เมื่อความยุติธรรมมาช้า ถึงคราเหยื่อลุกขึ้นทวงแค้น เปิดเกมไล่ล่าสแกมเมอร์กับภาพยนตร์ “เส้นตาย สายลวง” รับชมได้แล้ววันนี้ที่ Netflix เท่านั้น!
.jpg)
สายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลายเป็นสิ่งธรรมดาที่ทุกคนเคยพบเจอ และอาจชินจนลืมนึกถึงคำถามสำคัญ ว่าทำไมยังมีคนต้องตกเป็นเหยื่อของสายลวงเหล่านี้ หากวันหนึ่ง เราตกเป็นเหยื่อของแก๊งเหล่านี้เสียเอง และระบบยุติธรรมช่วยอะไรไม่ได้ คนธรรมดาอย่างเราๆ จะลุกขึ้นมาทำอะไรได้บ้าง
คำถามเหล่านี้ คือจุดตั้งต้นของภาพยนตร์ดราม่า-ระทึกขวัญจาก Netflix เรื่อง “เส้นตาย สายลวง” ผลงานจากทีมผู้สร้าง HUNGER คนหิว เกมกระหาย อย่าง สิทธิศิริ มงคลศิริ ผู้กำกับ และคงเดช จาตุรันต์รัศมี ผู้อำนวยการสร้างและผู้เขียนบทร่วม ที่ทุ่มเทเวลาในการรีเสิร์ชโลกของแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างเข้มข้น เพื่อสร้างภาพยนตร์ที่จะทวงแค้นแทนทุกคนที่เคยตกเป็นเหยื่อ เยียวยาบาดแผลทางใจ และจุดไฟให้สังคมลุกขึ้นมาตั้งคำถามและเปลี่ยนวิธีมองปัญหาแก๊งสแกมเมอร์ไปพร้อมๆ กัน และนี่คือความพิเศษของภาพยนตร์ เส้นตาย สายลวง ที่ทีมผู้สร้างและเหล่านักแสดงนำไม่อยากให้คุณพลาด
.jpg)
ภาพยนตร์ที่พาเราไปสำรวจ “สิ่งที่มองไม่เห็น” ในจิตใจของเหยื่อ
บ่อยครั้งที่ “เหยื่อ” มักเป็นผู้ที่ถูกตำหนิเวลาที่มีข่าวคนโดนแก๊งสแกมเมอร์หลอก ภาพยนตร์เรื่อง เส้นตาย สายลวง จึงนำเสนอมุมมองที่แตกต่าง ผ่านการพาไปสำรวจและทำความเข้าใจว่าทำไม คนถึงตกเป็นเหยื่อ แท้จริงแล้วเหยื่ออาจไม่ได้ไม่ระมัดระวังหรือโลภเสมอไป แต่ถูกจี้จุดอ่อนอย่างมีกลยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นความกลัว ความรักครอบครัว หรือความฝันที่อยากปกป้อง กลลวงเหล่านี้จึงทำให้พวกเขาตัดสินใจผิดพลาดในเสี้ยววินาที
มิว-นิษฐา จิรยั่งยืน เล่าถึงความเข้าใจในความรู้สึกของเหยื่อจากการรับบทเป็น “อร” หนึ่งในเหยื่อที่ถูกหลอกโดยกลุ่มมิจฉาชีพในเรื่องนี้ว่า “มิวทำการบ้านสำหรับบทนี้เพิ่มเติมด้วยการดูข่าวเกี่ยวกับคนที่โดนหลอก เลยได้เห็นความเสียใจ ความจุกในอกที่มากไปกว่าการเสียเงิน เราเข้าใจความรู้สึกเขาได้เลยตอนฟังสัมภาษณ์คนที่อยู่ๆ ก็เสียเงินเก็บที่มาจากการทำงานทั้งชีวิต คอยเก็บเงินเพื่อเอาไว้ใช้จ่ายในอนาคต เพื่อครอบครัว แต่สุดท้ายมันหายวับไปในไม่กี่นาที โดยอาจจะโดนหลอกล่อหรือกระตุ้นให้เกิดความกลัว จนเกิดเป็นจังหวะชั่ววูบนิดเดียวที่ตัดสินใจพลาด และถึงแม้จะอยากเอาเงินคืนมาก็ไม่รู้จะตามกลับมาอย่างไร เราเห็นได้เลยว่าเหยื่อมีทั้งการโทษตัวเอง มีความเจ็บใจ แล้วหลังจากนั้นก็เกิดความไม่มั่นใจในตัวเอง ความกลัว ความระแวงในทุกอย่าง ดังนั้น นอกจากสูญเงิน เหยื่อเหล่านี้ก็สูญเสียความเป็นตัวเองด้วยเหมือนกัน จึงเอาข้อสังเกตเหล่านี้มาปรับใช้กับการถ่ายผ่านการแสดงในเรื่องนี้ และหวังว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะทําให้เหยื่อได้รับความเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจจากผู้คนมากขึ้นด้วยค่ะ”
ซึ่งนอกจาก “อร” แล้ว ตัวละครอย่าง “ฝ้าย” รับบทโดย เอสเธอร์ สุปรีย์ลีลา และ “แวววาว” รับบทโดย ชุติมา มะโหละกุล ก็ล้วนสะท้อนถึงความเจ็บปวดของคนที่ตกเป็นเหยื่อและคนที่มีคนในครอบครัวโดนหลอกได้อย่างสมจริง เชื่อว่าเมื่อผู้ชมได้รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้จะเข้าใจถึงความรู้สึกของเหยื่อมากขึ้น
.jpg)
เปิดเรื่องจริงหลังสายลวงของเหล่าสแกมเมอร์ที่คุณอาจไม่เคยรู้
ทีมผู้สร้างทุ่มเทเวลาไปกับการลงพื้นที่และพูดคุยกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตัวจริง เพื่อถ่ายทอดโลกของสแกมเมอร์ให้สมจริงที่สุด ผู้ชมจะได้เห็นออฟฟิศแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่จำลองมาจากของจริง มีการนั่งทำงานกันเป็นแผนกเหมือนออฟฟิศทั่วไป พร้อมแบ่งสายการทำงานกันอย่างชัดเจน ตั้งแต่ ‘สายหนึ่ง’ ที่โทรหาเหยื่อและหลอกล่อในระดับแรก ก่อนส่งต่อให้ ‘สายสอง’ ที่มีเล่ห์เหลี่ยมมากขึ้น และสุดท้ายคือ ‘สายสาม’ ที่เป็นมือปิดจ็อบตัวจริง สามารถหลอกให้เหยื่อโอนเงินหรือดูดเงินออกจากบัญชีได้มากถึงหลักล้าน สิ่งเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นจากข้อมูลที่ได้จากการลงพื้นที่จริงและพูดคุยกับสแกมเมอร์ตัวจริง
ท็อป-ทศพล หมายสุข รับบท “อู๊ด” กล่าวว่า “ในภาพยนตร์เรื่องนี้ คุณจะได้เห็นโลกของแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างที่ไม่เคยถูกถ่ายทอดมาก่อน ผมได้คุยกับมิจฉาชีพตัวจริงที่เป็นต้นแบบของอู๊ด และค้นพบว่าที่นั่นเป็นระบบที่ชัดเจนมาก มีการแบ่งกลุ่มแข่งกันทำยอด รวมยอดสรุปผลทุกเย็น กลุ่มที่ทำได้ดีจะได้รางวัลและสิทธิพิเศษ ส่วนคนที่หลอกเหยื่อไม่ได้จะถูกลงโทษอย่างทารุณ ระบบนี้เองที่ผลักดันให้สแกมเมอร์ต้องพัฒนากลยุทธ์ใหม่ๆ มาหลอกลวงอยู่เรื่อยๆ เพื่อให้ได้ตามเป้า ภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำให้ผู้ชมเข้าใจแรงขับของฝั่งสแกมเมอร์มากขึ้น ว่าทำไมพวกเขาถึงต้องพัฒนาวิธีการใหม่ๆ มาหลอกล่อเหยื่ออยู่เสมอ”
.jpg)
จุดชนวนความโกรธในใจผู้ชม เพื่อผลักดันให้เกิดการตั้งคำถามต่อระบบ และสร้างความเปลี่ยนแปลง
ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้ตั้งธงเพื่อมอบความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากความโกรธ เมื่อเห็นเรื่องคอลเซ็นเตอร์เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกแต่ไม่มีใครจัดการอย่างจริงจัง สิทธิศิริ มงคลศิริ ผู้กำกับ เผยว่า “การทำภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการเอาคืนในแบบที่ผมในฐานะคนทำหนังจะทำได้ และหวังว่ามันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ชวนให้ทุกคนลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเช่นกัน พวกเราอยากให้หยุดมองการถูกสแกมเป็นเรื่องโชคร้าย หยุดตำหนิเหยื่อ และเริ่มหันมามองและร่วมกันหาทางต่อสู้กับปัญหานี้ เราทำภาพยนตร์เกี่ยวกับการทวงคืน เพื่อสะท้อนความจริงที่คนธรรมดาต้องเผชิญในสังคม และชวนตั้งคำถามเล็กๆ ว่า เมื่อเราถูกเอาเปรียบ ไม่ว่าจะจากคอลเซ็นเตอร์ นักการเมือง หรือข้าราชการ เราจะเลือกอยู่เฉย หรือจะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่าง นี่คือแก่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ไม่ได้แค่เล่าเรื่อง แต่ต้องการปลุกความโกรธในใจผู้ชมให้แรงพอ จนกลายเป็นแรงผลักให้ลุกขึ้นเปลี่ยนแปลงบางสิ่งในชีวิตจริงครับ”
ภาพยนตร์เรื่อง “เส้นตาย สายลวง” จึงไม่ได้แค่เล่าเรื่องของเหยื่อ แต่มันท้าทายให้เราทุกคนถามตัวเองว่า เราจะยอมก้มหัวให้กับโชคชะตา หรือจะลุกขึ้นมาลองสู้ในแบบของเรา ร่วมลุ้นไปกับภารกิจทวงคืนความยุติธรรมของคนธรรมดาได้แล้ววันนี้ ที่ Netflix เท่านั้น! #เส้นตายสายลวง #NetflixTH
.jpg)



