บทสัมภาษณ์ทีมนักแสดง “Lee Cronin’s The Mummy - ลี โครนิน เดอะ มัมมี่” เมื่อมัมมี่ไม่ใช่แค่ตำนาน แต่มันคือฝันร้ายในบ้านคุณ!!

บทสัมภาษณ์ทีมนักแสดง “Lee Cronin’s The Mummy - ลี โครนิน เดอะ มัมมี่” เมื่อมัมมี่ไม่ใช่แค่ตำนาน แต่มันคือฝันร้ายในบ้านคุณ!!

รูปภาพ

หลังจากสร้างชื่อจากคืนชีพแฟรนไชน์สยองขวัญระดับตำนานด้วยผลงานอย่าง Evil Dead Rise ผู้กำกับ ลี โครนิน กลับมาอีกครั้งพร้อมโจทย์ที่ท้าทายกว่าเดิม นั่นคือการหยิบเอาไอคอนระดับ The Mummy มาปัดฝุ่นใหม่เป็น Lee Cronin’s The Mummy - ลี โครนิน เดอะ มัมมี่” ครั้งนี้เขาไม่ได้มาพร้อมกองทัพมัมมี่จากทะเลทรายในสไตล์แอ็กชัน-ผจญภัย-แฟนตาซีที่เราคุ้นเคย แต่เป็นการนำความสยองขวัญมากระเทาะเปลือกความสัมพันธ์ เผยให้เห็นร่องรอยความบาดหมางที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายในครอบครัว

เรื่องราวของ Lee Cronin’s The Mummy เริ่มต้นเมื่อลูกสาวของนักข่าวดาวรุ่งหายสาบสูญไปกลางทะเลทรายโดยไร้ร่องรอย จนกระทั่งเวลาล่วงเลยผ่านไปหลายปี ครอบครัวที่เก็บซ่อนความแตกสลายก็ได้กลับมาเจอกันพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้งในรอบ 8 ปี แต่การกลับมาครั้งนี้กลับเผยให้เห็นความผิดปกติบางอย่าง ซึ่งนำไปสู่จุดเริ่มต้นของฝันร้ายครั้งใหม่ที่ใครก็คาดไม่ถึง

แจ็ก เรย์เนอร์ รับบท ชาร์ลี : ความพังทลายของคนเป็นพ่อ และความบ้าคลั่งของ Body Horror

แจ็ก เรย์เนอร์ ตัดสินใจกระโจนเข้าสู่โปรเจกต์นี้เพราะหลงใหลในวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและบ้าคลั่งของผู้กำกับ ลี โครนิน เขาชื่นชอบการแกว่งของโทนหนังที่สวิงไปมาระหว่างความตลกร้ายสุดขั้วและ Body Horror ที่น่าสะอิดสะเอียน สำหรับเขา หนังเรื่องนี้ไม่ได้มีเป้าหมายแค่การทำให้ผู้ชมตกใจกลัว แต่ยังแฝงกลิ่นอายของการสืบสวนแบบฟิล์มนัวร์ และความรู้สึกของการทดลองทางวิทยาศาสตร์สุดแหวะ ที่ต้องอาศัยเทคนิคการถ่ายทำและ Practical Effects เข้ามาช่วยสร้างความทรงพลังให้ถึงขีดสุด

แจ็กถ่ายทอดความแตกร้าวของชาร์ลี ชายผู้กำลังเผชิญกับความล้มเหลวขั้นสุดในฐานะพ่อ เขาเลือกที่จะหนีความจริงอันเจ็บปวดในบ้าน ด้วยการหมกมุ่นอยู่กับการสืบสวนหาสาเหตุการหายตัวไปของลูกสาวราวกับเป็นภารกิจฮีโร่ เพื่อกลบเกลื่อนความวิตกกังวลและความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจ ความกลัวที่สุดในหนังเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่ผีหลอก แต่คือความกลัวที่จะสูญเสียลูก ซึ่งเป็นสิ่งที่กระทบใจผู้ชมทุกคนอย่างแน่นอน

“บทเรื่องนี้มันบ้าคลั่งมาก มันมีทั้ง Body Horror ที่น่าสะอิดสะเอียนและช่วงเวลาที่ตลกอย่างไม่น่าเชื่อ ผมอยากใส่ความวิตกกังวลเกี่ยวกับการเป็นพ่อเข้าไปในตัวละคร ความรู้สึกว่าเขาล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการปกป้องลูกสาว และภาระนั้นก็กดทับเขาอยู่ตลอดเวลา”

ไลอา คอสตา รับบท ลาริสซา : คุณแม่ผู้ใจสลายที่ท้าทายทุกกฎสยองขวัญ

เชื่อหรือไม่ว่า ไลอา คอสตา คือนักแสดงที่กลัวหนังสยองขวัญจนขึ้นสมอง! เธอไม่เคยดูหนังผีอีกเลยตั้งแต่ตอนอายุ 15 แต่สิ่งที่ทำให้เธอยอมทิ้งความกลัวและตอบรับบทลาริสซา คือเสน่ห์และมุมมองการทำหนังของ ลี โครนิน ตัวละครนี้เป็นตัวแทนของความหวังที่ไม่มีวันดับมอด แม้ลูกสาวจะหายตัวไปถึง 8 ปี แต่เธอก็ยังเชื่อว่าเรื่องราวนี้ยังไม่จบ เธอพร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกกลับมา ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่รวมถึงวิญญาณและจิตใจด้วย

ความเจ๋งของตัวละครนี้คือการฉีกสูตรหนังสยองขวัญทั่วไปอย่างสิ้นเชิง เพราะลาริสซาเลือกที่จะเข้าหาความสยองขวัญนั้นด้วยความรักของคนเป็นแม่ นอกจากนี้ ไลอายังเล่าถึงบรรยากาศในกองถ่ายว่า แม้หน้าฉากจะมืดหม่นและหนักหน่วงแค่ไหน แต่ผู้กำกับลีก็เป็นเหมือนนักมายากลที่คอยสร้างบรรยากาศเบาสบายและเต็มไปด้วยพลังงานแห่งความคิดสร้างสรรค์ ทำให้การถ่ายทำที่ยาวนานถึง 4 เดือนในต่างประเทศกลายเป็นเหมือนการอยู่ร่วมกับครอบครัว

“สิ่งที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้คือ ปกติแล้วเราจะหนีจากปีศาจ แต่ในหนังเรื่องนี้ ทุกคนกลับอยากเข้าใกล้มัน ทุกคนอยากเชื่อมโยงกับมัมมี่ พวกเขาอยู่รอบตัวเธอตลอดเวลา และต้องการความผูกพันนั้นแทนที่จะหนีไป”

เมย์ คาลามาวี รับบท นักสืบซากิ : สายสืบแห่งไคโร กับความสยองที่ทำให้เธอต้องเปล่งเสียงถึงขีดสุด

เมย์ คาลามาวี เข้ามารับหน้าที่เชื่อมโยงรากเหง้าของอียิปต์โบราณเข้ากับโลกยุคปัจจุบันได้อย่างแนบเนียน เธอรับบทเป็นซากิ นักสืบสาวผู้หิวกระหายความยุติธรรมที่กระโดดเข้ามารับคดีนี้เพื่อพิสูจน์ตัวเอง เมย์เผยว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้ใช้วัฒนธรรมอียิปต์เป็นแค่ของประดับฉาก แต่มันถูกฝังรากลึกอยู่ใน DNA ของบทหนัง ทำให้เรื่องราวการสืบสวนของเธอในฝั่งไคโร มีความเข้มข้นราวกับเป็นหนังแนวสืบสวนสอบสวนฟอร์มยักษ์อีกเรื่องหนึ่ง

ความท้าทายสูงสุดของเธอคือการต้องเผชิญหน้ากับความดิบเถื่อนของหนังสยองขวัญ เธอต้องใช้เวลาถึง 10 ชั่วโมงในการอาบเลือดเหนียวเหนอะหนะและอวัยวะเทียม จนถึงขั้นชินชากับการเดินถือแก้วกาแฟทั้งที่มีแผลเหวอะที่คอ! เมย์ยังชื่นชม ลี โครนิน ว่าเป็นผู้กำกับในฝัน ที่ไม่เพียงแต่แม่นยำในเรื่องมุมกล้องและเทคนิคเพื่อสร้างความตกใจ แต่ยังใส่ใจถึงความสอดคล้องทางอารมณ์ของนักแสดงในทุกๆ เฟรม

“มันแทบจะเหมือนว่าหนังเรื่องนี้มีอย่างน้อยสองแนวเกิดขึ้นพร้อมกัน ในไคโรเรากำลังอยู่ในกระบวนการสืบสวนจริงๆ ซึ่งให้ความรู้สึกเหมือนหนังนักสืบ ก่อนที่มันจะมาปะทะกับประสบการณ์ของครอบครัวในนิวเม็กซิโก ซึ่งกำลังเผชิญกับความสยองขวัญอีกระดับหนึ่ง”

นาตาลี เกรซ รับบท เคธี่ : ความสยองขวัญที่มาพร้อมการแสดงระดับแจ้งเกิด

นี่คือบทบาทสุดหินที่ต้องยกนิ้วให้ นาตาลี เกรซ กับการรับบทมัมมี่ที่แสนซับซ้อน เธอและผู้กำกับตกลงกันว่าจะไม่นำเสนอเคธี่ให้เป็นแค่เด็กที่โดนผีสิงแบบทั่วไป แต่ต้องมีมิติของความน่าสงสารซ่อนอยู่ นาตาลีเปรียบเทียบว่าแม้อสูรร้ายจะยึดครองพื้นที่สมองไปเกือบหมด แต่ก็ยังมีเศษเสี้ยวเล็กๆ ของเคธี่ในวัยเด็กซ่อนตัวอยู่ในมุมที่ลึกที่สุด การรักษาเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างปีศาจร้ายกับเด็กสาวที่ตื่นกลัว คือความท้าทายระดับหินที่เธอต้องแบกรับ

เพื่อให้สมจริงที่สุด นาตาลีลงทุนแสดงฉากสตั๊นท์สุดอันตรายด้วยตัวเองเกือบทั้งหมด! เธอฝึกฝนร่างกายอย่างหนักสัปดาห์ละ 5 วัน นำทักษะการเต้นและโยคะมาประยุกต์ใช้ในการสร้างการเคลื่อนไหวที่เฉียบคมและผิดมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นฉากโขกหัว กัดแก้ม หรือการไต่เพดานอันน่าขนลุก บทบาทนี้สูบพลังงานเธอไปมหาศาลจนเธอต้องหากิจกรรมอย่างการวาดรูปและอ่านหนังสือเพื่อเยียวยาจิตใจและดึงตัวเองออกจากความมืดมิดของตัวละคร

“ถ้านี่คือสมองทั้งหมดของฉัน จะมีมุมหนึ่งของสมองที่ ‘เคธี่ตอนเด็ก’ ยังคงอยู่ เพราะนั่นคือพื้นที่ปลอดภัยของเธอ เธอถูกขังไว้เป็นเวลานานมาก จนส่วนนี้แทบจะเป็นสิ่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ และปีศาจก็เหมือนเข้ายึดครองทุกอย่างที่เหลือไปแล้ว”

เวโรนิกา ฟัลคอน รับบท คาร์เมน : เสาหลักของบ้าน ผู้เผชิญหน้ากับความสยองขวัญก่อนใครเพื่อน

วินาทีแรกที่ เวโรนิกา ฟัลคอน อ่านบท เธอถึงกับต้องอุทานด้วยความอึดอัดและช็อกจนแทบอ่านต่อไม่ไหว บทภาพยนตร์เรื่องนี้ทรงพลังมากจนเธอเรียกมันว่าความสยองขวัญไฮบริด ที่ผสานความโหดร้ายของหนังสยองขวัญเข้ากับงานดราม่าชั้นครู และยังมีอารมณ์ขันมืดตลกร้ายซ่อนอยู่ คาร์เมน คือผู้นำครอบครัว เป็นที่พึ่งพิงทางใจที่โอบอุ้มทุกคนในบ้านเอาไว้ด้วยความรักและศรัทธาต่อพระเจ้า ซึ่งเป็นเกราะป้องกันเดียวที่เธอมี

ฉากส่วนใหญ่ของคาร์เมนเกิดขึ้นภายในบ้านตระกูลแคนนอน เวโรนิกาเล่าว่าการได้เข้าฉากในบ้านหลังนี้คือความมหัศจรรย์ เพราะฝ่ายศิลป์จัดเตรียมรายละเอียดของประกอบฉากไว้ลึกซึ้งมาก ตั้งแต่ของที่ระลึกในอดีต ไปจนถึงภาพวาดที่บอกเล่าอารมณ์ขันและความรักชีวิตของเธอ การทำงานกับ ลี โครนิน คือความสมบูรณ์แบบ เพราะเขาชัดเจนในสิ่งที่ต้องการ แต่ก็มอบพื้นที่ปลอดภัยและอิสระเต็มที่ให้นักแสดงได้ปลดปล่อยศักยภาพออกมาจนหมดแม็ก

“บทนี้ทรงพลังมากจริงๆ โทนของเรื่องเป็นเหมือนลูกผสม ด้านหนึ่งคุณจะได้ทุกอย่างที่เป็นเอกลักษณ์ของหนังสยองขวัญ แต่อีกด้านหนึ่งก็เป็นงานที่ขับเคลื่อนด้วยตัวละครซึ่งเขียนมาอย่างดีมาก ลี โครนิน มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน แต่ก็ให้อิสระอย่างมากในการทดลองและสร้างสรรค์”

บางอย่างควรจะถูกฝังตลอดกาล “Lee Cronin’s The Mummy - ลี โครนิน เดอะ มัมมี่” วันนี้ในโรงภาพยนตร์

 

บทสัมภาษณ์ทีมนักแสดง “Lee Cronin’s The Mummy - ลี โครนิน เดอะ มัมมี่” เมื่อมัมมี่ไม่ใช่แค่ตำนาน แต่มันคือฝันร้ายในบ้านคุณ!!