Law in Life : พ.ร.ก.ฉุกเฉินโควิด-19 | Issue 160 : MiX Magazine It's man man's world!
Law in Life : พ.ร.ก.ฉุกเฉินโควิด-19 | Issue 160

พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นเครื่องมือสำคัญของฝ่ายบริหารคณะรัฐมนตรี (รัฐบาล) นำมาใช้เมื่อเกิดสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ หากรอในการเปิดประชุมรัฐสภา เพื่อใช้อำนาจนิติบัญญัติตามกฎหมายเพื่อบังคับใช้อาจไม่ทันการต่อสถานการณ์ดังกล่าว

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรพุทธศักราช 2560 พระราชกำหนดทั่วไปในมาตรา 172 ในกรณีเพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศหรือปัดป้องภัยพิบัติสาธารณะ พระมหากษัตริย์จะทรงตราพระราชกำหนดให้ใช้บังคับดังเช่น พระราชบัญญัติก็ได้

การตราพระราชกำหนดตามวรรคหนึ่ง ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้

1. การห้ามประชาชนเข้าพื้นที่เสี่ยง หรือสถานที่ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคโควิด-19

2. การปิดสถานที่ ๆ มีความเสี่ยงต่อการติดต่อโรคเป็นการชั่วคราวดังต่อไปนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงการติดต่อโรคร้าย
•    สนามมวย สนามกีฬา สนามแข่งขัน สนามเด็กเล่น สนามม้าในทุกจังหวัด 
•    ผับสถานบริการ โรงภาพยนตร์ อาบอบนวด และ นวดแผนโบราณ สปา เป็นต้น
•    แหล่ท่องเที่ยว พิพิธภัณฑสถาน ห้องสมุดสาธารณะ ศาสนสถาน สถานีขนส่งโดยสาร ตลาด ห้างสรรพสินค้า โดยพิจารณาให้สั่งปิดเฉพาะส่วนหรือทั้งหมดตามความเหมาะสมของเงื่อนไขและเวลาตามความจำเป็นเหมาะสม

3. การปิดช่องทางเข้ามาในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นอากาศยาน เรือ รถยนต์หรือพาหนะอื่นใด ให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบปิดช่องทางเข้าออก หรือจุกผ่อนปรนตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อและกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง

4. ห้ามกักตุนสินค้า ได้แก่ ยา เวชภัณฑ์ อาหาร น้ำดื่ม หรือสินค้าอื่นที่มีความจำเป็นต่อการอุปโภค บริโภคในชีวิตประจำวันอย่างเคร่งครัดตามพระราชบัญญัติสำรวจการกักตุนโภคภัณฑ์ พ.ศ. 2547 และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

5. การห้ามชุมนุม เพื่อเป็นการป้องกัน การมั่วสุมอันอาจเป็นการยุยงให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

6. ห้ามการเสนอข่าวที่ไม่เป็นความจริง อันอาจให้เกิดความหวาดกลัวตื่นตระหนก

7. มาตรการเตรียมรับสถานการณ์ โดย    
•    ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผู้ว่าราชการทุกจังหวัด
•    ให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งช่วยประชาสัมพันธ์เผยแพร่มาตรการในการช่วยเหลือ บรรเทาผลกระทบดังกล่าว
•    ให้โรงพยาบาล สถานพยาบาล ป้องกันดูแลรักษาทั้งภาครัฐและเอกชน โดยการจัดหายาเวชภัณฑ์รวมถึงเครื่องมือต่าง ๆ ให้เพียงพอตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุข
•    ให้มีการกักตัวเองไว้สังเกตอาการตามคำสั่งหรือคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

8. ให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงดังต่อไปนี้อยู่ในเคหสถานหรือบริเวณสถานที่ทำนักของตนเอง
•    ผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป
•    กลุ่มที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง โรคระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้
•    เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี

9. มาตรการเข้มงวดของกระทรวงต่างประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการตรวจลงตราหรือออกวีซ่าให้ชาวต่างประเทศ ซึ่งมิได้มีกิจการงานปกติหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรยังคงอยู่ในราชอาณาจักร

10. ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินเข้มงวดในการป้องกันอุบัติเหตุ การก่ออาชญากรรม การฉกฉวยซ้ำเติมความเดือดร้อนของประชาชน การรวมกลุ่มมั่วสุม รวมถึงการสกัดดูแลการทางข้ามพื้นที่ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อการติดต่อและแพร่เชื้อโรค

11. มาตรการป้องกันโรคตามที่ราชการกำหนดเพื่อให้ใช้โดยทั่วไป

12. นโยบายให้เปิดโรงพยาบาลสถานพยาบาล คลินิกแพทย์รักษาโรค ร้านขายยา ร้านอาหาร ที่มิใช้สถานบันเทิงหรือสถานบริการ อีกทั้งการส่งสินค้าและอาหารตามสั่ง รวมไปถึงสถานจำหน่ายแก๊สเชื้อเพลิงที่จำเป็นได้ตามปกติ

13. ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเดินทางข้ามเขตพื้นที่จังหวัด

14. คำแนะนำอื่น ๆ ในการจัดกิจกรรมหรือพิธีกรรมต่าง ๆ ทางสังคม เช่น พิธีมงคลสมรส พิธีศพ เป็นต้น

15. กำหนดโทษหากผู้ใดฝ่าฝืนจะต้องได้รับโทษ ตามมาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 และอาจมีความผิดตามมาตรา 52 แห่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 หรือมาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริหารพ.ศ. 2542 แล้วแต่กรณีด้วย

16. ให้ใช้บังคับที่ราชอาณาจักรรวมทั้งพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง 
อีกทั้งในขณะนี้ยังมีข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ฉบับที่ 2 ในเรื่องของการประกาศ Curfew ด้วยนะครับ คือการห้ามบุคคลใดทั่วราชอาณาจักรออกนอกเคหสถานระหว่างเวลา 22.00 น. ถึง 04.00 น. ของวันรุ่งขึ้นเริ่มตั้งแต่วันที่ 3 เมษายน 2563 เป็นต้นไปนะครับ     


ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดต้องได้รับโทษตาม
มาตรา 18 แห่งพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.  2548  ว่าด้วยผู้ใดฝ่าฝืนข้อกำหนดประกาศหรือคำสั่งที่ออกตามมาตรา 9 มาตรา 10 มาตรา 11 หรือ มาตรา 13 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 52 แห่งพระราชาบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา 34 (3) (4) (7) หรือ (8) หรือมาตรา 40 (3) หรือ (4) หรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครตามมาตรา 35 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 41 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2552 ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 29 มาตรา 30 หรือ มาตรา 31 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

จิตสำนึกสาธารณะสามารถเปลี่ยนแปลงภัยพิบัติร้ายกลายเป็นดีได้ : นิติธัช