เจาะลึกแรงบันดาลใจสุดยิ่งใหญ่ของผู้กำกับ สู่เรื่องราวซาบซึ้งใจผ่าน “จดหมายโพยก๊วน” ที่จริงใจที่สุด “Dear You จดหมายรักถึงอาม่า” 6 สิงหาคมนี้

เจาะลึกแรงบันดาลใจสุดยิ่งใหญ่ของผู้กำกับ สู่เรื่องราวซาบซึ้งใจผ่าน “จดหมายโพยก๊วน” ที่จริงใจที่สุด “Dear You จดหมายรักถึงอาม่า” 6 สิงหาคมนี้

ถือเป็นภาพยนตร์ที่มาแรงแห่งปีและกวาดคะแนนวิจารณ์ชื่นชมอย่างล้นหลามสำหรับ “Dear You จดหมายรักถึงอาม่า” ภาพยนตร์ดราม่าอบอุ่นหัวใจที่ความพิเศษของหนังไม่ได้อยู่ที่โปรดักชันขนาดใหญ่หรือการรวบรวมนักแสดงระดับซูเปอร์สตาร์ แต่อยู่ที่พลังการเล่าเรื่องที่เรียบง่าย งดงาม และจริงใจ ผ่านการกำกับของ “หลานหงชุน” ผู้กำกับภาพยนตร์ที่น่าจับตาที่นำเรื่องราวของ “จดหมายโพยก๊วน” (เฉียวพี) มาต่อยอดและส่งต่อความประทับใจนี้ผ่านเรื่องราวของ “เสี่ยวเว่ย” ชายหนุ่มที่ตัดสินใจเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อตามหาอากงที่ขาดการติดต่อกับครอบครัวไปนาน ทว่าการเดินทางครั้งนี้กลับนำเขาไปพบกับจดหมายเก่าแก่ที่ถูกเก็บซ่อนไว้ และความจริงบางอย่างที่ไม่มีใครเคยรู้ เมื่อเขาค้นพบว่าชายผู้เขียนจดหมายรักถึงอาม่าของเขามาโดยตลอดนั้น แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่สามีของเธออย่างที่ทุกคนเข้าใจ 

ความกล้าหาญที่ผู้กำกับดึงคนท้องถิ่นมาร่วมแสดงนำในภาพยนตร์โดยถ่ายทอดเรื่องราวอันงดงามของความรักและความคิดถึงที่ส่งกลับมาถึงคนที่เรารักผ่านจดหมายท่ามกลางวัฒนธรรมจีนแต้จิ๋วที่สวยงาม

ตามไปพูดคุยเจาะลึกถึงแรงบันดาลใจของผู้กำกับ “หลานหงชุน” ถึงเบื้องหลังความสำเร็จและแก่นแท้แห่งเรื่องราวของ “Dear You จดหมายรักถึงอาม่า”

อะไรคือจุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

หลานหงชุน : ผมโตมาที่แต้จิ๋วซึ่งเป็นเมืองที่คนนิยมอพยพไปอยู่ต่างถิ่น ผมโตมากับการได้ยินเรื่องราวของ "กั๊วฟาน" (คนที่เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปทำงานต่างประเทศ) และการส่งเงินส่งจดหมายกลับมาบ้านเกิด เรื่องพวกนี้ซึมซับอยู่ในตัวผมตั้งแต่เด็ก รวมทั้งเรื่องที่ย่าเคยเล่าให้ฟังด้วย

แต่จุดที่ทำให้ผมรู้สึกเชื่อมโยงกับเรื่องราวเหล่านี้อย่างรุนแรงคือในปี 2019 ตอนที่ผมทำสารคดีชื่อ 四海潮味 (รสชาติแต้จิ๋วสี่คาบสมุทร) ซึ่งเล่าเรื่องราวการลงหลักปักฐานของชาวแต้จิ๋วโพ้นทะเลผ่านอาหาร ผมได้ฟังเรื่องราวของชาวจีนโพ้นทะเลเยอะมาก เรื่องจริงเหล่านั้นกระแทกใจเราอย่างจัง ความสมจริงนี่แหละที่มีพลังในการขับเคลื่อนจิตใจคน

ก่อนถ่ายทำเราลงพื้นที่วิจัยเยอะมาก ไปทั้งไทย มาเลเซีย เวียดนาม และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สัมภาษณ์ชาวจีนโพ้นทะเลวัย 80-90 ปี ภาพของประเทศสยามในอดีตที่คุณเห็นในหนัง คือการจำลองแบบที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด โดยอ้างอิงจากภาพถ่ายวัยเด็กของพวกเขา ทั้งเสื้อผ้าหน้าผม เราจำลองขึ้นมาจากข้อมูลจริง เรื่องราวความเสียสละของตัวละครอย่าง "หน่ำกี" ก็มีเค้าโครงจากเรื่องจริงกว่า 90% โดยทีมเขียนบททั้ง 4 คนนำมาเรียบเรียงใหม่

ตอนเขียนบทผมร้องไห้หนักมาก เราอยากนำเสนอให้โลกเห็นว่าเส้นทางของชาวแต้จิ๋วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันที่วัฒนธรรมของเราเจริญรุ่งเรืองได้ ส่วนหนึ่งมาจากการที่บรรพบุรุษไปทำงานต่างแดนแล้วส่งเงินกลับมาจุนเจือครอบครัว สายใยแห่งความกตัญญูและความผูกพันนี้เป็นจิตวิญญาณอันล้ำค่าของชาวแต้จิ๋วที่เราอยากถ่ายทอดออกไป

จากผลงานที่ผ่านมาอย่าง "Proud of Me" (2018) จนมาถึง "Back To Love" (2022) และล่าสุดกับ "Dear You" ทำไมยังยืนหยัดที่จะสร้างภาพยนตร์โดยใช้ภาษาจีนแต้จิ๋ว

หลานหงชุน : ในเมื่อผมเลือกที่จะลงลึกในเส้นทางนี้แล้ว ก็เหมือนกับการเลือกสายอาชีพนั่นแหละ ผมอยากทำมันให้ดีที่สุด ตั้งแต่หนังเรื่องแรกที่ได้รับการตอบรับที่ดี ผมก็รู้สึกว่านี่คือเส้นทางอาชีพของผมเป็นเส้นทางที่ทำให้ผมค้นพบคุณค่าในตัวเอง ผมจึงอยากทำมันต่อไป เหตุผลมีแค่นี้จริงๆ เรียบง่ายมาก

แรงบันดาลใจจากความจริงและการสอดแทรกวัฒนธรรมจดหมาย "เฉียวพี" มรดกความทรงจำโลก ไว้ในภาพยนตร์

หลานหงชุน : นอกจากทีมงานหลักของเราจะเป็นคนแต้จิ๋วที่คุ้นเคยกับเรื่องนี้แล้ว ช่วงหลังมานี้มณฑลกวางตุ้งก็โปรโมตวัฒนธรรม "เฉียวพี" อย่างจริงจัง โดยเฉพาะหลังจากที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกความทรงจำแห่งโลกโดยยูเนสโก” เมื่อปี 2013

พอเราศึกษาอย่างลึกซึ้งก็พบว่าจดหมายเหล่านี้มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาก สมัยก่อนคนรู้หนังสือน้อยมาก การรับส่งจดหมายจึงไม่ใช่การที่คนส่งเขียนเองและคนรับเปิด "อ่าน" ด้วยตัวเอง แต่ต้องผ่านตัวกลางสองคนคือ คนส่งต้องเล่าให้ผู้รู้หนังสือ "เขียน" ให้ และคนรับก็ต้องรับรู้เรื่องราวผ่านการ "ฟัง" จากคนที่อ่านออกเสียงให้ฟัง ซึ่งการส่งผ่านความรู้สึกที่ต้องผ่านคนกลางแบบนี้ มักจะเกิดความคลาดเคลื่อน และความคลาดเคลื่อนตรงนี้แหละที่เป็นเสน่ห์

ภาษาก็มีความสวยงามเป็นการผสมผสานระหว่างภาษาพูดท้องถิ่นกับภาษาเขียนแบบโบราณ มันสะท้อนถึงสุนทรียภาพที่เรียบง่ายแต่งดงามของคนรุ่นก่อน ผมอยากถ่ายทอดความงดงามที่ลึกซึ้งและละเมียดละไมนี้ให้คนได้เห็น นอกเหนือไปจากการเต้นอิงเกอ อาหาร หรือเทศกาลแห่เจ้าที่คนทั่วไปรู้จัก

ในแง่ของอารมณ์ความรู้สึกอะไรคือสิ่งที่อยากสื่อสารมากที่สุด

หลานหงชุน : จริงๆ แล้วหนังของเรามีหลายประเด็นมาก ผมกลัวคนดูจะไม่เข้าใจเลยขึ้นข้อความขาวดำตั้งแต่ต้นเรื่องเลย ซึ่งเป็นประโยคที่อาม่าพูดว่า "เกิดเป็นคนต้องมีน้ำใจและคุณธรรม คนที่ไร้น้ำใจและคุณธรรมนั้นคบไม่ได้" (做人要有情有义,无情无义的人不能交往) นี่แหละคือแก่นที่เราอยากสื่อสาร เราใช้เรื่องราวของจดหมายมาเป็นตัวเกริ่นนำเพื่อบอกเล่าถึงบรรทัดฐานและค่านิยมการใช้ชีวิตอันล้ำค่าที่บรรพบุรุษชาวแต้จิ๋วส่งต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่นนั่นก็คือคำว่า "น้ำใจและคุณธรรมนั้นประเมินค่าไม่ได้"

ทำไมคุณถึงเลือกนักแสดงหน้าใหม่มาแสดงนำในภาพยนตร์

หลานหงชุน : เพราะเราต้องการทำภาพยนตร์แต้จิ๋วที่ขนานแท้ที่สุด สำเนียงการพูดภาษาแต้จิ๋วจึงต้องเป๊ะและเป็นธรรมชาติที่สุด ซึ่งนี่คือสิ่งสำคัญอันดับแรก การจะหานักแสดงที่พูดภาษาแต้จิ๋วได้แบบดั้งเดิมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เราพลิกแผ่นดินหามาแล้วทั่วประเทศจีน แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาสู่ความออริจินัลอยู่ดี นั่นคือการเลือกใช้คนท้องถิ่นแต้จิ๋วที่เติบโตที่นี่มาแสดงน่าจะดีที่สุด

ตั้งแต่หนังเรื่องแรกจนถึงเรื่องที่สาม เรายึดมั่นในหลักการนี้มาตลอด ไม่ว่าคุณจะเห็น “หลี่ซือถง”, “หวังเหยียนทง” หรือ “อู๋เส้าชิง” ทุกคนในหนังล้วนดูเป็นธรรมชาติมาก นั่นเป็นเพราะพวกเขาเติบโตและใช้ชีวิตอยู่ที่นี่จริงๆ พอคนดูได้เห็นก็จะรู้สึกผูกพันและคุ้นเคย เราอยากทำหนังแต้จิ๋วที่พอดูแล้วรู้สึกใกล้ชิดเป็นกันเอง การดึงเอาเสน่ห์ที่แท้จริงของคนท้องถิ่นมาถ่ายทอดจึงเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

ด้วยเหตุนี้นักแสดงนำตลอดสามเรื่องของเราจึงเป็นคนธรรมดาทั้งสิ้น พ่อในหนังเรื่องแรกคือคนขายใบปอ แม่ในเรื่องที่สองคือคุณยายที่เลี้ยงหลานอยู่บ้าน ส่วนตัวละครหลักสองคนในเรื่อง “Dear You” คนหนึ่งยังเรียนอยู่ปีสอง ส่วน “แต้บักเซ็ง” ก็เพิ่งเรียนจบมหาวิทยาลัยและยังหางานทำไม่ได้ แม้ว่าเราจะต้องมาปั้นและสอนการแสดงพวกเขาใหม่จากศูนย์ แต่ผมเชื่อมั่นว่าคนแต้จิ๋วที่มีพรสวรรค์ด้านการแสดงนั้นมีอยู่เยอะมาก ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะหาคนไม่ได้

ในครั้งนี้เราคัดนักแสดงจากคนหนุ่มสาวนับพันคน “เจี่ยหน่ำกี” คือคนที่เราเลือกมาจากสาวแต้จิ๋วธรรมดากว่าพันคน ส่วน “แต้บักเซ็ง” ซึ่งเป็นเด็กจบใหม่ว่างงาน เราก็ไปบังเอิญเจอเขาในโฆษณาตัวหนึ่งที่เขารับจ็อบถ่ายไว้

หลักการสำคัญของเราคือบุคลิกและจิตวิญญาณของคนๆ นั้นต้องสอดคล้องกับตัวละครในบท ดังนั้นขั้นตอนการคัดเลือกจึงเหนื่อยและยากลำบากมาก อย่างตอนที่ตามหา “เจี่ยหน่ำกี” เราต้องหาคนที่มีภาพลักษณ์ใกล้เคียงกับจินตนาการของเราให้มากที่สุด โดยเริ่มคัดกรองจากคนที่หน้าตาผ่านเกณฑ์เสียก่อน แล้วค่อยมาดูว่าเธอมีทักษะในการเข้าถึงอารมณ์ผู้อื่นสูงไหม ซึ่งตัว “หลี่ซือถง” เองมีสิ่งนี้สูงมาก ตอนที่เธอมาแคสติงครั้งแรก เธอต้องเล่นส่งอารมณ์กับคนหน้าตาแบบผมเนี่ยแหละ เพราะตอนนั้นผมลงไปสวมบทเป็น “แต้บักเซ็ง” เพื่อต่อบทให้ การที่เธอต้องเล่นรับส่งอารมณ์กับหน้าผมแล้วยังร้องไห้ออกมาได้ ผมคิดเลยว่าผู้หญิงคนนี้เก่งมาก ถือว่าผ่านเลย

มาร่วมงานกับนักแสดงชาวไทย "คุณยายอุษา" ได้อย่างไร

หลานหงชุน : เพราะการจะหานักแสดงคุณยายที่สามารถรับบาทออกมาสมจริงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย บทนี้ต้องการทักษะการแสดงที่สูงมาก พวกเราตามหาในพื้นที่แต้จิ๋วกันอยู่นานมาก จนกระทั่งค้นพบว่ามีนักแสดงยอดฝีมือท่านหนึ่งที่เก่งกาจและเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้ว เลยคิดกันว่าทำไมเราไม่ลองติดต่อไปดูล่ะ  

พอติดต่อไปพร้อมกับส่งบทภาพยนตร์ให้ ไม่น่าเชื่อเลยว่า “คุณยายอุษา” จะซาบซึ้งใจมาก และบอกกับเราว่าท่านอยากมาประเทศจีน ทั้งที่ตอนภาพยนตร์เรื่อง “หลานม่า” (2567) โด่งดังเป็นพลุแตกเมื่อสองปีก่อน ท่านก็ยังไม่มีโอกาสได้มาเยือนจีนเลย กลายเป็นว่าหนังเรื่องนี้ต่างหากที่เป็นจุดเริ่มต้นให้ท่านได้เดินทางมาประเทศจีนเป็นครั้งแรก

และพอเดินทางมาถึงก็พบว่าการมาครั้งนี้เปรียบเสมือนท่านได้กลับมาเยือนบ้านเกิดของคุณปู่ เพราะแต้จิ๋วคือแผ่นดินเกิดคุณปู่ของท่านนั่นเอง มันจึงกลายเป็นสายใยความผูกพันที่มหัศจรรย์เอามากๆ 

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ร่วมงานกับ “เถียนจ้วงจ้วง” ผู้ดูแลเครื่องแต่งกายจากซีรีส์เรื่องดังอย่าง "The Bad Kids" (隐秘的角落) และ "The Long Season" (长的季节) รวมถึงทีมอาร์ตจากภาพยนตร์ "Gold or Shit" (走走停停) และผู้กำกับวิชวลเอฟเฟกต์จาก "Her Story" (东西) รู้สึกอย่างไรบ้าง

หลานหงชุน : ตอนทำหนังสองเรื่องแรกอย่าง “Proud of Me” และ “Back To Love” โปรดักชันของเราจัดว่าค่อนข้างเรียบง่ายและธรรมดาเอามากๆ เลย ถือเป็นโอกาสที่หาได้ยากจริงๆ ที่พอมาถึงหนังเรื่องที่สาม เรากลับได้ทีมงานที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้มาคอยช่วยเหลือ หลายคนเป็นถึงทีมงานมืออาชีพระดับแนวหน้าของประเทศเลย พวกเขาตกลงมาร่วมงานเพราะชื่นชอบและอินกับเรื่องราวนี้สุดๆ ล้วนยื่นมือมาช่วยกันด้วยความรักและน้ำใจที่มีให้กันทั้งนั้นเลย

พูดถึง “จดหมาย” ที่มีความพิเศษมาก คุณออกแบบส่วนนี้อย่างไร

หลานหงชุน : จดหมายในภาพยนตร์ของเราเขียนขึ้นโดยการเลียนแบบไวยากรณ์และกลิ่นอายความรู้สึกของบรรพบุรุษ เพราะจริงๆ แล้วในระบบการออกเสียงภาษาแต้จิ๋วจะมีไวยากรณ์ที่เป็นภาษาเขียนโบราณผสมอยู่เยอะมาก

เนื้อหาของ “จดหมายเฉียวพี” หลักๆ ในเรื่องนี้ ครึ่งหนึ่งผมเป็นคนลงมือเขียนเองตั้งแต่ช่วงเริ่มทำบทภาพยนตร์ ส่วนที่เหลือคือเราค่อยๆ เขียนไปแก้ไป หรือนำมาปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นในระหว่างขั้นตอนการถ่ายทำ ซึ่งส่วนใหญ่เราต้องใช้เวลาศึกษากันนานมากเพื่อให้ภาษาที่ออกมาดูประณีตและงดงามตามแบบฉบับโบราณ อย่างเช่นประโยคที่ว่า "江海有岸,团圆有盼" (ผืนน้ำยังมีฝั่ง การกลับมาอยู่พร้อมหน้าครอบครัวย่อมมีความหวัง) แค่ประโยคนี้ประโยคเดียว ผมใช้เวลาคิดอยู่ถึงสองวันเต็มๆ กว่าจะกลั่นกรองออกมาได้

การต้องมาเลียนแบบวิธีการเขียนที่ละเมียดละไมของคนรุ่นก่อน ถือเป็นความท้าทายสำหรับพวกเรามาก เราใช้เวลาไปเยอะมากกับการอ่าน“จดหมายเฉียวพี” นับไม่ถ้วน เพื่อจับอารมณ์ในการใช้ภาษาแล้วนำมาเลียนแบบพวกเขา

“จดหมายเฉียวพี” ทุกฉบับในเรื่อง เราพยายามถ่ายทอดให้ใกล้เคียงกับวิธีการแสดงอารมณ์ของบรรพบุรุษให้มากที่สุด มันเป็นความรู้สึกที่สงวนท่าที (ไม่แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง) แต่ก็เต็มไปด้วยความสง่างาม ซึ่งนี่คือสิ่งที่เราอยากจะส่งต่อไปให้ทุกคนได้สัมผัส เพราะพอพวกเราได้ศึกษา “จดหมายเฉียวพี” เยอะๆ เราก็ซาบซึ้งเลยว่าวิธีที่คนสมัยก่อนใช้สื่อสารความรู้สึกและความรักถึงกันนั้นมันช่างงดงามเหลือเกิน นี่จึงกลายมาเป็นส่วนที่สำคัญมากๆ ในกระบวนการเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้

การเลือกสถานที่ในการถ่ายทำเป็นอย่างไรบ้าง

หลานหงชุน : มีดีเทลหนึ่งที่น่าสนใจมากคือซีนไฮไลต์ที่สำคัญของเรื่อง โลเคชันนั้นตั้งอยู่ที่ “จางหลิน” เขตเฉิงไห่ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีสถาปัตยกรรมสไตล์หนานหยาง (เอเชียตะวันออกเฉียงใต้) อยู่เยอะมาก ตัวบ้านก็เป็นสไตล์หนานหยางแบบขนานแท้เลย แต่พอข้ามตรอกมาอีกฝั่งกลับกลายเป็นบ้านเก่าของอาม่าในเรื่องที่เป็นสไตล์แต้จิ๋วแท้ๆ ซะอย่างนั้น พวกเธออยู่ห่างกันแค่ตรอกเดียวจริงๆ

ตัวเอกของเรื่องอย่าง "แต้บักเซ็ง" ดูจะมีความเชื่อมโยงกับ "น้ำ" มีความหมายลึกซึ้งอะไรแฝงอยู่ไหม

หลานหงชุน : เอาจริงๆ "แต้บักเซ็ง" ตกน้ำไปตั้ง 8 ครั้งเลยนะ! พอเรื่องราวมันดำเนินไปเรื่อยๆ เราจะเห็นว่ามันมีเรื่องของ "โชคชะตา" แฝงอยู่สูงมาก ความขัดแย้งหลายๆ อย่างในเรื่องล้วนเกิดจากชะตากรรมและความไม่แน่นอนของชีวิต ซึ่งพวกความหมายลึกซึ้งเหล่านี้เราเพิ่งมาตกตะกอนและเชื่อมโยงได้ในภายหลัง ตอนแรกเราไม่ได้คิดอะไรเยอะขนาดนั้นเลย แต่กลายเป็นว่านัยยะสำคัญของ "น้ำ" มันค่อยๆ ก่อตัวและชัดเจนขึ้นมาเองในระหว่างกระบวนการสร้างสรรค์ ภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามสะท้อนความสมจริงเกี่ยวกับความไม่แน่นอนและโชคชะตาชีวิตของมนุษย์ออกมาให้มากที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน “เจี่ยหน่ำกี”, “แต้บักเซ็ง” และ“เอี๊ยบซกยิ้ว” ต่างก็ใช้ความเชื่อมั่นของตัวเองมาเป็นพลังในการหยัดยืนมีชีวิตอยู่ท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านั้น และนี่แหละคือสิ่งที่ทำให้พวกเรารู้สึกประทับใจในตัวละครเหล่านี้

ไอเดียชื่อหนังภาษาอังกฤษ "Dear You" มีที่มาจากไหน

หลานหงชุน : ชื่อภาษาอังกฤษ "Dear You" นี้ เป็นไอเดียของ “หยางเหลิ่ง” หนึ่งในทีมเขียนบทของเรา ซึ่งผมคิดว่าเขาตั้งชื่อนี้ได้ดีมากๆ เขาอธิบายให้ฟังว่า ปกติแล้วจดหมายภาษาอังกฤษมักจะใช้คำขึ้นต้นว่า "Dear You" ซึ่งมันก็ไปสอดคล้องกับความหมายของคำขึ้นต้นในจดหมายของเราพอดีเป๊ะเลย ผมรู้สึกว่าคำๆ นี้มันสามารถสื่อถึงกลิ่นอายและมวลอารมณ์ของภาพยนตร์เรื่องนี้ออกมาได้เป็นอย่างดี ก็เลยตัดสินใจนำมาใช้เลย

เตรียมสัมผัสเรื่องราวสุดประทับใจผ่าน “จดหมายรัก” ที่จะทำให้คอหนังทุกคนอิ่มเอมหัวใจพร้อมกันใน “”Dear You” จดหมายรักถึงอาม่า” 6 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ทั้งในระบบเสียงแต้จิ๋ว (ซับไทยและจีน)เสียงแต้จิ๋ว (ซับไทยและอังกฤษ) และเสียงไทย (ซับอังกฤษ)

 

เจาะลึกแรงบันดาลใจสุดยิ่งใหญ่ของผู้กำกับ สู่เรื่องราวซาบซึ้งใจผ่าน “จดหมายโพยก๊วน” ที่จริงใจที่สุด “Dear You จดหมายรักถึงอาม่า” 6 สิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์