจากระบบรวมและลดการพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ ขณะเดียวกันไฟฟ้าส่วนเกินจากภาคครัวเรือนยังสามารถจำหน่ายกลับเข้าสู่ระบบเพื่อสร้างรายได้ รัฐจึงควรสนับสนุนผ่านมาตรการภาษีและกลไกทางการเงินที่ทำให้ต้นทุนการติดตั้งสามารถเข้าถึงได้ เพิ่มปริมาณพลังงานสะอาดที่เพียงพอ มีเสถียรภาพ และต้นทุนต่ำ

3.3 ปรับปรุงนโยบายพลังงานสะอาดเพื่อสร้างความได้เปรียบ

รัฐบาลควรเร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดแทนก๊าซธรรมชาติซึ่งมีราคาผันผวนสูง ดังที่เห็นจากวิกฤตสงครามรัสเซีย–ยูเครนที่ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกพุ่งขึ้น นโยบายด้านพลังงานจึงควรถูกปรับให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ต้นทุนลดลงอย่างรวดเร็ว โดยการเร่งกรอบเวลาของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าให้เร็วกว่าแผนเดิมจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้างต้นทุนพลังงานที่ต่ำและมีเสถียรภาพได้เร็วกว่าประเทศคู่แข่ง และเปลี่ยนพลังงานสะอาดให้เป็นฐานความได้เปรียบทางเศรษฐกิจในระยะยาว

3.4 เชื่อมโยงเส้นทางการค้าโลกด้วยพลังงานสะอาด

ปัจจุบันประเทศไทยมีบทบาทในห่วงโซ่การส่งไฟฟ้าระหว่างประเทศ เช่น การส่งไฟฟ้าจากลาวไปยังสิงคโปร์ผ่านไทยและมาเลเซีย ซึ่งสะท้อนศักยภาพเชิงภูมิศาสตร์ที่สามารถต่อยอดได้ รัฐจึงควรลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบส่งไฟฟ้า โดยเฉพาะการขยายสายส่งเชื่อมต่อภาคเหนือ–ภาคกลางและภาคกลาง–ภาคใต้ ควบคู่กับการพิจารณาเทคโนโลยีระบบส่งไฟฟ้าแรงดันสูงแบบกระแสตรง (HVDC) และระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งไฟฟ้าระยะไกล ผลักดันให้พลังงานสะอาดถูกรวมอยู่ในข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) และปรับโครงสร้างพื้นฐานภาคอุตสาหกรรมและการขนส่งให้สอดคล้องกับห่วงโซ่อุปทานคาร์บอนต่ำของโลก (Low-Carbon Supply Chain) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากมาตรการคาร์บอนและเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ

พลังงานสะอาดกำลังก้าวขึ้นเป็น “ฐานอำนาจใหม่” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการค้าโลก ประเทศไทยจึงอยู่ในจุดหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญว่าจะสามารถยกระดับพลังงานสะอาดให้เป็นอำนาจทางการค้า เพื่อใช้ในการต่อรองและกำหนดทิศทางเศรษฐกิจของตนเอง หรือจะเป็นเพียงผู้ปรับตัวตามกติกาที่ประเทศอื่นเป็นผู้กำหนด โดยทั้งนี้การใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ การพัฒนานโยบายภาครัฐที่สอดคล้องกับการเติบโตของเทคโนโลยี และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานอย่างเป็นระบบ จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถผลิตพลังงานสะอาดที่มีต้นทุนต่ำ มีเสถียรภาพ และมีปริมาณเพียงพอ เพื่อต่อยอดไปสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดที่ดึงดูดการค้าและการลงทุนจากอุตสาหกรรมทั่วโลก หากดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง พลังงานสะอาดจะไม่เพียงยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย แต่ยังเปิดโอกาสให้ประเทศไทยก้าวขึ้นสู่เวทีโลกอย่างสง่างาม ในฐานะประเทศที่มีบทบาทในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต

พลังงานสะอาด: อำนาจการค้าใหม่ของประเทศไทย โดย ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์