เจาะลึกวิธีคิดและเบื้องหลังงานสร้างของ “Supergirl - ซูเปอร์เกิร์ล”

เจาะลึกวิธีคิดและเบื้องหลังงานสร้างของ “Supergirl - ซูเปอร์เกิร์ล”

 

ดาร์กกว่าที่คิด ดีพกว่าที่คาด ภาพรวมอาจไม่สมบูรณ์แบบ แต่ดูเพลินสนุกมาก คำนิยามสั้นๆ ที่อธิบายภาพรวมของ “Supergirl - ซูเปอร์เกิร์ล” ภาพยนตร์ลำดับที่สองแห่งจักรวาล DCU ภายใต้การโปรดิวซ์ของ เจมส์ กันน์ และ ปีเตอร์ ซาฟราน ผลงานการกำกับของ เคร็ก กิลเลสปี แม้ภาพรวมออกจะไปทางเดิม ๆ สนุกเพลิน ๆ เน้นปล่อยจอย ทั้งที่มีวัตถุดิบให้ปรุงจัดอยู่ในมือ แต่ผลลัพธ์ดันปรุงจืนจนไม่อาจตอบโจทย์ความคาดหวังของเหล่าแฟน ๆ มีต่อภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ในยุคนี้ได้เลย นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราอยากรู้อยากเห็นว่าแท้จริงแล้ว กว่าที่จะประกอบร่างสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ เบื้องหลังกระบวนการคิดและลงมือทำนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง MiX Magazine จึงขอพาทุกคนไปเจาะลึกตั้งแต่หน้ากระดาษสู่งานโปรดักชัน เพื่อให้ทุกคนได้ทำเข้าใจกับผลงานเรื่องนี้กันมากขึ้น ถ้าพร้อมแล้วเราไปลุยกับเลย

จากหน้ากระดาษสู่มหากาพย์การยอมรับตัวตนในฐานะ Supergirl 

จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดจากการที่ ปีเตอร์ ซาฟราน และ เจมส์ กันน์ สองหัวเรือใหญ่แห่ง DC Studios เลือกหยิบกราฟิกโนเวลเรื่องโปรดอย่าง Supergirl: Woman of Tomorrow ของ ทอม คิง และศิลปิน บิลควิส เอเวอลี่ มาดัดแปลง ซึ่ง อนา โนเกรา ผู้เขียนบทภาพยนตร์ยืนยันว่านี่คือเวอร์ชันเดียวที่ “ใช่” สำหรับการเปิดตัว คารา ซอร์-เอล แห่งจักรวาล DCU ให้กับคนดูได้ทำความรู้จักกัน

แก่นเรื่องของภาพยนตร์เวอร์ชันนี้ ไม่ได้ว่าด้วยเรื่องของฮีโร่ผู้พิทักษ์ความดีงามเหมือน Superman แต่บอกเล่าเรื่องราวของคนใจพังจากการสูญเสียบ้าน ที่ต้องใช้ชีวิตเมามายไปวัน ๆ เพื่อกลบฝังแผลใจ ก่อนจะเผชิญหน้ากับจุดพลิกผัน พยายามข้ามผ่าน ออกเดินทางตามหาสถานที่ที่เรียกว่าบ้านและที่ทางของตัวเองในท้ายที่สุด

“หนึ่งในแนวคิดสำคัญของเรื่องคือคำถามว่า คุณจะยอมแบกรับภาระมากแค่ไหน ถ้ามันหมายถึงการปกป้องคนที่คุณรักไม่ให้ต้องแบกภาระนั้นเอง? คาราถูกผลักเข้าสู่สถานการณ์นี้เมื่อเธอได้พบกับรูธี เด็กสาวที่ออกเดินทางเพื่อล้างแค้นให้ครอบครัวที่ถูกฆ่า คาราต้องการปกป้องรูธีจากภาระทางใจที่จะตามหลอกหลอนเธอไปตลอดชีวิต หากเธอเลือกเส้นทางการล้างแค้นนั้น ดังนั้นนี่คือเรื่องราวที่มีอารมณ์ลึกมาก และยังเป็น ‘เรื่องล้างแค้น’ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เรามักจะเห็นในซูเปอร์เกิร์ล” ปีเตอร์ ซาฟราน โปรดิวเซอร์ของเรื่องนี้

เจมส์ กันน์ ได้อธิบายถึงการใส่ตัวละครและทิศทางที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้กลายเป็น “แฟนตาซีอวกาศ” ที่แปลกใหม่ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของเส้นเรื่องและตัวละครที่เข้ามาขับเคลื่อนไว้ได้อย่างน่าสนใจ “ซูเปอร์แมนเติบโตมาในครอบครัวที่อบอุ่นและมั่นคง ไม่มีความโกลาหล แต่ซูเปอร์เกิร์ลเติบโตบนเศษซากของดาวที่กำลังพังทลาย เห็นผู้คนตายต่อหน้าต่อตาตลอดเวลา รวมถึงพ่อแม่ของเธอเอง นั่นคือ ‘บาดแผล’ ที่ติดตัวเธอมาจนถึงปัจจุบัน ดังนั้นสำหรับซูเปอร์แมน การเชื่อในความดีของจักรวาลเป็นเรื่องง่ายกว่า แต่สำหรับซูเปอร์เกิร์ล เธอไม่มีเหตุผลให้เชื่อแบบนั้นเลย คารายังสร้างความสัมพันธ์กับเด็กสาวรูธเย ผู้ที่ครอบครัวถูกฆ่าและกำลังแสวงหาการล้างแค้น เธอเข้าใจความรู้สึกนั้น และทั้งสองจึงสร้างความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนตลอดทั้งเรื่องครับ”

แม้โครงสร้างการเล่าเรื่องภาพรวมจะดูเรียบง่ายไม่หวือหวา ทว่าการออกแบบตัวละครแต่ละตัวกลับเป็นส่วนผสมที่ช่วยชูความน่าสนใจให้กับ Supergirl ได้เป็นอย่างดี

เริ่มต้นที่ คารา ซอร์-เอล หรือ ซูเปอร์เกิร์ล ตัวแทนของความบอบช้ำ อารมณ์ขัน และความดื้อรั้น เธอไม่ใช่พระเจ้าที่เก่งกาจไร้เทียมทาน แต่เธอเป็นนักสู้ที่แข็งแกร่ง มุ่งมั่น บางครั้งก็บ้าบิ่น และไม่กลัวที่จะเล่นสกปรกเมื่อถึงเวลาทวงคืนความยุติธรรม ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังโดนเนิร์ฟด้วยสถานการณ์ที่สมเหตุสมผลบนดาวดวงอาทิตย์สีแดงที่ทำให้เเธอกลายเป็นคนธรรมดา ซึ่งส่วนตัวมองว่าการที่ผู้สร้างเลือกมุมนี้ ถือว่าเวิร์กดีในการเพิ่มความลุ้นระทึก ทำให้เรื่องราวของเธอโดดเด่นยิ่งขึ้น

รูธี เด็กสาววัย 13 ปี แห่งเผ่าดานาสเทีย ผู้เปรียบเสมือนตัวจุดชนวนของเรื่องราว แม้ตัวเล็กแต่เป็นนักสู้หัวแข็ง ดุดัน และแน่วแน่อย่างไม่หวั่นไหวในการตามล่าคนที่สังหารครอบครัวเธอ รูธีคือขั้วตรงข้ามที่มีระเบียบและสุขุม ซึ่งเข้ามาชนกับความพังก์ของคาราอยู่ตลอดเวลา จนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนทางอารมณ์ที่ทำให้คาราเริ่มตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น

คริปโต เจ้าตูบแสนรักแต่แสบใช้ได้ นี่คือตัวแปรสำคัญที่สับสวิตช์พล็อตเรื่องให้กลายเป็นแนวออกบู๊สู้เพื่อน้อนสไตล์ John Wick ตะลุยอวกาศ เมื่อคริปโตถูกยาพิษ ทำให้คาราเข้าสู่โหมดลุยภารกิจเต็มตัวแบบไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาขวางทาง

เคร็มแห่งเยลโล่ฮิลล์ วายร้ายหลักของเรื่องที่แม้ภาพรวมจะออกแบบการแสดงได้น่าสนใจ แต่ตัวบทดันขาดมิติความลุ่มลึก เป็นแค่ตัวร้ายทั่วไป ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่ถึงอย่างนั้น ความโหดเหี้ยมไร้ความสำนึกจากการสังหารครอบครัวผู้บริสุทธิ์ของเขาก็คือแรงผลักดันหลักที่ทำให้คู่หูต่างขั้วสองคนที่ไม่น่าจะเข้ากันได้อย่างซูเปอร์เกิร์ลและรูธีต้องร่วมมือกันออกเดินทาง

โลโบ นักล่าค่าหัวร่างยักษ์สุดเถื่อน เต็มไปด้วยอีโก้และมีจรรยาบรรณในแบบของเขาเอง แวะมาสั้น ๆ แต่การที่เราคาดเดาอะไรจากเขาไม่ได้เลยนี่แหละ ทำให้ทุกซีนที่ปรากฏตัวกลายเป็นความจี๊ดจ๊าดและขโมยซีนได้อย่างน่าจดจำ

เบื้องหลังวิธีคิดและการคัดเลือกนักแสดง

ท่ามกลางวัตถุดิบชั้นดีที่ถูกนำมาปรุงรสในแบบฉบับของตัวเอง การเลือกผู้กำกับและทีมนักแสดงมารับช่วงต่อภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องนี้ ทีมผู้สร้างได้พิถีพิถันในการเลือกสรร เพื่อหาเคมีที่เข้ากับความดิบเถื่อนแต่เต็มไปด้วยมิติมนุษย์อย่างแท้จริง

“สิ่งที่ทำให้เขาได้งานจริง ๆ คือเขาเข้ามาพร้อม ‘วิสัยทัศน์ที่สมบูรณ์มาก’ เขาชัดเจนมากว่าอยากทำอะไร เขาเข้าใจทั้งตัวละคร ขอบเขตของเรื่อง ฉากแอ็กชัน ธีม และโทนของหนัง และทุกอย่างถูกขับเคลื่อนด้วยตัวละคร เขาเป็นพาร์ตเนอร์ที่ยอดเยี่ยมมาก” ปีเตอร์ ซาฟราน กล่าวถึงการเลือก เคร็ก กิลเลสปี มาเป็นผู้กำกับ

ด้านทีมนักแสดง ผู้สร้างต้องการ คารา ซอร์-เอล ที่แตกต่างจาก คลาร์ก เคนท์ อย่างสิ้นเชิง และ มิลลี่ อัลค็อก คือคำตอบนั้น เจมส์ กันน์ เผยว่าเขาประทับใจฝีมือเธอมาตั้งแต่สองตอนแรกในซีรีส์ House of the Dragon แม้ตัวเล็กแต่มีพลังในตัวเองสูงมากและทำให้คนรู้สึกว่าน่าเกรงขาม ขณะที่ อนา โนเกรา เสริมว่ามิลลีนำความ “พังก์ร็อก” และความจริงใจมาสู่บทบาทนี้ เธอไม่ได้แสดงเป็นคาราที่ต้องแสร้งทำเป็นแกร่ง แต่มันรู้สึกเหมือนตัวละครนั้นจริง ๆ ซึ่งมิลลีกล่าวถึงความท้าทายนี้ว่า “คาราเป็นคนที่ไม่สบายใจกับตัวเองค่ะ เธอไม่สบายใจกับชีวิตที่ถูกมอบให้ และความรับผิดชอบที่มาพร้อมมัน ฉันคิดว่าเธอมีความรู้สึกผิดแบบผู้รอดชีวิตอยู่มาก และเธอเก็บมันไว้ภายใน จนกลายเป็นการทำลายตัวเองและการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ เพราะมันง่ายกว่า ก่อนถ่ายทำฉันต้องฝึกสตันท์วันละ 2 ชั่วโมงอยู่ 2 เดือนเต็ม ตอนแรกประหม่ามาก แต่ เดวิด โคเรนเวต (ผู้รับบท คลาร์ก เคนท์ หรือ ซูเปอร์แมน) เคยให้คำแนะนำฉันไว้ว่า ‘คุณจะมีรอยช้ำแน่นอน คุณจะรู้สึกภูมิใจกับรอยช้ำนั้น และคุณจะเกลียดสายรัดกับชุดท้ายที่สุด’ ซึ่งมันจริง 100% เลยค่ะ (หัวเราะ)”

อีฟ ริดลีย์ ในบท รูธี บทนี้เป็นบทที่คัดเลือกยากมากเนื่องจากอายุของตัวละครและความลึกของบทที่ต้องผ่านความสูญเสียแต่ข้างในยังคงเป็นเด็กอยู่ ปีเตอร์ ซาฟราน เผยว่าตอนทดสอบบทเป็นเอกฉันท์เลยว่าอีฟคือรูธีที่สมบูรณ์แบบ และความสัมพันธ์แบบคู่หูต่างขั้วที่เหมือนกับพี่น้องนั้นก็สะท้อนออกมาในจอภาพยนตร์จริง ๆ

เจสัน โมโมอา ในบท โลโบ นี่คือบทในฝันของเจสันอย่างแท้จริง ปีเตอร์ ซาฟราน เล่าว่าทันทีที่เขาและ เจมส์ กันน์ มารับงานที่ DC Studios ข้อความแรกที่ได้รับจากโมโมอาคือคำว่า “LOBO” ตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด เจสันหลงรักตัวละครฮีโร่นอกกระแสที่มีกฎของตัวเอง ทรงผมเดรดล็อก และความหยาบคายนี้มาตั้งแต่เด็ก การได้เขามารับบทจึงเป็นการสวมวิญญาณตัวละครจากคอมิกยุค 90 ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

แมทเธียส เชนาร์ตส์ ในบท เครม ผู้กำกับ เคร็ก กิลเลสปี ชื่นชมในฝีมือการแสดงของแมทเธียสมานาน และในตอนออดิชันยาวเกือบชั่วโมง แมทเธียสก็ทำเอาทุกคนอึ้งด้วยช่วงอารมณ์การแสดงที่หลากหลาย ตั้งแต่ความแปลกประหลาดไปจนถึงความมืดหม่นสุดขั้ว ทำให้เขาเป็นวายร้ายที่น่าเกรงขามในกองถ่าย

งานสร้างสุดตระการตาและประสบการณ์อวกาศบนจอยักษ์

แม้ภาพรวมของบทภาพยนตร์และการดำเนินเรื่องจะแอบปรุงจืดไปนิดและธรรมดาไปหน่อยในบางช่วง แต่ในแง่ของงานสร้างและการขยายขอบเขตแดนอวกาศของ DCU ต้องยอมรับว่าทำออกมาได้ตระการตาและน่าสนใจอยู่ไม่น้อย สภาพแวดล้อมรอบตัวละครไม่ใช่โลกอวกาศที่ฉูดฉาดมากนัก โดดเด่นไปที่ความดิบเถื่อน เป็นโลกเสื่อมโทรมที่สะท้อนฟิลเตอร์ความเกรอะกรังคล้าย Mad Max ผสม Guardians of the Galaxy

ทีมสร้างพยายามนำเสนอผ่านเทคนิคการถ่ายทำแบ Practical Effects ตั้งแต่แอนิมาโทรนิกส์และสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่สร้างขึ้นโดย Legacy Effects ไปจนถึงการจำลองขั้วโลกอาร์กติกด้วยหิมะจริงของ Warner Bros. Studios Leavesden

เสริมด้วยฉากแอ็กชันที่เสิร์ฟมาแบบพอดีคำ มีซีนเท่ ๆ ซีนสโลว์โมชันที่น่าจดจำ แม้ลีลาการบู๊อาจจะไม่ดุดันถึงพริกถึงขิงเท่าไหร่นัก แต่ทุกครั้งที่เกิดการปะทะกัน บอกเลยว่ามันส์สะใจ ยิ่งเมื่อเสพประสบการณ์ผ่าน จอยักษ์ระบบ IMAX สัดส่วนภาพขยายจะช่วยดึงให้คนดูหลุดเข้าไปสัมผัสความอ้างว้างของห้วงอวกาศ (ซึ่งระบบนี้ในบ้านเรา Supergirl ได้ส่งไม้ต่อให้เรื่องอื่นเป็นที่เรียบร้อย) ก่อนจะสร้างอารมณ์ร่วมแบบเต็มตาในฉากแอ็กชันขนาดใหญ่ โดยเฉพาะไฟนอลแบทเทิลช่วงท้ายเรื่อง

สรุปแล้ว “Supergirl - ซูเปอร์เกิร์ล” อาจไม่ใช่ผลงานที่สร้างแรงอิมแพ็กยิ่งใหญ่ถล่มทลายในแง่ของเนื้อหา แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าดูแล้วเพลินมาก เป็นความบันเทิงแบบปล่อยจอยที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเสน่ห์อันเหลือล้นและความน่ารักของ มิลลี อัลค็อก ที่รับรองได้ว่าการดูบนจอยักษ์ในโรงภาพยนตร์คือแพลตฟอร์มที่มอบประสบการณ์ความบันเทิงได้ดีกว่าการนั่งดูผ่านหน้าจอทีวีหรือสมาร์ตโฟนที่บ้านอย่างแน่นอน!

เจาะลึกวิธีคิดและเบื้องหลังงานสร้างของ “Supergirl - ซูเปอร์เกิร์ล”