Survival Shows เวทีเรียลลิตี้พลิกโลกไอดอล

Survival Shows เวทีเรียลลิตี้พลิกโลกไอดอล

     ถ้าพูดถึง รายการเซอร์ไวเวอร์ สำหรับคนทั่วไปเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน มันก็คงจะหมายถึงเรียลลิตี้ที่พาผู้เข้าแข่งขันไปติดเกาะปล่อยป่า แล้วให้ทำเรื่องเสี่ยงหรือหาทางเอาตัวรอดเพื่อชิงเงินรางวัลอะไรประมาณนั้น

     แต่ถ้าพูดถึง รายการเซอร์ไวเวอร์ ในวงการไอดอลยุคปัจจุบันแล้วล่ะก็ มันจะหมายถึงเรียลลิตี้แข่งขันเพื่อชิงอันดับเดบิวต์ ใช้คะแนนโหวตจากผู้ชมทางบ้านตัดสินโชคชะตาและความฝัน หนึ่งในสัญลักษณ์ ของ Pop Culture ที่ยังได้รับความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้

K-POP] Mnet ประกาศจะหยุดผลิตรายการออดิชั่น - Pantip

กำเนิดเซอร์ไวเวอร์พลิกวงการไอดอล

     ย้อนกลับไปเมื่อปี 2016 บริษัทเอนเตอร์เทนเมนต์ยักษ์ใหญ่ของเกาหลีใต้อย่าง MNET ได้ร่วมมือกับฮันดงชอล (Han Dong-Chul) โปรดิวเซอร์มือทอง ให้กำเนิดรายการ Produce 101 ขึ้นด้วยไอเดียสุดแปลกใหม่ที่จะรวมเอาเหล่าเด็กฝึกหัดจากค่ายเพลงต่าง ๆ มาประชันความสามารถกันและคัดออกด้วยคะแนนโหวตจากผู้ชมทางบ้านไปจนถึงรอบไฟนอล ซึ่งใครที่มีคะแนนโหวตมากเป็นอันดับ 1 – 11 จะได้เซ็นสัญญาเดบิวต์เป็นวงไอดอลชั่วคราว โดยถือว่าสมาชิกทุกคนในวงคือ Nation’s Pick ที่ถูกเลือกจากประชาชนแบบ 100% ส่วนคนที่ได้รับอันดับ 1 จะถูกเรียกว่าเซ็นเตอร์ มีสิทธิ์ได้ยืนหน้าสุดหรือกลางสุดของวง คอนเทนต์รายการรูปแบบนี้ถูกเรียกว่าเซอร์ไวเวอร์

     ทว่าความสำเร็จของ Produce 101 กลับไม่ใช่แค่การสร้างวงไอดอลที่มีฐานแฟนคลับเหนียวแน่น แต่คือรูปแบบของรายการต่างหากที่พลิกอุตสาหกรรม K-Pop ให้สั่นสะเทือนไปทั้งระบบ ซึ่งก็มีทั้งส่วนที่ได้ผลประโยชน์และส่วนที่เสียผลประโยชน์มากมายจากมัน

ระบบการสร้างไอดอล (ฉบับดั้งเดิม)

     ย้อนกลับไปให้เห็นภาพ กระบวนการสร้างไอดอล K-Pop จะเริ่มตั้งแต่แคสติงหรือออดิชันเพื่อคัดคนเข้าสู่ระบบเด็กฝึกหัด ส่วนใหญ่มักมีระยะเวลาฝึกฝนประมาณ 2 – 5 ปีกว่าจะได้เดบิวต์ บางคนฝึกนาน 7 – 10 ปีแล้วแต่จังหวะชีวิตและโอกาส หรือบางคนฝึกน้อยกว่า 1 ปีก็มีในกรณีว่าคุณคือเพชรที่พร้อมปล่อยขาย ซึ่งขั้นตอนนี้ค่ายเพลงต่าง ๆ จะต้องใช้ทั้งเงินทุน เวลา และความเสี่ยง เพราะการเอาเด็กจำนวนหนึ่งมาฝึกร้องฝึกเต้นมันก็มีค่าใช้จ่าย (หลายค่ายเด็กฝึกต้องออกเงินเองกึ่งหนึ่ง) ไหนจะรอเวลาให้เด็กเหล่านี้เทิร์นจากหินมาเป็นเพชรบนเวทีอีก แล้วหลังจากขึ้นเวทีไปจะมีแสงส่องถึงหรือเปล่าก็ไม่อาจรู้

     ความเสี่ยงที่เล่ามาไม่ใช่ปัญหาของค่ายเพลงแนวหน้าในวงการเลย เพราะพวกเขาเคยสร้างไอดอลที่โด่งดังมาก่อน แถมมีทั้งประสบการณ์ สูตรสำเร็จ และฐานแฟนคลับการันตีว่าน้องใหม่ที่เดบิวต์จะไม่แป้ก ซึ่งแตกต่างจากค่ายเพลงขนาดกลางหรือเล็กที่เส้นทางขรุขระกว่า ดังนั้นการมีอยู่ของรายการเซอร์ไวเวอร์จึงทำให้บรรดาค่ายเพลงเหล่านี้มีพื้นที่ส่งออกเด็กฝึกหัดไปสู่ความดังได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเสี่ยงเดบิวต์ไอดอลชนค่ายใหญ่ แค่สู้กันระหว่างค่ายเล็กแล้วให้นายทุนตัวบิ๊กกว่าช่วยอุ้ม แถมกติกาวัดผลแพ้-ชนะด้วยคะแนนโหวตจากมหาชน ยังสร้างฐานแฟนคลับให้เอาไปต่อยอดหลังจบรายการได้อีกต่างหาก... ทั้งหมดนี้สร้างเสร็จภายในระยะเวลาแค่ 3 - 4 เดือน ไม่ใช่หลัก 1 – 10 ปีอย่างระบบเดิม

2016 Mnet Produce101 Program Package :: Behance

      แต่ช่วงนั้นหลายคนก็ถึงขั้นพากันบ่นว่า Produce 101 ที่เป็นต้นกำเนิดไอเดียรายการเซอร์ไวเวอร์ มีส่วนในการทำลายระบบอุตสาหกรรมไอดอล K-Pop เลยทีเดียว เนื่องจากสาเหตุหลายอย่างด้วยกัน เริ่มจากวัยรุ่นที่อยากเข้าวงการ K-Pop เริ่มไม่สนใจไปออดิชันตามค่ายต่าง ๆ เพื่อเป็นเด็กฝึกหัดในระบบ หลายคนมุ่งหน้าเข้าหารายการเซอร์ไวเวอร์เพื่อหวังจะคว้าโอกาสแบบเสี่ยงโชคและแจ้งเกิดได้เร็วขึ้น ส่งผลให้แทนที่ค่ายเพลงจะตั้งใจฝึกฝนเด็กให้เก่งและพร้อม พวกเขาดันเลือกส่งไปออกรายการแบบหวังชื่อเสียงและเม็ดเงินมากกว่า เพราะต่อให้ไม่ติดอันดับเดบิวต์ก็ยังสะสมฐานแฟนคลับระหว่างรายการได้อยู่ดี สุดท้ายวงการ K-Pop ก็มีช่วงหนึ่งที่ไอดอลล้นตลาดแต่ขาด Identity ที่ชัดเจน เพราะค่ายเพลงพึ่งพาชื่อเสียงจากรายการเซอร์ไวเวอร์มากเกินไป สุดท้ายก็ดังแบบชั่วคราวแต่ต่อยอดความสำเร็จไม่ได้จริง ๆ ไหนจะข้อถกเถียงเรื่องกติกาตัดสินผู้เข้าแข่งขันด้วยคะแนนโหวต 100% มักมีช่องโหว่ เพราะความนิยมบางครั้งอาจสวนทางกับความสามารถ แถมยังพิสูจน์ได้ยากว่าผลโหวตทั้งหมดนั้นจริงแท้แค่ไหน

   ซึ่งท้ายที่สุดสิ่งที่หลายคนกังวลไว้ก็เกิดขึ้น เมื่อ Produce 101 ถูกแฉว่าผลโหวตไม่โปร่งใส มีการสลับอันดับ โกงคะแนน ล็อคผลก่อนเริ่มถ่ายทำ ไลน์อัพสมาชิกวงไม่ใช่ตัวจริงทุกคน ฯลฯ นำไปสู่การฟ้องร้องและจุดจบของรายการเมื่อปี 2020 จนทำเอาผู้ชมเข็ดขยาดไปอีกสักระยะใหญ่ ๆ

Idol Survival Show: ซากอารยธรรมที่ยังหลงเหลือ

อย่างไรก็ตาม แม้อาณาจักร Produce 101 จะล่มสลายไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงปัจจุบันคือคอนเซปต์รายการเซอร์ไวเวอร์ไอดอลที่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลก ทั้งการซื้อลิขสิทธิ์ Produce 101 ไปสร้างต่อในประเทศจีนกับญี่ปุ่น ค่ายเพลงและสถานีโทรทัศน์เกาหลีหันมาผลิตคอนเทนต์แนวนี้เป็นของตนกันมากขึ้น แม้กระทั่งบริษัท MNET เองก็ไม่ย่อท้อ ผุดรายการอื่น ๆ ในรูปแบบที่คล้ายคลึงตามมาอีก เช่น Girls Planet 999, Boys II Planet, Idol School (รายการนี้มีคดีเรื่องผลโหวตไม่โปร่งใส่เช่นเดียวกัน) รวมถึงประเทศไทยที่วงการ T-Pop กำลังบูม ช่วงหนึ่งก็มีรายการเซอร์ไวเวอร์ไอดอลเกิดขึ้นมากมาย แต่ข้อแตกต่างคือบางรายการกติกาอาจจะมีปรับเปลี่ยนไปบ้างให้เข้ากับบริบทประเทศ แล้วก็อาจจะไม่ได้ใช้คะแนนโหวตจากมหาชนแบบ 100%

 เนื้อร้ายวงการหรือเวทีกู้วิกฤติ

     ในอีกด้านหนึ่ง รายการเซอร์ไวเวอร์เองก็เปรียบดั่งเวทีสร้างโอกาสของค่ายเพลงเล็ก ๆ ท่ามกลางการแข่งขันอันร้อนแรงและการผูกขาดความสำเร็จของค่ายเพลงใหญ่ ๆ ในอุตสาหกรรม K-Pop โดยเฉพาะยิ่งกับตลาดเพลงป็อปประเทศอื่น ๆ ที่พื้นที่โปรโมทไอดอลมีน้อยกว่า K-Pop มาก ทำให้รายการเซอร์ไวเวอร์กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้ตลาดเพลงนี้เติบโตได้แบบก้าวกระโดด เช่นกรณี C-Pop ที่ช่วงหนึ่งไอดอลจีนมาแรงสุด ๆ นั่นก็เพราะมีรายการเซอร์ไวเวอร์เปิดเวทีแจ้งเกิดให้ จนหลายคนมองว่าแม้รายการเซอร์ไวเวอร์จะกำเนิดมาจากเกาหลี แต่ดูเหมือนมันจะใช้งานได้ดีกว่าในจีน หรือขณะที่ฝั่ง K-Pop วิจารณ์ว่าคอนเทนต์แนวนี้ทำลายระบบ แต่ฝั่ง C-Pop กลับมองว่ามันมีประโยชน์ต่อระบบอยู่ไม่มากก็น้อย

     ดังนั้นทุกอย่างจึงเหมือนกับเหรียญที่มี 2 ด้านเสมอ เพราะต่อให้รายการเซอร์ไวเวอร์ไอดอลจะถูกวิจารณ์ว่าเป็นเนื้อร้ายยังไง แต่การมีอยู่ของมันก็สามารถแก้ Pain Point หลักของวงการได้ไม่ต่างกัน

 

Survival Shows เวทีเรียลลิตี้พลิกโลกไอดอล