“SCARLET” ผลงานเรื่องล่าสุดของ “มาโมรุ โฮโซดะ” กับแรงบันดาลใจสำคัญ “เมื่อมองไปที่ HAMLET ผมต้องการดึงแรงบันดาลใจจากตัวละครนั้นมาใช้กับสการ์เล็ต”

“SCARLET - สการ์เล็ต” ภาพยนตร์อนิเมะผจญภัยสุดยิ่งใหญ่เหนือโลกกาลเวลา ผลงานจากสุดยอดผู้กำกับมากวิสัยทัศน์ ที่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ มาโมรุ โฮโซดะ (SUMMER WARS, WOLF CHILDREN และ MIRAI) ซึ่งกลับมาพร้อมจดหมายรักที่อยากส่งมอบความหมายของ ‘การให้อภัย’ และ ‘ความรัก’ ให้กับโลกที่กำลังบอบช้ำจากความขัดแย้งในปัจจุบันผ่านผลงานเรื่องนี้
มาโมรุ โฮโซดะ ผู้กำกับผลงานเรื่องนี้พร้อมส่งสารถึงเหล่าคนดูว่า “เมื่อเราได้เห็นความขัดแย้งอันน่าเศร้าสลดที่เกิดขึ้นทั่วโลก ผมเชื่อว่าการค้นพบความรักและการเลือกที่จะอยู่ร่วมกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว คือสิ่งที่จะนำพาเราไปสู่สิ่งที่ดีกว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมต้องการแบ่งปันภาพยนตร์เรื่องนี้กับผู้ชมทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงเวลาเช่นนี้”
.jpg)
โปรดเล่าถึงจุดกำเนิดของโปรเจกต์นี้ให้ฟังหน่อยครับ ว่าอะไรทำให้คุณสร้างตัวละคร “สการ์เล็ต”, การเดินทางที่เปลี่ยนแปลงเธอ, และโลกอันน่าทึ่งที่เธอได้ไปพบ?
มาโมรุ โฮโซดะ: สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ของโลกหลังยุคโควิดเป็นแรงบันดาลใจสำคัญสำหรับผมครับ ความคิดที่ว่าผู้คนในทุกวันนี้ไม่สามารถให้อภัยกันได้ ยังคงดำเนินต่อไป และนั่นทำให้ผมรู้สึกกังวล สิ่งนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ และผมอยากส่งต่อข้อความเชิงบวกไปยังคนรุ่นใหม่ ในแง่ของเรื่องราวการล้างแค้น Hamlet ของเชกสเปียร์ถือเป็นผลงานชิ้นเอก วงจรแห่งการแก้แค้นนั้นยังคงเกี่ยวข้องกับโลกปัจจุบัน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผมสอดแทรกองค์ประกอบแบบเชกสเปียร์เข้าไปในตัวละครและเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้ครับ
ถาม: เรื่องนี้มีความแตกต่างจาก HAMLET อยู่หลายอย่าง โดยเฉพาะในแง่ของพลังแห่งการให้อภัย แรงบันดาลใจส่วนนั้นของคุณมาจากไหนครับ?
มาโมรุ โฮโซดะ: ในโครงเรื่องดั้งเดิมของ HAMLET บิดาของเขาปรากฏตัวในฐานะวิญญาณและสั่งไม่ให้ให้อภัย พร้อมกระตุ้นให้เขาแก้แค้น หากผมมอบคำสั่งแบบเดียวกันให้สการ์เล็ต ความขัดแย้งภายในของเธอคงยิ่งทวีคูณ ความแตกต่างสำคัญของสการ์เล็ตคือ คำพูดสุดท้ายของบิดาเธอคือ “จงให้อภัย” นั่นเป็นคำสั่งที่ชวนสับสน เพราะหลังจากทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับครอบครัว เธอไม่เข้าใจว่าจะให้อภัยได้อย่างไร คำถามที่ตั้งอยู่ตรงหน้าเธอคือ จะจัดการกับพลังอารมณ์นั้นอย่างไร จะให้อภัยได้อย่างไร เรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกับภูมิทัศน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน และผมต้องการสะท้อนสิ่งนั้นไว้ในบทภาพยนตร์ เรายังไม่มีคำตอบชัดเจนว่าจะเยียวยาปัญหาเหล่านั้นอย่างไร แต่ก็มีความปรารถนาร่วมกันของมนุษยชาติที่จะหาทางออก เพราะเราต่างตระหนักถึงราคาที่ต้องจ่ายจากสงคราม
ถาม: ช่วยเล่าถึงกระบวนการสร้างตัวละคร สการ์เล็ต กับฮิจิริ และความแตกต่างของทั้งคู่ ในแง่แนวคิดและลักษณะภายนอก เช่น การออกแบบตัวละคร ลายเส้น การใช้สี และองค์ประกอบต่างๆ ที่ช่วยนิยามตัวละคร ให้ฟังหน่อยครับ?
มาโมรุ โฮโซดะ: เมื่อมองไปที่ HAMLET ผมต้องการดึงแรงบันดาลใจจากตัวละครนั้นมาใช้กับสการ์เล็ต จึงมีการใช้โทนสีเข้มและชุดเกราะสีมืด สำหรับฮิจิริ ผมได้แรงบันดาลใจจาก Ophelia ผมต้องการสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างเธอกับฮิจิริ พวกเขามาจากโลกที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ฮิจิริเป็นคนมองโลกในแง่ดี ผมจึงต้องการสะท้อนความแตกต่างนั้นผ่านลักษณะทางกายภาพ ทั้งสองยืนอยู่คนละขั้วของสเปกตรัม — ชายกับหญิง ผมต้องการให้การออกแบบตัวละครสะท้อนความแตกต่างเหล่านั้นอย่างชัดเจน

ถาม: สไตล์แอนิเมชั่นของ SCARLET แตกต่างจากผลงานก่อนหน้าของคุณอย่าง BELLE และ MIRAI อย่างไร?
มาโมรุ โฮโซดะ: เครื่องมือด้านแอนิเมชั่นมีการพัฒนาและปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา ก่อนหน้านี้ สไตล์แอนิเมชั่นมักผูกโยงกับประเทศต้นกำเนิด เช่น ในสหรัฐฯ จะมีสไตล์ CG แบบ Pixar ขณะที่ยุโรปจะเน้นความเป็นศิลปะมากกว่า และแน่นอนว่าญี่ปุ่นเป็นที่รู้จักดีจากลายเส้นแบบอนิเมะ
หลังยุคโควิดและการเติบโตของแพลตฟอร์มสตรีมมิง ผู้ชมได้สัมผัสกับแอนิเมชั่นหลากหลายรูปแบบมากขึ้น เดิมที Disney และ Pixar ครองเวทีแอนิเมชั่นเป็นหลัก แต่ช่วงหลังสไตล์ต่างๆ ได้ผสมผสานกันและยกระดับอุตสาหกรรมขึ้นไปอีกขั้น SCARLET ใช้ CG มากขึ้น ซึ่งช่วยให้ผมในฐานะผู้กำกับสามารถเจาะลึกการแสดงออกทางอารมณ์ของตัวละครได้มากขึ้น แน่นอนว่ามี CG จำนวนมาก แต่ผมก็ยังต้องการรักษาความเป็นลายเส้นวาดมือเอาไว้ หากมองไปที่ SPIDER-VERSE จะเห็นว่าพวกเขาสามารถผสมผสานสไตล์ต่างๆ จนเกิดพลังทางภาพอย่างมหาศาล ผมต้องการให้ภาพยนตร์ของผมมีการเปลี่ยนผ่านด้านสไตล์ภาพเช่นกัน มันให้ความรู้สึกใหม่ สด และเปิดโอกาสให้เราถ่ายทอดธีมที่ยิ่งใหญ่ขึ้นได้
ถาม: ในทางกลับกัน มีความเชื่อมโยงด้านสไตล์หรือธีมไหนมั้ยระหว่าง SCARLET กับผลงานก่อนหน้าของคุณ?
มาโมรุ โฮโซดะ: ในด้านการถ่ายทอดภาพลักษณ์ของตัวละคร ผมพยายามทำให้พวกเขาดูเหมือนสามารถมีตัวตนอยู่ในโลกของเราได้ ผมต้องการให้ผู้ชมรู้สึกเชื่อมโยงและเข้าถึงพวกเขาได้
ถาม: ระหว่างสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ คุณได้นึกถึง THRONE OF BLOOD ของอากิระ คุโรซาวะบ้างไหม ที่ดัดแปลงจากบทละคร MACBETH ของเชกสเปียร์ และนำเสนอออกมาในยุคสงครามกลางเมืองของญี่ปุ่น?
มาโมรุ โฮโซดะ: THRONE OF BLOOD เป็นการถ่ายทอดที่ซื่อสัตย์ต่อต้นฉบับมาก ผมรักผลงานของเชกสเปียร์และ MACBETH และคิดว่าสิ่งที่ดึงดูดผู้คนคือความเรียบง่ายของมัน THRONE OF BLOOD เปลี่ยนแค่เพียงฉากหลังเท่านั้น แต่เนื้อหาหลักของ MACBETH ถูกคงไว้เกือบทั้งหมด ผมคิดว่านั่นเป็นเพราะ MACBETH เป็นเรื่องที่โครงสร้างเรียบง่ายกว่า ในขณะที่ HAMLET เปิดพื้นที่ให้ตีความได้หลากหลายกว่า คุณสามารถนำ MACBETH ไปวางในยุคใดก็ได้และบทสรุปจะยังคงเหมือนเดิม แต่ HAMLET ขึ้นอยู่กับบริบทของยุคสมัยและภูมิทัศน์มากกว่า สำหรับผม SCARLET คือการตีความร่วมสมัยต่อคำถามว่าจะคลี่คลายความขัดแย้งนี้ได้อย่างไร
.jpg)
ถาม: งานภาพตลอดทั้งเรื่องน่าทึ่งมาก แต่สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นเป็นพิเศษก็คือ มังกรที่ปรากฏขึ้นมาเต็มจอ มันน่าเตื่นเต้นมาก คุณต้องการให้มังกรเป็นตัวแทนของอะไรรึเปล่า?
มาโมรุ โฮโซดะ: ผมอยากโยนคำตอบนี้ให้ผู้ชม เพราะผมเชื่อว่ามันมีความหมายแตกต่างกันไปในแต่ละคน มังกรถูกแทงทะลุด้วยอาวุธนานาชนิด เพราะมีผู้คนมากมายจากหลากหลายโลกพยายามต่อสู้กับมัน แต่มังกรกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ผมคิดว่าความหมายของมันขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละบุคคล โดยไม่สปอยล์มากเกินไป มันจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นสิ่งอื่นในตอนท้าย
ถาม: “โลกอื่น” (Otherworld) คืออะไร?
มาโมรุ โฮโซดะ: คือสถานที่ที่ชีวิตและความตายดำรงอยู่ร่วมกัน และทั้งอดีตกับอนาคตถูกถักทอเข้าด้วยกัน หากคุณไม่แข็งแกร่งพอ คุณจะสลายหายไปสู่ความว่างเปล่า
ถาม: คุณคาดหวังให้ผู้ชมได้รับประสบการณ์แบบไหนระหว่างชมภาพยนตร์ และอยากให้พวกเขารู้สึกอย่างไรหลังออกจากโรงภาพยนตร์?
มาโมรุ โฮโซดะ: เมื่อมองไปยังความขัดแย้งในโลกปัจจุบัน ภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งใจให้เป็นประสบการณ์ที่ชวนขบคิด ผมหวังว่ามันจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนา ผมเชื่อว่าผู้ชมจำนวนมากจะเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องการแก้แค้น สำหรับผม มันเป็นแนวคิดที่มีมิติแบบโรแมนติก สำหรับผู้คนทั่วโลก เรื่องราวการล้างแค้นมีอยู่เสมอ ทุกคนต่างมีใครสักคนที่ตนเองไม่อาจให้อภัยได้ สการ์เล็ตเองก็เผชิญกับสิ่งนั้น แต่เธอได้ผ่านการเปลี่ยนแปลง ผมต้องการให้ผู้ชมรู้สึกถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงนั้น และตระหนักถึงสิ่งที่ทำให้เธอเข้าใจว่ายังมีบางสิ่งที่สำคัญกว่าการแก้แค้น

“SCARLET - สการ์เล็ต” ว่าด้วยเรื่องราวของเจ้าหญิงนักรบแห่งยุคกลาง กับภารกิจสุดอันตรายเพื่อล้างแค้นให้กับท่านพ่อผู้ล่วงลับของเธอ แต่ภารกิจของเธอล้มเหลว เธอบาดเจ็บหนัก และตื่นขึ้นมาใน “โลกอื่น” เธอได้พบกับชายหนุ่มแสนดี ผู้มีอุดมการณ์มุ่งมั่น จากโลกยุคปัจจุบัน ที่ไม่เพียงแค่ช่วยทำแผลให้เธอ แต่ยังทำให้เธอได้เห็นถึงความเป็นไปได้ของอนาคตที่ปราศจากความหม่นหมองและความเกรี้ยวโกรธ เมื่อได้เผชิญหน้ากับผู้ที่สังหารท่านพ่อของเธออีกครั้ง สการ์เล็ต ได้พบกับการต่อสู้อันยากลำบากและท้าทาย เธอจะสามารถหลุดพ้นจากวังวนของความเกลียดชัง ขุ่นแค้น และพบกับความหมายของชีวิตที่เหนือกว่าการแก้แค้นได้หรือไม่?
เตรียมออกเดินทางเพื่อค้นหาความหมายของการให้อภัยไปพร้อมกับเจ้าหญิงผู้ลุกโชนด้วยไฟแค้น “SCARLET - สการ์เล็ต” 26 มีนาคม ในโรงภาพยนตร์เท่านั้น และในระบบ IMAX




