สันติ เศวตวิมล

สันติ เศวตวิมล

ผู้ชายที่ชื่อ สันติ เศวตวิมล ก่อนที่จะเป็นที่รู้จักมีชื่อเสียงเหมือนอย่างปัจจุบัน เขาคนนี้เคยเป็นเพียงเด็กชายตัวเล็กๆ มาก่อน ผู้ซึ่งผ่านชีวิตที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน จนกระทั่งเติบโตมาเป็นหนึ่งในตำนานของผู้ประกอบอาชีพด้านสื่อสารมวลชนและยังเป็นผู้ที่หัวหนังสือพิมพ์หลายฉบับอยากได้ตัวไปร่วมงาน 

“ส่วนตัวแล้วผมเกิดที่โรงพยาบาลศิริราช ปู่เป็นข้าราชการอยู่ในกระทรวงการศึกษาธิการ ความเป็นอยู่ไม่สะดวกสบายเลย เพราะแม่เป็นคนจีน ส่วนพ่อเป็นคนไทยแท้ซึ่งอยู่ในตระกูลขุนนาง คุณย่าจึงไม่ยอมรับ ผมถูกส่งตัวไปอยู่กับแม่นมที่จังหวัดชลบุรีตั้งแต่เกิด ความห่างจากครอบครัว จึงมักรู้สึกโหยหาถึงความอบอุ่น นั่นจึงน่าจะเป็นที่มาของความต้องการคนข้างกายอยู่เสมอก็เป็นได้ จึงไม่นับว่าผมเป็นคนเจ้าชู้อย่างที่ใครๆ เขาว่ากัน หลังจากนั้นพ่อไปรับกลับมาและได้อยู่ในแวดวงขุนนาง ทั้งคุณพ่อและปู่เป็นนักอ่านหนังสือ จึงมีหนังสือเต็มตู้ไปหมด ส่วนคุณย่าท่านเป็นคุณหญิงมีอะไรก็อบรมสั่งสอนแบบคนโบราณ มีความชำนาญในเรื่องอาหารคาวหวาน จึงซึมซับและมีความรู้เรื่องการทำอาหารตั้งแต่อายุ 5-6 ขวบ 

“สมัยตอนเป็นเด็ก เรียนที่โรงเรียนอำนวยศิลป์ธนบุรี หลังจากนั้นเข้าโรงเรียนเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยตอนม.ปลาย จนกระทั่งเข้าระดับมหาวิทยาลัย สอบเอ็นทรานซ์ไม่ติด จึงไปหาครูมาลัย ชูพินิจ และบอกครูว่าอยากจะเริ่มอาชีพนักหนังสือพิมพ์ เมื่อทำงานไปได้สักระยะพอดีตอนนั้นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดแผนกอิสระวารสารศาสตร์ ซึ่งแต่เดิมนั้นยังไม่เปิดเป็นคณะคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนเหมือนทุกวันนี้ จึงมีโอกาสเข้าไปเรียน ขณะที่เรียนได้ 3 ปี ก็มีความคิดว่าชีวิตเราจะอยู่แค่นี้หรอ จังหวะนี้เองก็มีทุนด้าน Journalist จากรัฐบาลเยอรมัน ซึ่งสมัยนั้นใครได้ทุนนี้ถือว่าโก้มาก ส่วนที่อเมริกาก็ถือว่าอาชีพหนังสือพิมพ์สง่างามและมีเกียรติ

“เรียนอยู่ที่เยอรมัน 2 ปี สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการไปเยอรมัน คือ ความอดทน ความขยัน ความตรงต่อเวลา เพราะต้องตื่นเป็นเวลา นอนเป็นเวลา ทำงานเป็นเวลา ถูกสอนมาให้เป็นคนมีวินัยในการทำงาน งานก็คืองาน เล่นก็คือเล่น แม้คนไม่มองว่าเราไม่ยืดหยุ่น แต่ครูจะสอนให้รู้จักกับคำว่า Isolate ที่แปลว่า โดดเดี่ยว คือ การที่คนเราจะสง่างามได้นั้นจะต้องโดดเดี่ยว เหมือนนกอินทรีย์ที่บินตัวเดียวจึงดูสง่างาม แต่นกกระจอกนั้นมักจะบินเป็นฝูง...” 

ชื่อเสียงผ่านปลายปากกา

 เขาไม่หยุดนิ่งเพื่อให้โอกาสดีๆ วิ่งเข้าหา การขวนขวายพิสูจน์ตัวเองด้วยความใส่ใจที่จะพัฒนาความสามารถ ทำให้ศักยภาพต่างๆ ที่มีเป็นตัวแสวงหาหนทางที่ก้าวไปได้อย่างเหมาะสม ‘สายงานนักข่าว’ จึงเป็นเส้นทางที่ท้าทายและเลือกแล้วสำหรับเขา จนเกิดนามปากกาใหม่ที่แวดวงนักหนังสือพิมพ์รวมถึงแวดวงอาหารการกินที่ทุกคนต้องรู้จัก

“เมื่อได้กลับมาอยู่เมืองไทยและทำงานอยู่ที่หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย เป็นนักข่าวสงครามเวียดนาม ทำงานได้สักพักก็ได้ทุนไปฝึกงานที่อเมริกา 1 ปี ตอนนั้นอายุเพียง 20 กว่า ร้องไห้ทุกคืน อยากกลับบ้าน แต่เพราะได้คาถาดีจากการไปเยอรมันนั่นก็คือ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน กตัญญูรู้คุณคน จึงทำให้อยู่รอดมาได้   

“และเมื่อครั้งที่หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทยใกล้จะปิดตัวลง ด้วยความผูกพันที่ผมมีกับที่นี่จึงพยามอยากที่จะให้พิมพ์ไทยได้อยู่ต่อ ผมจึงไปหาคุณสุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ หรือคุณเพชรเพื่อเสนอความคิดที่ว่าควรจะซื้อหนังสือพิมพ์มาอยู่ในมือสักฉบับ เพราะใครมีหนังสือพิมพ์เท่ากับมีพลังอยู่ในมือ คุณเพชรก็ตกลงซื้อหนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย และเปลี่ยนชื่อเป็นหนังสือพิมพ์สยาม จากนั้นก็ให้ผมที่อายุเพียง 22 ปี เป็นบรรณาธิการ ถือว่าเป็นบรรณาธิการที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทยก็ว่าได้ จนเมื่อมีเหตุการณ์พนักงานส่วนหนึ่งออกจากไทยรัฐ ไทยรัฐจึงเรียกผมเข้าไปคุยแล้วติดต่อให้มาร่วมงานด้วย ซึ่งหน้าที่แรกที่ได้เข้าไปทำคือ ไปทำข่าวสงครามที่เขมร

“ตอนเป็นนักข่าวอยู่เขมร มีนามปากกาว่า ‘สามตา’ เพราะผู้มีพระคุณของผมที่เป็นนักเขียนเขาตั้งให้ ซึ่งคือ พี่อุทธรณ์ พลกุล หรือที่รู้จักในนามปากกา ‘งาแซง’ แห่งคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นั่นเอง หลังจากนั้นมีเหตุการณ์ทางการเมืองทำให้ต้องหยุดเขียน และหันไปเขียนเรื่องเกี่ยวกับอาหารแทนโดยใช้นามปากกาว่า ‘แม่ช้อยนางรำ’ ซึ่งจะเขียนในแบบฉบับของสันติคือ ชิมอาหารพื้นบ้าน อาหารชาวบ้านที่คนไม่รู้จัก เพื่อเป็นความรู้ให้แก่เด็กรุ่นใหม่ ส่วนคำว่า ‘เปิปพิสดาร’ นั้น เปิบ เป็นคำไทยโบราณ แปลว่า ‘กิน’เป็นทักษะการกินของคนไทย พิสดารแปลว่ากว้างขวาง เมื่อนำมารวมกันจึงแปลว่ากินอาหารที่มีความหลากหลาย จนกระทั่งได้ทำรายการ ท้าพิสูจน์ ออกอากาศทางช่อง 7 สี คนก็เริ่มรู้จัก มีการออกนอกสถานที่ อาหารที่ได้ชิมก็เริ่มพิสดารขึ้น”

จากนักเขียนเปลี่ยนมาสู่นักแต่งเพลงชื่อดังนามปากกา ‘กรวิก’ ที่เป็นคนสร้างตำนานราชินีแห่งวงการนักร้องลูกทุ่งเองกับมือ 

“เมื่อบรรยากาศทางการเมืองกลับมาสู่ยุคประชาธิปไตยแล้ว มีคนให้กลับไปเขียนเรื่องเกี่ยวกับการเมืองโดยใช้ชื่อสามตาอีกครั้ง แต่ผมไม่ยุ่งเรื่องการเมืองแล้ว ที่หันมาเริ่มแต่งเพลงอย่างจริงจัง เพราะแต่งมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว มันอยู่ในสายเลือด ส่วนพุ่มพวง ดวงจันทร์ ผมก็เป็นคนสร้างเธอขึ้นมา

“เพลงที่สร้างชื่อให้กรวิกเป็นอย่างมากคือเพลงในอัลบั้ม ‘เขิน’ คนแต่งเพลงย่อมมีแรงบันดาลใจ สำหรับผมแรงบันดาลใจได้มาจากความรัก คนที่มีความรักจะแต่งเพลงได้ดี เพราะความรักมีหลายแบบ เช่น รักแบบริษยา รักแบบเสียสละ รักแบบเห็นแก่ตัว แต่แล้วก็ต้องเลิกแต่งเพลงเพราะมีเหตุการณ์บางอย่างที่ผมรับไม่ได้ในธุรกิจวงการเพลง ครั้งสุดท้ายที่แต่งเพลงคือแต่งให้กับโรงเรียนสวนกุหลาบฯ หลังจากนั้นก็ไม่แต่งแล้ว เพราะงานดนตรีต้องแต่งด้วยความตั้งใจของคนที่แต่ง ไม่ใช่ถูกบังคับ งานทุกอย่างต้องออกมาจากจิตวิญญาณ เหมือนอาหารทุกอย่างที่กิน ก็ต้องกินเพราะเรารักที่จะกิน อาหารทุกคำผู้ทำส่งความรักมาให้ผู้กิน ทุกอย่างต้องมีศิลปะในการทำ ไม่ได้คิดเรื่องกำไรขาดทุน”

อัตตาที่ว่างเปล่า

การค้นหาตัวตนหรืออัตตาของชายผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นสิ่งสำคัญ ด้วยแนวคิดที่อยากให้คนอื่นละทิ้งเปลือกนอกและหันมามองที่ผลงานก็ยิ่งทำให้สังคมอยากรู้จักเขามากขึ้น ถึงอย่างนั้นเขาเองก็ไม่ได้คิดว่าจะให้ใครมารู้จักหรือสนใจในตัวตนของเขาเลย

“ผมอยากจะรู้จักตัวเองมากกว่านี้ เพราะตลอดเวลาที่ทำงานมากว่า 50 ปี คนอื่นรู้จักเรา แต่กลับไม่มีเวลาไหนเลยที่จะให้เราได้คิดและรู้จักตัวเอง ตั้งแต่เกิดก็ต้องรู้จักพ่อแม่ของเราก่อน พอโตขึ้นก็ต้องรู้จักครูบาอาจารย์ รู้จักเพื่อน เมื่ออายุมากขึ้นก็ต้องรู้จักหัวหน้าและลูกน้อง ด้วยเหตุนี้จึงควรต้องรู้จักตัวเองเสียก่อน มิฉะนั้นก็คงไม่สามารถรู้จักคนอื่นได้ แต่ถ้าอยากรู้จักผม ก็เชิญมารู้จัก เพราะผมเป็นคนของประชาชน เป็นคนสาธารณะ จะรักหรือจะเกลียดผมก็ไม่ว่า แต่ขอให้รู้จักตัวตนที่แท้จริงของผม อย่ารู้จักผมเพียงแค่เงา

“มีคนเข้าใจผมผิดเยอะแยะ พวกคุณมองผมเป็นต้นไม้ มองแค่ยอด แต่ไม่ได้มองให้ลึกลงถึงราก ไม่ได้มองว่ากว่าจะมาเป็นต้นโพธิ์สูงใหญ่ให้ความร่มเย็นเป็นที่อยู่ของฝูงนกกาหรือสัตว์ทั้งหลาย มันมาจากพืชเม็ดเล็กๆ ย่อมต้องอาศัยเวลาบ่มเพาะ ผมเป็นเมล็ดพันธุ์ดี เมล็ดพันธุ์ดีของผมไปตกในท้องนาที่ดี ดินที่ดี ก็สามารถเจริญงอกงามได้ นี่ไม่ใช่การโอ้อวด แต่เห็นว่ามีคนด่าผมเยอะ ซึ่งผมก็ไม่ได้สนใจ เพราะมีแต่จะทำให้จิตตก เสียเวลา และถือว่าไม่ใช่มืออาชีพอย่างแท้จริง คนที่เก่งหรือไม่เก่งเขาจะดูจากผลงาน 

“การทำงานสำหรับผมไม่มีคำว่าเจ้านาย มีแต่หัวหน้ากับลูกน้อง เพราะผมเป็นนายใครไม่ได้ ผมเป็นแค่ผู้รับใช้ ความสง่างามของบัณฑิต คือเป็นผู้รับใช้ ไม่ได้เป็นเจ้าของ ไม่ได้เป็นเจ้านาย เมื่ออายุมากขึ้นผมจึงตัดสินใจลาออกจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ แต่ไม่ได้ลาออกจากวงการหนังสือพิมพ์ ส่วนตัวคิดพิจารณาแล้วว่าถ้าอายุ 45 เมื่อไหร่จะต้องเริ่มรู้จักตัวเองให้ได้ มิฉะนั้นคงไม่มีโอกาสได้รู้จักตัวเอง บางทีคนเราลืมรู้จักตัวเองเพราะภาระหน้าที่ แล้วอย่างนี้เมื่อไหร่จะได้รู้จักตัวเองเสียที คนเราควรรู้จักตัวเองก็ตอนที่เราพร้อม ความพร้อมคือการที่เราสามารถยืนอยู่บนขาของตัวเองได้โดยไม่ต้องอาศัยเงาของผู้อื่น นอกจากนี้ผมไม่เคยโอ้อวดว่าผมเป็นใคร เพราะอยากให้คนรู้จักผมจากผลงาน ไม่ใช่รู้จักจากเฟอร์นิเจอร์ ชื่อเสียง ลาภยศภายนอก ซึ่งล้วนแต่เป็นของรุงรังทั้งสิ้น ดังคำพระที่ว่า มีลาภก็เสื่อมลาภ มียศก็เสื่อมยศ”

สูงสุดคืนสู่สามัญ

อีกด้านหนึ่งของชีวิตที่คนภายนอกอาจไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับเขาคนนี้คือ ความเรียบง่ายและเงียบสงบ ภายในบริเวณที่พักอาศัยประกอบด้วยบ้านไม้ทรงไทย และสวนผลไม้หลังบ้านอันกว้างสุดลูกหูลูกตา เมื่อใดที่เขาต้องการใช้สมาธิ ที่นี่จึงเปรียบเหมือนมุมแห่งปัญญา แม้ไม่มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย ขอแค่มีโต๊ะทำงานและเครื่องพิมพ์ดีดเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว

“ที่ยังใช้เครื่องพิมพ์ดีดอยู่นี้ เพราะใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น ผมอยู่กับพิมพ์ดีดมาตั้งแต่เด็ก เริ่มใช้เมื่อตอนอายุ 17 ปี จนขณะนี้ก็ยังใช้อยู่ ผมไม่ได้มีแค่เครื่องนี้เครื่องเดียว แต่มีเป็นสิบสิบเครื่อง มีอยู่ทุกบ้านเพราะผมรักและจะอยู่กับเจ้าเครื่องนี้จนกว่าเราจะตายจากกัน ถ้าถามผมว่าทำไมถึงไม่ลองหัดใช้เทคโนโลยี อย่างนั้นผมขอถามกลับว่า แล้วคุณอยากจะเปลี่ยนสามีหรือภรรยาบ้างไหม (หัวเราะ) สิ่งที่ดีที่สุดในโลกคือความเป็นธรรมชาติ ดิจิตอลเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็นของมนุษย์ คอมพิวเตอร์ก็ดี แต่เมื่อไหร่ที่ไม่มีไฟฟ้าล่ะ คิดหรอว่าพลังงานจะมีอยู่ตลอด อย่างโทรศัพท์มือถือเดี๋ยวแบตเตอรี่ก็หมดก็วุ่นวายกันยกใหญ่ แต่ไอ้เจ้าเครื่องพิมพ์ดีดตัวนี้มันซื่อสัตย์สุจริต จริงใจ คอมพิวเตอร์ที่แท้จริงมันอยู่ในสมองเรา ไม่ได้อยู่ตรงที่เครื่องมือ สำหรับผมเป็นยุคสมัยของธรรมชาติ แต่บัดนี้มาถึงยุคสมัยของคอมพิวเตอร์ก็ชั่งเขา ขอแค่อย่ามายุ่งกับยุคของผมก็พอ

“ตอนเด็กๆ มีความยึดถือตัวตนมาก เพราะถูกสอนมาตลอดว่าให้มีศักดิ์ศรีไม่ต้องมีสตางค์ ให้มีเกียรติไม่ต้องมีตำแหน่ง ดังนั้นจึงถือเกียรติและศักดิ์ศรีมาตลอด แต่ ณ วันนี้อยากบอกว่าคนเราอย่ามั่นใจเกินเหตุ อย่ามีอัตตา อย่ามีตัวตน เพราะทุกอย่างมีเกิดก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลง คนเราต้องมีบารมี 10 อย่าง คือ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมะบารมี ปัญญาบารมี วิริยะบารมี ขันติบารมี สัจจะบารมี อธิษฐานบารมี อุเบกขาบารมี และเมตตาบารมี นอกจากนี้ยังต้องมีมงคลชีวิตทั้ง 36 ประการ มงคลแปลว่า สิ่งที่เราทำแล้วส่งผลให้เราดีขึ้นกว่าเดิม 

“การเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด คุณต้องเรียนรู้จากตัวคุณเอง เพราะตนเป็นที่พึ่งแห่งตน วันนี้ผมเป็นตัวของตัวเอง ใครพอใจรับได้ก็รับ รับไม่ได้ก็ไม่ต้องรับ ส่วนความสุขของคนที่ชื่อ สันติ เศวตวิมล คือ กินข้าวหมดจาน กินน้ำหมดจอก หรือก็คือมีความเป็นตัวของตัวเองนั่นเอง” 

คนบางคน การค้นหาตัวตนที่แท้จริงอาจเป็นเรื่องยาก