ความสำเร็จที่ต้องลงมือทำ พิภู พุ่มแก้วกล้า : MiX Magazine It's man man's world!
ความสำเร็จที่ต้องลงมือทำ พิภู พุ่มแก้วกล้า

หลายคนอาจคุ้นหน้าคุ้นตาบนจอทีวีกับผู้ประกาศข่าวหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง “ต๊ะ-พิภู พุ่มแก้วกล้า” กว่า 10 ปี ที่อยู่ในเส้นทางของผู้ประกาศข่าว บวกกับบุคลิกที่ชัดเจน ทำให้เขาเป็นที่จดจำได้ไม่ยาก แต่กว่าจะมาเป็นผู้ประกาศข่าวที่มีคุณภาพประดับวงการทีวีไทย หากย้อนกลับไปเขาต้องฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ จนข่าวได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

“ผมเกิดและโตที่กรุงเทพฯ เรียนที่วชิราวุธวิทยาลัยซึ่งเป็นโรงเรียนประจำมา 10 ปี ก่อนจะเข้าเรียนที่ปริญญาตรีก็เรียนสาขาวิชาคณิตศาสตร์สถิติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายหลังหลังจากเรียนจบก็ทำงานได้สักพักนึง หลังจากนั้นก็ไปเรียนต่อปริญญาโทก็เรียนสาขา International Business Finance ที่Bournemouth University ประเทศอังกฤษ

ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะทำงานเกี่ยวกับสายธุรกิจ สายการเงิน สายบริหาร แต่ว่าชีวิตมันจับพลัดจับผลู เพราะระหว่างทำวิทยานิพนธ์ ผมก็ได้ทำงานแบ็คออฟฟิตและช่วงนั้นยังไม่มีทีวีดิจิตอล จนมีโครงการที่คัดเลือกผู้ประกาศข่าวรุ่นใหม่ๆ หลายโครงการพร้อมกันในหลายๆ ช่อง วงการข่าวก็อยากจะได้คนรุ่นใหม่ สร้างควากระฉับกระเฉงสร้างความคึกคักให้กับแวดวงโทรทัศน์ ก็สมัครไปหลายช่อง มีบางที่ที่ผ่านเข้ารอบลึกๆ แล้ว แต่ผมตัดสินใจเลือกช่อง 9 เพราะว่างานที่เราทำทั้งดีเจทั้งงานทำงานแบ็คออฟฟิตตึกอยู่ที่ช่อง 9 เราก็เลยมองว่าถ้าอ่านข่าวก็อ่านที่นี่แล้วกัน

สมัยก่อนไม่ได้มีสื่อโซเชียลอย่างทุกวันนี้ ทุกอย่างก็จะอยู่ในทีวี ข่าวที่เราดูก็จะเป็นข่าวตอนกลางคืน เพราะฉะนั้นก็จะไม่ค่อยมีสิ่งเร้าหรืออะไรมากระตุ้นให้เราอยากเป็นนักข่าวหรือผู้ประกาศข่าว ตอนเด็กๆ การเป็นผู้ประกาศข่าวดูเหมือนเป็นอะไรที่น่าเบื่อด้วยซ้ำเพราะในสมัยนั้นมีแต่การรายงานข่าวแบบแข็งๆ เหมือนหุ่นยนต์ ยังไม่มีรายการเล่าข่าวเหมือนสมัยนี้ แล้วก็มีแต่ประเด็นหรือว่าคอนเทนต์ที่ค่อนข้างน่าเบื่อ ไม่สนุกดูสารคดียังสนุกกว่าด้วยซ้ำ

ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดถึงว่าเราจะเติบโตในสายอาชีพนี้ ไม่ได้คิดถึงชื่อเสียงหรืออะไร เงินทองคิดนิดหน่อย(หัวเราะ) ประมาณว่ามีรายได้ประมาณนี้ก็โอเคแล้ว สุดท้ายก็อยู่ยาวที่ช่อง 9 จนหมดสัญญา 5 ปี จากนั้นก็อยู่ต่ออีก 6 ปี รู้สึกว่ามันคงตันแล้วไปไหนไม่ได้กะว่าจะเลิกเป็นผู้ประกาศแล้ว เพราะว่าเราก็คงไม่ได้มี Value อะไรขนาดนั้น อาจจะออกไปทำงานสายธุรกิจเพราะว่าอายุเราก็เลขสามแล้ว

ปรากฏว่าตอนออกมาในช่วงเริ่มหางานก็มีหลายช่องติดต่อมาให้เป็นผู้ประกาศเยอะมาก ก็ปฏิเสธทุกที่เลยเพราะว่าเราตกลงไปเทสงานที่ทรูโฟร์ยูทั้งอ่านข่าวด้วยแล้วก็ทำงานแบ็คออฟฟิตด้วย มีความตั้งใจทำที่นี่ก่อน จนปรากฏว่าเรื่องเล่าเช้านี้ติดต่อมา หลังจากปรึกษากับคนรอบข้าง เพื่อนร่วมงานรวมถึงคุณแม่ด้วยก็ตัดสินใจตกลงไปทำที่เรื่องเล่าเช้านี้ หลังจากทำที่เรื่องเล่าเช้านี้ปีเศษก็ทำให้เราเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ทำให้เราประเมินตัวเราเองด้วยว่าเรามีค่าแค่ไหน ก็เลยตัดสินใจเป็นผู้ประกาศเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

จนได้มาร่วมงานกับทางช่องโมโนในรายการ“ข่าวเช้าGood Morning Thailand”(กู๊ด มอร์นิ่ง ไทยแลนด์)ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 05.30-07.30 น. ช่อง MONO29  (โมโน ทเวนตี้ไนน์) ปัญหาของโมโนก็คืออาจจะไม่โดนเด่นเรื่องข่าว เรามาค่อยๆ ทำให้มันโดดเด่นขึ้นด้วยกันก็ได้ ส่วนกระแสบตอบรับต้องถามคนอื่นนะครับ แต่ถ้าถามตัวผมเองผมก็คิดว่าไม่ได้แตกต่างสักเท่าไหร่ ที่นีทีมงานน่ารัก ทุกคนก็ให้เกียรติดูมีความสุขในการทำงานร่วมกัน แต่แน่นอนว่างานทีวีมันไม่มีอะไรที่แน่นอน เราก็ไม่สามารถเชื่อมั่นได้ 100 % เราก็ได้แต่ทำให้มันดีที่สุดในทุกๆวัน แต่ถ้าโดยรวมแล้วผมก็แฮปปี้ครับ

ทุกวันนี้ผมเป็นผู้ประกาศข่าวนะครับ ถ้าเทียบกันกับร้านอาหารผมเป็นแค่เด็กเสิร์ฟ ไม่ได้เป็นเชฟไม่ได้เป็นหัวหน้าเชฟ ไม่ได้เป็นผู้จัดการร้าน เป็นแค่เด็กเสิร์ฟที่พยายามทำหน้าที่เสิร์ฟ อาหารก็คือเนื้อหาสาระของข่าว คือต้องมีความเข้าใจเนื้อหาสาระของข่าวนั้นๆ 

ปัจจุบันข้อมูลข่าวสารมันมาแบบทะลักมาก เพราะฉะนั้นทีวีจะเป็นสิ่งสุดท้ายพอๆ กับหนังสือพิมพ์ แต่จะเร็วกว่าหนังสือพิมพ์นิดนึงในการคัดกรองว่าข่าวไหนมีการนำเสนออย่างถูกต้องครบถ้วนและส่งผลกระทบอะไรต่อชาติบ้านเมือง สังคม แล้วค่อยนำเสนอในทางกลับกันสื่อโซเชียล ก็อาจจะเร็วมาก แต่จุดอ่อนของมันก็คือเรื่องนี้แหละ ไม่มีคนคัดกรอง ไม่มีคนทำตามกฎหมาย ไม่มีคนเซ็นเซอร์ ทำให้ข้อมูลต่างๆ มันไปถึงเด็กเยาวชนที่ควรจะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องกลับได้รับแบบผิดเพี้ยนไป

บางครั้งความรวดเร็วมันทำให้หลายคนถูกทำร้ายชีวิต โดยที่เขาไม่ได้ตั้งใจหรือไม่รู้ตัว บางทีเขาได้รับผลกระทบเพียงเพราะว่าเขากลายเป็นคนในข่าว โดยที่ผู้คนรีบด่วนตัดสินเขาโดยที่ไม่รู้อะไรจริงอะไรไม่จริง ความรวดเร็วมักจะไม่ได้ตามมาด้วยความถูกต้อง สื่อออนไลน์อาจจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบการสื่อสาร การนำเสนอข่าว แต่สื่อทีวีจะยังไม่หายไปง่ายๆ เพราะความน่าเชื่อถือมีมากกว่า

ส่วนตัวผมชอบอ่านข่าวต่างประเทศ รวมถึงข่าวให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์วิทยาการ ความรู้ใหม่ๆ มันเหมือนเป็นการเปิดโลกใหม่ ที่เราไม่ต้องห่วงมากว่ามันจะผิดหรือถูก เพราะว่ามันเป็นการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ มันไม่อันตรายในเรื่องของการที่จะไปแตะต้องเรื่องราวของคนอื่น ในทางกลับกันข่าวการเมืองก็เป็นอะไรที่ผมชอบแต่ว่ามันก็มีความเสี่ยงเยอะ

สำหรับคนที่มองผมว่าเป็นไอดอล ผมก็ต้องขอบคุณที่มองเห็นเราว่าเป็นตัวอย่างที่ดี ผมอยากจะฝากถึงน้องๆ ว่า ไม่ว่าอาชีพใดก็ตามแต่ ถ้าคุณรู้ตัวว่าอยากเป็นอะไร หากคุณเชื่อมั่นในตัวเอง คุณก็ต้องลงมือทำ ทุกคนมีความฝัน ทุกคนมีความหวังความตั้งใจ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถทำมันเป็นจริงได้ คนที่สามารถทำให้มันเป็นจริงได้ก็คือคนที่ต้องกระตุ้นตัวเองอยู่เสมอ ฝึกฝนตัวเองอยู่ตลอดเวลา เรียนรู้ตลอดชีวิตและสิ่งอื่นใดต้องมีวินัยอย่างมากในโลกของการแข่งขันอย่างสูง คนที่มีวินัย คนที่ซ้อมมากกว่า คนที่ขวนขวายพยายามมากกว่าคือผู้ที่มีโอกาสชนะมากกว่า

สำหรับผมตลอดทั้งวันคือการเก็บเกี่ยวข้อมูลคือการซ้อม บวกกับ 10 กว่าปีที่ผ่านมา มันก็เหมือนการซ้อมมาทั้งชีวิต ทุกวันนี้ข่าวก็เลยกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้วต่อให้วันนึงไม่ได้เป็นเป็นผู้ประกาศข่าวแล้ว ก็คงจะยังอ่าน ยังวิเคราะห์ต่อไป ไม่แน่ว่าวันนึงถ้าเจอสิ่งที่อยากทำมากกว่าก็แค่เปลี่ยน เพราะชีวิตมันไม่หยุดนิ่ง”

 

Text Phattaranit Suphason

Photo Pornsaran Soithong