บทสัมภาษณ์ “มูย่า ฐามุยา ทัศนานุกุลกิจ” ผู้กำกับ “เทอม 4: เรือนนางสนม”

บทสัมภาษณ์ “มูย่า ฐามุยา ทัศนานุกุลกิจ” ผู้กำกับ “เทอม 4: เรือนนางสนม”

“มูย่า-ฐามุยา ทัศนานุกุลกิจ” จบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้กำกับรุ่นใหม่จากสายหนังสั้นที่สะท้อนเรื่องราวและประเด็นสังคมไทยอย่าง สันดานกรุง” (2565) 1 ใน 4 หนังสั้นชุด Voices of the New Gen เสียง (ไม่) เงียบ 2022” และ Suits” (2566) รวมถึงเป็นครีเอทีฟและเขียนบทซีรีส์ Caged Again บอกกรงๆ ว่ารักเธอ” (2567) จนล่าสุดถูกชักชวนให้มากำกับหนังแฟรนไชส์เทอมสยองเรื่องดังอย่าง “เทอม 4: เรือนนางสนม” (2569) ที่น่าจับตาว่าเธอจะปล่อยของในหนังสยองเรื่องนี้อย่างไร

มาร่วมโปรเจกต์นี้ได้ยังไง

มูย่า ฐามุยา : ทางทีมงานของ “สหมงคลฟิล์ม” ติดต่อมาว่ากำลังหาผู้กำกับอยู่ แต่ยังไม่ได้บอกว่าเป็นโปรเจกต์อะไร เขาสนใจเราจากหนัง “สันดานกรุง” ซึ่งตั้งแต่ติดต่อมามูย่าก็อยากทำอยู่แล้ว พอมารู้ว่าเป็น “เทอม 4” ก็ยิ่งอยากทำ เพราะเป็นโปนเจกต์ที่เราชอบ และติดตามเป็นแฟนคลับ “หนังตระกูลเทอมสยอง” มาตลอด ตอนที่มีเรื่อง “เทอม 2” (2565) และ “เทอม 3” (2567) เราก็เห็นว่าจะเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ตลอด เราในฐานะที่เป็นเด็กนักศึกษาคิดว่ามันเป็นโปรเจกต์ที่น่าสนุกดี และในแง่ของนายทุนเขาไม่ต้องเสี่ยงทำหนังเรื่องยาวสเกลใหญ่ แต่ได้ทดลองอะไรใหม่ๆ ในโปรเจกต์หนังสั้นหลายตอนในเรื่องเดียวนี้ เล่าเรื่องตำนานผีด้วยวิธีของคนรุ่นใหม่อย่างที่ไม่ได้เห็นในหนังผีเรื่องยาว “เทอม 4” เลยเป็นภาพยนตร์ที่เราอยากทำ และอยากให้มีเทอมต่อไปเรื่อยๆ เราชื่นชอบตระกูลหนังเทอมสยองนี้ เพราะมันมีหลายรสชาติ หลอน สยอง จริงจัง และก็ชอบตอนที่เป็นคอมเมดี้ในทุกๆ ภาคเลย ในแต่ละเทอมมันมีความหลากหลายและตรงใจเรามากค่ะ

เตรียมตัวกับการทำโปรเจกต์นี้ยังไงบ้าง

มูย่า ฐามุยา : เตรียมตัวหนักมากตั้งแต่เรื่องบทเลย ถ้าต้องทำหนังสักเรื่อง เราก็อยากจะเข้าใจกับตัวบทจริงๆ เราต้องมั่นใจในตัวบททุกจุดก่อน อาจจะเพราะเราเป็นเด็กที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการถูกจ้างกำกับ โดยเฉพาะกับตัวบทที่ถูกเขียนมาให้แล้ว ส่วนของกิมมิกและไอเดียของผียังคงเป็นแบบเดิมที่ทางทีมเขาทำไว้ ส่วนมากเราจะไปพัฒนาในเรื่องของตัวละคร วิธีการหลอก และสไตล์การกำกับมากกว่า เรียกว่าเตรียมตัวด้วยความสนุกมาตั้งแต่เริ่มแรกเลย   

มีส่วนปรับบทเพื่อให้เป็นในทิศทางของเราบ้างไหม 

มูย่า ฐามุยา : เป็นการโยนไอเดียกับทางทีมบทมากกว่า ทีมเขียนบทของทาง “สหมงคลฟิล์มฯ” ช่วยเราไว้เยอะมาก ตอนเราได้อ่านบทรอบแรก ตัวละครมันค่อนข้างห่างไกลจากตัวเรามาก ก็เลยอยากทำให้มันเป็นวัยรุ่นขึ้น เล่าเรื่องของเด็กที่เป็นยุคนี้มากขึ้น เราเลยโยนไอเดียให้ทีมเขียนบทและช่วยกันแก้ มีความสนุกมากที่ได้ร่วมงานกับทีมเขียนบทของสหฯ ที่เป็นทีมเดียวกับที่เคยทำมาตั้งแต่ “เทอม 2” และ “เทอม 3” เลย

เรื่องเล่าสยองออริจินัลของตอนนี้คือเรื่องอะไร

มูย่า ฐามุยา : มันเป็นเรื่องเล่าจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภาคกลาง ที่ตรงนั้นเขาว่ากันว่าเป็นวังเก่ามาก่อน จะมีพวกเรือนไทยมากมาย เป็นเรือนของข้าราชการในสมัยนั้น และหนึ่งในนั้นจะมีมีเรือนไทยทรงปั้นหยาสมัย ร.5 อยู่เรือนหนึ่งที่ว่ากันว่าเป็นเรือนของนางสนม นักศึกษาในมหา’ลัยก็จะผ่านไปผ่านมาหน้าเรือนนี้ที่บางคนมองเข้าไปแล้วมักจะเห็นผู้หญิงมายืนรำอยู่ มีผู้หญิงใส่ชุดไทยในเรือนบ้าง และก็มีนักศึกษาบางกลุ่ม เคยเข้าไปล่าท้าผีกันในนั้น ก็ไม่เคยมีใครเจออะไรข้างใน แต่คนที่ยืนรออยู่ข้างนอกที่คอยชะเง้อรอเพื่อนอยู่ จะเห็นอะไรแปลกๆ ข้างในเรือน จริงๆ มีหลายเวอร์ชันอย่างอีกตำนานหนึ่งก็เล่าว่ามีนักศึกษาปั่นจักรยานผ่านก็จะเห็นผีนางรำอยู่ข้างในจนทางมหา’ลัยเขาต้องมาปิดหน้าต่าง ทุกวันนี้เรือนนี้ก็ยังอยู่ แต่ก็ได้รับการบูรณะใหม่ มีการดูแลอยู่ตอลดเวลา

เรื่องย่อ “เรือนนางสนม”

มูย่า ฐามุยา : ก็เป็นเรื่องราวของรุ่นน้องคนหนึ่งชื่อ “เกรช” (รับบทโดย “โจริญ 4EVE”) ที่ชื่นชม “บิว” (รับบทโดย “เอิงเอย ประภามณฑล) รุ่นพี่ช่างภาพที่เรียนจบไปแล้ว วันหนึ่งบิวก็โทรมาชวนเกรชให้ไปเป็นนางแบบให้ในคอนเซปต์นางสนม ก็เลยพากันไปถ่ายงานที่ “เรือนนางสนม” เรือนเก่าในตำนานของมหา’ลัยที่มีคนเล่าต่อๆ กันมาว่านักศึกษาที่ผ่านไปมามักจะเห็นอะไรบางอย่างที่เรือนนี้ นักศึกษาบางกลุ่มเข้าไปล่าท้าผีกัน และจะเล่าขานกันว่าคนที่อยู่ข้างในมองไม่เห็นผี แต่คนข้างนอกมองเข้าไปมักจะเห็น ด้วยคอนเซปต์ของงานบิวเลยต้องใช้ที่นี่เพื่อถ่ายแบบ แต่ระหว่างที่ถ่ายงานกันกลับมีบางอย่างวนเวียนอยู่แต่ไม่สามารถรับรู้ได้ จนกระทั่งใครคนหนึ่งออกไปอยู่ด้านนอกเรือน ความสยองไม่ทันตั้งตัวจึงเริ่มขึ้น

คาแร็กเตอร์ตัวละครหลัก

มูย่า ฐามุยา : “โจริญ” รับบทเป็น “เกรช” นักศึกษาด้านแฟชั่นชั้นปีที่ 4 คาแร็กเตอร์นี้เรารู้สึกว่ามีอยู่จริงในสังคมของเด็กวัยรุ่น เขาจะเป็นคนที่ชอบชื่นชมคนอื่น ในขณะเดียวกันก็จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นตลอด หรือว่าถ้าพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ “ความอิจฉา” ตัวเขาชื่นชอบในตัว “บิว” รุ่นพี่คนหนึ่งที่จบไปแล้ว

บทเกรซเป็นบทที่ท้าทายมากสำหรับตัวเราเองที่ต้องกำกับ และสำหรับนักแสดงที่ต้องมาเล่นด้วย เราต้องการที่จะเล่าความอิจฉาของวัยรุ่น คือความอิจฉามันมีอยู่ในทุกเจนอยู่แล้วละ มันไม่ได้ถูกหรือผิดนะคะ ทุกคนมีอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว แต่เราเลือกเล่าในรสชาติของวัยรุ่น การที่วัยรุ่นอิจฉาคนหนึ่ง Look Up คนหนึ่งเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นบ่อยๆ มันจะเป็นยังไง เราตีความมันในเชิงที่ไปขโมย Aesthetic คนอื่น ชอบไปส่อง IG อยากจะแต่งเหมือนเขา อยากใช้น้ำหอมเหมือนเขา อยากดูเท่เหมือนคนนี้ คล้ายๆ ในเชิงไอดอล แต่ความรู้สึกจมลึกอยู่กับมันทุกวันจนตัวเองนอยด์ และความรู้สึกเหล่านี้ก็ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองตลอดเวลา

เราทำแคสต์หลายคนกว่าจะได้เจอกับโจริญ ด้วยความที่เราไม่ค่อยได้เห็นน้องในผลงานการแสดงมากนัก น้องเล่นได้ธรรมชาติจนเราทึ่ง น้องมีสายตาที่ทรงพลัง สายตาเป็นหัวใจของหนังเรื่องนี้เลย คนดูจะได้เห็นเลยว่าเกรซมีนิสัยบางอย่างที่เวลาคนอื่นไม่เห็น เขาจะอยากรู้อยากเห็น อยากเข้าไปค้นชีวิตของบิว อยากจะดูว่าในกระเป๋าบิวมีอะไร อยากจะรู้ว่าในคอมพิวเตอร์บิวมีอะไร ซึ่งโจริญเขาเข้าใจและถ่ายทอดออกมาได้รวดเร็วและตรงกับสิ่งที่เราอยากได้

ในขณะเดียวกัน “พี่เอิงเอย” รับบทเป็น “บิว” เป็นรุ่นพี่คณะเดียวกันแต่เรียนจบไปแล้ว ทำงานเป็นช่างภาพโด่งดังมีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับจากคณะ ผลงานโดดเด่นกว่าคนอื่น บิวชอบมาชวนรุ่นน้องในคณะไปถ่ายแบบในโปรเจกต์ส่วนตัวของเขา จนวันหนึ่งเขาเข้ามาชวนเกรชหนึ่งในหมู่คนที่คอยติดตามผลงาน

ตัวละครของบิวเราว่าเล่นยากมาก ตอนที่ทำแคสต์นี่เป็นตัวละครที่แคสต์ยากกว่าเกรชอีก แคสต์บทบิวเยอะมากแต่ยังไม่เจอสักที เพราะคนนั้นต้องเป็นคนที่เท่และมีเสน่ห์จากข้างใน ในขณะเดียวกันก็ต้องดูลึกลับ เขาคิดอะไรอยู่ก็ไม่สามารถคาดเดาได้ แล้วพี่เอิงเอยก็เป็นแบบนั้น เขาเล่นในแบบที่เราไม่รู้เลยว่าเขาคิดอะไรอยู่ ซ่อนอะไรไว้ในใจ เขามีเสน่ห์ตรงนี้แหละ

ทั้ง “เอิงเอย” และ “โจริญ” มีเคมีการรับส่งด้านการแสดงกันเป็นยังไงบ้าง

มูย่า ฐามุยา : ก่อนที่เราจะมาถ่ายจริง เรามีพานักแสดงไปเวิร์กชอปร่วมกันมาบ้าง ทั้งสองคนชัดเจนมาตั้งแต่ตอนนั้นเลย รุ่นน้องคนหนึ่งที่ชื่นชอบพี่คนหนึ่งที่ซ่อนความรู้สึกหลายอย่างเอาไว้ แล้วเราก็รู้สึกว่าเคมีของเขามันไม่ได้แข็งกระด้าง เราเห็นเคมีทั้งสองคนที่คนหนึ่งก็ดูน่าค้นหา อีกคนก็อยากจะรู้เรื่องของเขา มีทั้งความอิจฉา ความหลงใหล ความชื่นชม และความลับอยู่ในเลเวลที่กลมกลืนกันพอดี เป็นคู่ที่น่าสนใจมาก

ซีนไหนที่ถ่ายทำมาแล้วรู้สึกมันโดดเด้งมาในใจเรา

มูย่า ฐามุยา : มันแล้วแต่คนจะมอง ถ้าเป็นเราจะชอบซีนที่มีการถ่ายแบบของตัวละครซ้อนอยู่ในหนัง อย่างที่เราบอกว่าโปรเจกต์นี้มันเปิดโอกาสให้ผู้กำกับใหม่ได้ลองทำ ในฉากที่ “บิว” และ “เกรซ” ต้องมาถ่ายแบบกันในเรือน มันต้องดูสวย ดูแฟชั่น เกรซใส่ชุดไทยแต่ก็ใส่ความแฟชั่นลงไป ในขณะเดียวกันความรู้สึกของตัวละครมันจะต้องค่อยๆ ประกอบสร้างกันไป และเราก็ใส่เพลงวัยรุ่น EDM อยู่ในนั้น มันเป็นภาพที่เราไม่เคยเห็น แล้วเราอยากทำที่สุดในเรื่องนี้ ตัวละครจะค่อยๆ เผยประโยคที่มันค่อนข้างขนลุกออกมา

ซึ่งตอนที่เราวางเบรกดาวน์ถ่ายทำ เราให้เวลากับซีนนี้เยอะมาก ทางทีมงานก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับเราหรอก มันไม่มีอะไรเลยแค่สองคนคุยกัน แต่ที่เราขอเผื่อไว้เพราะถ้าเกิดซีนนี้เขาเล่นกันไม่ได้ล่ะ มันต้องมีเวลาปั้นแอ็กติ้งอีก สรุปน้องเล่นแค่ชั่วโมงเดียว ทั้งสองคนต่อไดอะล็อกกันแค่แป๊บเดียว มันเซอร์ไพรส์เรามาก เรารู้สึกว่าซีนนี้เป็นสิ่งที่เรากลับไปดูได้เรื่อยๆ

และเราคิดว่าจะไปถ่ายที่เรือนจริงเลยไหม

มูย่า ฐามุยา : เราไปดูที่จริงเลยนะคะ แต่ด้วยความที่ว่าตัวเรือนมันถูกรีโนเวตไปแล้ว มันดูไม่น่ากลัวขนาดนั้นสำหรับเรา เราเลยมองหาโลเคชันอื่นๆ ที่มีเรือนไทยแบบนี้มาทดแทน เราไปหาดูหลายหลังแต่บางที่ก็ทรุด ถ้ากองถ่ายขึ้นไปบ้านต้องทรุดแน่ คงต้องเปลี่ยนบทมาอยู่หน้าบ้านแทน บางบ้านก็เกือบได้แต่เล็กไปหน่อย หรือไม่ก็ทาสีใหม่ไปแล้ว เราพยายามหาหลังที่ยังคงสภาพเดิมไม่เปลี่ยน ไม่ผิดยุคสมัยเกินไป มีรูปทรงปั้นหยาเหมือนกัน ก็หาอยู่นานจนได้ไปเจอเรือนไทยที่หนึ่งในจังหวัดอยุธยาที่ยังคงสภาพเดิมๆ เอาไว้ ถ้าเป็นวิญญาณที่เสียชีวิตไปแล้วอยู่ที่นี่คิดว่าเขาคงยังไม่ไปไหน เพราะมันไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย คือของเก่าของจริง 

ตอนที่เราไปเห็นก็รู้สึกว่าเราทำได้ เราทำให้บ้านหลังนี้มีความรู้สึกอีกแบบในขณะที่หนังเรื่องก่อนหน้านี้ให้ไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่ไปถ่ายแบบกันในนั้น เราสามารถจัดไฟหรือว่าสามารถดีไซน์ให้มันเป็นอีกแบบได้ ตอนไปดูสถานที่ยังไม่มีเหตุการณ์อุทกภัยในพื้นที่นั้น เราไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นและเสียใจกับมัน และบ้านหลังนี้ติดแม่น้ำด้วยก็เลยเจอผลกระทบจากน้ำท่วมไปด้วย แต่ในเมื่อคิวถ่ายทำถูกวางไว้แล้ว ทุกอย่างก็ต้องดำเนินไป ถ้าดูหนังจะเห็นเลยว่ามีน้ำอยู่รอบๆ บ้าน

นอกจากเรื่องของเราจะมีเทคนิคเมกอัปและเทคนิคสลิงแล้ว ยังต้องมีเทคนิคการรับมือกับสถานการณ์น้ำเพิ่มขึ้นอีกด้วย เราเลยต้องขนทั้งเครนทั้งแพลตฟอร์มทุกอย่างข้ามน้ำไปบ้าง ตั้งอยู่ในน้ำบ้าง ช่างภาพเราเองก็ต้องยืนแช่น้ำอยู่บนแพลตฟอร์มด้วย เพราะเรื่องนี้นอกจากจะเล่าเรื่องจากข้างใน ยังต้องเล่าเรื่องจากข้างนอกด้วย ตัว “บิว” ที่เป็นช่างภาพต้องออกไปตั้งกล้องถ่ายกันกลางน้ำด้วย ทั้งเปียกทั้งหนาวรวมกัน กลายเป็นว่ายิ่งทำให้เราเห็นถึงความทุ่มเทกับการเป็นช่างภาพของตัวละครนี้เข้าไปอีก

และสิ่งที่ได้เพิ่มมาคือรีเฟลกซ์ของน้ำ ช่างภาพเขาดีไซน์ว่าการมีรีเฟลกซ์ของน้ำขึ้นไปบนเรือนไทย มันเพิ่มบรรยากาศสยองได้เหมือนกัน เพราะในหนังพูดถึงจิตใจของคน มันสะท้อนอารมณ์ของตัวละครได้เหมือนกัน แต่ทุกคนสนุกกับมัน ได้ใช้สิ่งที่คิดว่าจะเป็นอุปสรรคเป็นเมจิกโมเมนต์แทน แล้วเราก็เห็นเลยว่าทุกคนทุ่มเทกับงานนี้มากถึงแม้จะมีอุปสรรคเหล่านี้

สถานที่ถ่ายทำน่ากลัวเหมือนกันนะ เจออะไรกันบ้างไหม

มูย่า ฐามุยา : น่ากลัวมากค่ะ ตอน “มูย่า” ไปดูโลเคชัน เราไปดูช่วงโพล้เพล้เพื่อที่จะได้เห็นบรรยากาศทั้งกลางวันและกลางคืน ตอนกลางวันสถานที่สวยงามมาก เป็นบ้านทรงไทยที่ทางกรมศิลป์ฯ เขาอนุรักษ์ไว้ แต่พอตอนกลางคืนมันเป็นอีกแบบหนึ่งเลย มันน่ากลัวมากสำหรับเรา บ้านดูอบอุ่นขึ้นมาทันทีเมื่อมีผู้คนเข้าไปอยู่ในนั้น แต่มันก็จะมีบางช่วงที่เขาอยู่ในบ้านแล้วหนาวกัน บ้านมันเย็นยะเยือกมาก ด้วยมันมีน้ำและลมอีก ทุกคนก็หนาว พี่ช่างไฟบางคนต้องหนีออกไปจุดไฟ เพื่อให้ความอบอุ่นกับตัวเอง เพราะว่าเขาไปลงน้ำมา บางคนไม่สามารถจะอยู่ต่อได้เพราะมันหนาวเหลือเกิน ก็จะไปอยู่ที่สเตชันจุดเบรกของเราแทน คือพวกเราไม่ได้เตรียมตัวว่าจะเจอหนาวขนาดนี้ แต่ก็ไม่มีใครเจอเรื่องแปลกๆ หรือเขาอาจจะไม่บอก แต่มูย่าเองไม่เห็น เพราะหนูกำลังแข่งกับพระอาทิตย์อยู่ ส่วนตัวเชื่อเรื่องผีค่ะ แต่ไม่ได้ถึงกับกลัวผีอะไร

การทำงานกับตัวละครผีในเรื่องนี้

มูย่า ฐามุยา : ก็เริ่มจากความเป็นนางสนมก่อน พอเราจะต้องทำหนังผีเราก็อยากเข้าใจเขาว่าเขาเคยอยู่กันยังไง ก็มีไปรีเสิร์ชเกี่ยวกับนางสนมว่าถ้าเราต้องไปอยู่ในนั้น มันจะรู้สึกยังไง เขาใส่ชุดแบบไหน เรือนหนึ่งเขาจะอยู่กันกี่คน กิจกรรมส่วนใหญ่เขาทำอะไรกัน เราเอาข้อมูลตรงนี้มาตีเป็นตัวละครว่าเขาน่าจะต้องมีจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายชีวิตที่ไม่ได้เยอะมาก นอกจากทำครัว อยู่ปรนนิบัติรับใช้ หรือว่าอยู่เพื่ออะไรบางอย่างในนั้น แล้วเขาจะเคยรู้สึกอิจฉากันหรือเปล่า เราก็ค้นพบว่ามันเป็นไปได้ที่เขาจะคิดกันแบบนี้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคกี่สมัย เขาก็อาจจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับนางสนมคนอื่น แล้วอาจจะจัดการกับความรู้สึกนี้ไม่ได้ รวมถึงก็ผสมผสานกับตำนานที่เกิดขึ้นด้วย เขาจะไปถึงขั้นทำร้ายกันหรือเปล่า ก็เลยกลายเป็น “ผีนางสนม” ที่ถูกทำร้าย เขาอาจจะรออะไรบางอย่างเพื่อมาแทนที่ในสิ่งที่เขาขาดไป ก็เลยเกิดเป็นผีนางสนมในลุคอย่างที่เห็นขึ้นมา ลืมผีนางรำได้เลย เราไม่ได้ตีความว่าเขาเป็นนางรำถวายอยู่แล้ว ภาพในหัวเราคือนางสนมแบบที่อยู่ในวัง ชุดมีความแตกต่างจากนางกำนัลธรรมดา เพราะเป็นสนมคนมียศมีตำแหน่งมากกว่าทำครัว เขาจะรำไปทำไม ชุดก็ไม่น่าจะเป็นชุดรำถวายตามศาล เขาอาจจะอยู่มาหลายยุคหลายสมัยแล้ว อาจจะมีสนมหลายเจน มีบาดแผล มีร่องรอยบางอย่างไหม ก็เป็นการตีความและดีไซน์ในแบบของเรา

เราอยากหาสิ่งใหม่ให้กับตัวผีด้วยมั้ง อย่างที่บอกเราไม่ได้กลัวผีมาก ก็เลยต้องวัดจากคนรอบข้างว่าเขากลัวอะไรบ้าง นักศึกษาตอนนี้เขาจะกลัวอะไรบ้าง เขาถึงอยากจะมาดูเรื่องนี้ แค่ความน่ากลัวมันพอหรือเปล่า หรืออยากจะดูความแปลกใหม่ด้วย แล้วเข้าใจสิ่งที่เราจะสื่อสารไหม เราก็เลยเลือกไปทางน่ากลัวและมีเรื่องราวให้กับผีด้วย อย่างที่บอกเรื่องนี้นอกจากความสยองขวัญแล้ว เรายังเล่นลึกลงไปในเรื่องของจิตใจ ไม่ว่าจะผ่านมากี่ยุคกี่สมัยบางทีความอยากได้อยากมีอยากเด่นกว่าใคร มันก็ยังอยู่ในตัวตนของใครบางคน

ได้ทดลองอะไรใหม่ๆ ในเรื่องนี้บ้างไหม

มูย่า ฐามุยา : อย่างแรกเลยก็คือเรื่องสไตล์ ในเรื่องนี้เป็นเรื่องของการถ่ายแบบ มีนางแบบ มันก็ต้องมีการดีไซน์ให้ออกมาสวยด้วยสยองด้วย ในพาร์ตของการถ่ายแบบเราก็ต้องคิดว่าคนดูอยากเห็นอะไรแล้วคุ้มค่า ในขณะเดียวกันในส่วนของความสยองก็มีการค้นหาภาพใหม่ๆ ที่จะทำยังไงให้คนเข้าใจมัน การทำหนังสยองขวัญที่ยังเกี่ยวกับตำนานไทยๆ และจะทำยังไงให้คนได้ดูอะไรใหม่ๆ เขายังอยากดูผีนางรำไหม หรือเป็นผีที่ต้องตีความใหม่ ยังคงมีการหลอกอาจจะมีตุ้งแช่บ้าง มีรสชาติส่วนตัวที่เราชอบบ้าง มันคงเป็นการลองประสานสองอย่างนี้เข้าด้วยกัน เพราะว่าเราเองก็ไม่เคยทำหนังผี แนวหนังที่ผ่านมาก็เป็นดราม่า มันต้องเล่ายังไง ถ้าชัดเกินไปก็อาจจะไม่น่ากลัว น้อยเกินไปก็อาจจะไม่เข้าใจ มันต้องเล่ายังไงให้ยังคงเป็นมูดของหนังไซโคฮอร์เรอร์ที่มีอยู่ในบท หนังเรื่องนี้เป็นการทดลองอะไรใหม่ๆ ให้กับเราตั้งแต่ต้นยันจบ แม้ถึงตอนงานตัดต่อก็อาจจะสามารถทดลองตัดได้หลายเวอร์ชันด้วยซ้ำ

ในการกำกับเรื่องนี้มีตรงไหนที่ยากที่สุด

มูย่า ฐามุยา : ความคาดหวังค่ะ “มูย่า” เป็นคนทำหนังรุ่นใหม่ ยังไม่ได้มีประสบการณ์ในการรับมือทุกอย่างได้ ความคาดหวังของคนดูด้วย ของเมนทอร์เราด้วย ของทีมงานด้วย กับสิ่งที่เราทำออกไป เราต้องรับผิดชอบหลายอย่างมาก เราต้องได้ฝึกตีกับตัวเองว่าเราจะเลือกแบบไหนดีเพื่อให้งานมันออกมาดีที่สุด ทั้งให้กับตัวเรา กับคนดู กับนักแสดง กับผลงานชิ้นนี้ กับคนที่เรามาคอลแลบด้วยอย่าง “สหมงคลฟิล์ม” ที่ให้โอกาสเราได้ฝึกประสบการณ์ตรงนี้ โอเค มันคงยากแหละ แต่มันสนุกดีค่ะ เหมือนที่เราบอกไปว่าเราดีใจที่ได้ทำโปรเจกต์นี้มากๆ

ตั้งแต่กระบวนการแรกที่เราทำจนถึงตอนถ่ายทำ เรารู้สึกว่าเราได้มีอิสระในการที่เราอยากจะเล่าเรื่องราวของตัวเอง จะสร้างผลงานชิ้นนี้ขึ้นมาจริง มันดูเป็นโปรเจกต์ที่เปิดโอกาสให้คนได้มาลองชิมรสชาติใหม่ๆ  แล้วก็เหมาะกับการที่จะเป็นหนังสำหรับนักศึกษาจริงๆ “เทอม 4” มันก็เหมือนโรงเรียนแห่งหนึ่งเลยสำหรับเรา

“มูย่า” คิดว่าเสน่ห์ของแต่ละเทอมมันคืออะไร

มูย่า ฐามุยา : เราว่ามันเป็นเรื่องของนักศึกษาจริงๆ เขาอาจจะไม่ได้รู้จักผู้กำกับหรือมาทางฟิล์มเมกเกอร์อะไรมาก่อน แต่เขามาดูด้วยความรู้สึกว่านี่คือเรื่องเล่าที่ใกล้ตัวเขา เรื่องนี้รุ่นพี่เคยเล่า เรื่องนี้เคยได้ยินมาจากเพื่อนมหา’ลัยอื่น แล้วมันมีเรื่องเล่าอยู่ในทุกๆ มหา’ลัย อย่าง “มูย่า” เรียนจบมาแล้วมันอาจจะไม่ใช่เรื่องของเราละ แต่เราผ่านวัยเรียนมาแล้วเราก็เก็ตกับมันได้ง่าย และในแต่ละเทอมก็มีหลายเรื่องให้ติดตาม

การดูหนังของผู้กำกับมืออาชีพก็จะได้รสชาติแบบหนึ่ง แต่พอเป็นหนังตระกูลเทอมสยองที่มันมาจากผู้กำกับรุ่นใหม่ๆ มันก็จะได้อีกโหมดหนึ่ง เรารู้สึกว่ามันไม่ได้อยุ่กับที่ มันไปข้างหน้า การที่ได้เห็นสิ่งใหม่ๆ ที่มันทดลองในเมนสตรีม แต่ก็ยังทำรายได้ได้ นักศึกษาก็มาดูได้ ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นโปรเจกต์ที่ Magical สำหรับเราที่อยากจะทำ แล้วถ้ามีอีกก็อยากจะไปดูอีก ยิ่งพอมันมี 3-4 เรื่องในตัวเอง มันต้องมีสักเรื่องที่เราชอบ เรื่องที่เราอาจจะเคยมีประสบการณ์ร่วมมา

รอดูเรื่องไหนเป็นพิเศษไหม

มูย่า ฐามุยา : ถ้าจากแคสต์ที่เปิดมาแล้วก็รอดู “น้องแทด” กับ “น้องตังโก้” เพราะว่าชื่นชอบการแสดงของตังโก้อยู่แล้ว แล้วแทดเองเราก็เคยเห็นผลงานการเป็นศิลปินของเขา แต่เดี๋ยวถ้ามีตัวอย่างออกมาก็คิดว่าคงอยากจะดูทุกเรื่องเลย เพราะแต่ละเรื่องดังมากเท่าที่ทราบมา 

ฝากภาพยนตร์ส่งท้ายหน่อย

มูย่า ฐามุยา : ก็ฝากภาพยนตร์ “เทอม 4 ตอนเรือนนางสนม” ด้วยนะคะ เราอาจจะได้เห็นอะไรที่คิดว่าตั้งตารอกัน อะไรที่ “น้องโจริญ” กับ “พี่เอิงเอย” เขามอบให้คนดู เขาแสดงแบบไหน เขาเป็นคาแร็กเตอร์แบบไหน แล้วเขากำลังจะไปทำอะไรที่เรือนนางสนมบ้าง ก็ฝากติดตามกันด้วยค่ะ 28 พฤษภาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์

 

บทสัมภาษณ์ “มูย่า ฐามุยา ทัศนานุกุลกิจ” ผู้กำกับ “เทอม 4: เรือนนางสนม”