ศ.ดร. เกรียงศักดิ์ เตือน วิกฤตน้ำมันโลก แนะ รัฐบาลอนุทิน 2 พลิกโฉมประเทศไทยสู่พลังงานทางเลือกยั่งยืนสมบูรณ์
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) นักวิชาการอาวุโส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ประธานสถาบันการสร้างชาติ ประธานสถาบันอนาคตศึกษา เพื่อการพัฒนา กล่าวว่า โลกเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยแห่ง “ความไม่แน่นอนของ ระบบพลังงานโลก” อย่างเต็มตัว โดยมีชนวนเหตุสำคัญ จากความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งสุ่มเสี่ยงจะลุกลามกลายเป็นปรากฏการณ์ Super Oil Shock ที่อาจฉุดกระชากราคาน้ำมันให้สูงเกิน 120 ถึงกระทั่งแตะระดับ 200 ดอลลาร์สหรัฐได้ บทเรียนนี้ได้ชี้ให้เห็นว่าราคาน้ำมันในอนาคตจะผันผวนสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียวจบ แต่มีแนวโน้มจะอุบัติซ้ำจนการพึ่งพิง “พลังงานฟอสซิล” กลายเป็น “ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของชาติ” ดังนั้น โจทย์สำคัญของประเทศไทยในเวลานี้ คือ จะพาตัวเองออกจากวงจรความเสี่ยงนี้ได้อย่างไร ซึ่งคำตอบเดียวที่เด่นชัดที่สุด คือการเร่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศ ข้ามพ้นจากกระบวนทัศน์ (paradigm) การพึ่งพาน้ำมันไปสู่กระบวนทัศน์การใช้พลังงานทางเลือกอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทยในระยะยาว

พลังงานทางเลือก: มิติใหม่แห่งการขับเคลื่อนชาติที่มากกว่าเรื่องของ "พลังงาน"
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทางเลือกในวันนี้ไม่ใช่เพียงแค่การหาแหล่งพลังงานใหม่มาทดแทนของเดิม แต่นี่คือ “นโยบายชาติ” ที่เป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกประเทศในทุกมิติ เริ่มจาก มิติการเมือง ที่ช่วยสร้าง “อธิปไตยทางพลังงาน” ลดแรงกดดันจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก ทำให้รัฐบาลบริหารจัดการและสร้างความเชื่อมั่นทางการเมืองได้ดีขึ้น รวมทั้งลดข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนพลังงานแบบเดิม ในขณะที่ มิติเศรษฐกิจ จะเป็นการเปลี่ยนจากภาระงบประมาณ รายจ่ายกองทุนน้ำมันไปสู่การ “สร้าง GDP ใหม่” ผ่านอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และระบบนิเวศพลังงานทางเลือก ซึ่งทำให้ต้นทุนพลังงานในระยะยาว “คาดการณ์ได้” ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกที่เข้มงวดเรื่องคาร์บอน (CBAM) และช่วยดึงดูดการลงทุนด้วยภาพลักษณ์ Green Destination
นอกจากนี้ยังดีต่อมิติความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยดูดีขึ้นในการเป็นผู้นำด้านพลังงานยั่งยืนในเวทีโลกด้วย ส่วน มิติสังคม พลังงานทางเลือกช่วยกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นผ่านโรงไฟฟ้าชีวมวล และโซลาร์ชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงพลังงานและช่วยให้ชุมชน พึ่งพาตนเองได้ในยามวิกฤต ซึ่งส่งผลดีต่อเนื่องไปยัง มิติสุขสภาพ โดยการลดฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศ อันเป็นต้นเหตุของโรคเรื้อรัง ช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุขและเพิ่มประสิทธิภาพแรงงาน นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ มิติสิ่งแวดล้อม ตามพันธสัญญาโลก (SDGs) ซึ่งการใช้พลังงานทางเลือกจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรมและช่วยให้ระบบนิเวศในภาพรวมได้รับการฟื้นฟูและดำรงอยู่เพื่อคนรุ่นต่อไป และ มิติวิจัยและเทคโนโลยี ที่จะเป็นแรงส่งสำคัญให้นวัตกรรมไทย ทั้งระบบกักเก็บพลังงาน โครงข่ายอัจฉริยะ และการจัดการพลังงานด้วย AI นี่คือโอกาสทองที่จะสร้างระบบนิเวศความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย เพื่อดึงดูดกลุ่ม Talent และ Startup ด้านเทคโนโลยีสะอาด จนสามารถส่งออกนวัตกรรมเหล่านี้ไปยังต่างประเทศได้ในอนาคต
ดร.แดน ได้ผ่าโครงสร้างพลังงานไทย: ท่ามกลางกระแสธารแห่งการเปลี่ยนแปลง ว่า มีด้านอุปสงค์ ประเทศไทยตั้งเป้าหมายเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็น ร้อยละ 51 ภายในปีพ.ศ.2580 จากประมาณร้อยละ 15 ในปัจจุบัน (2566) โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจาก “ความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ” บนเวทีโลก ทั้งแรงกดดันจากคู่ค้าที่บังคับให้ห่วงโซ่อุปทาน ต้องใช้พลังงานสะอาด ร้อยละ 100 และการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยานยนต์ไฟฟ้าตามนโยบาย 30@30 รวมถึงการที่ต้นทุนเทคโนโลยีลดลงจนถึงจุดคุ้มทุน ทำให้ภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม ผันตัวมาเป็นผู้ผลิตใช้เองมากขึ้น และด้าน อุปทานแม้ไทยจะมีศักยภาพมหาศาลทั้งจากแสงอาทิตย์ ที่นำมาใช้จริงเพียง ร้อยละ 1.3 ของศักยภาพทั้งหมด หรือความแข็งแกร่งด้านชีวมวล และก๊าซชีวภาพ จากฐานเกษตรกรรม แต่เรายังติด จุดอ่อนเชิงโครงสร้างและคอขวด ที่รอการทลาย ทั้งระบบโครงข่ายไฟฟ้าแบบเดิมที่ไม่ยืดหยุ่น กำแพงกฎระเบียบที่ยังแฝงการผูกขาด ทำให้ผู้เล่นรายย่อยเข้าถึงตลาดได้ยาก รวมถึงปริมาณไฟฟ้าสำรองที่สูงเกินจำเป็น จากการทำสัญญาซื้อขายไฟในอดีต และที่สำคัญที่สุดคือปัญหา การบริหารจัดการที่แยกส่วนระหว่างหน่วยงานรัฐ ที่มีเป้าหมายต่างกัน ทำให้การขออนุญาตติดตั้งพลังงานสะอาด ในอดีตล่าช้าและซับซ้อนเกินจำเป็น
ทั้งนี้ที่ผ่านมาภาครัฐเคยตั้งเป้าพลังงานหมุนเวียนไว้ร้อยละ 51 ภายในปีพ.ศ. 2580 ผมคิดว่า "ช้าไปและน้อยไป" สำหรับสถานการณ์โลกในปัจจุบัน จึงอยากขอเสนอวิสัยทัศน์ CSE (Comprehensive Sustainability Energy) Thailand 2030 เพื่อปรับประเทศไทยไปสู่การใช้พลังงานทางเลือกอย่างสมบูรณ์ (ให้ได้เกือบทั้งหมดหรืออย่างน้อยร้อยละ 90) ในปี พ.ศ. 2573 โดยผลักดันมาตรการต่างๆ เข้าไปอยู่ในแผนงานของรัฐบาลที่กำลังจะแถลงต่อรัฐสภา
ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ ได้เสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์: ปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไทยสู่ความยั่งยืน 2573 มี 7 มาตรการ ดังนี้
1. มาตรการจูงใจที่คุ้มค่า: เปลี่ยนกระแสรักษ์โลกให้เป็นความรู้สึกคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีนำเข้าอุปกรณ์โซลาร์ และปรับระบบจาก Net Billing เป็น Net Metering (1:1) เพื่อให้ประชาชนฝากไฟไว้ใช้ได้โดยไม่เสียส่วนต่าง พร้อมใช้ Green Tax เก็บภาษีคาร์บอนจากผู้ก่อมลพิษมาสนับสนุนทุนติดโซลาร์ให้ภาคประชาชน
2. มาตรการช่วยเหลือรายย่อย: สำหรับบางกลุ่ม ปัญหาไม่ใช่แค่ "อยากติด" แต่คือ "ไม่มีเงินก้อน" หรือ "กู้ยาก" – คนเหล่านี้ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือ เช่น สินเชื่อ Green Loan 0% โดยรัฐร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยลดน้ำหนักความเสี่ยงสินเชื่อพลังงานสะอาด และส่งเสริม Community Solar ในพื้นที่เปราะบางเพื่อให้ชุมชนห่างไกลพึ่งพาตนเองได้ยั่งยืน
3. ตลาดซื้อขายเสรี: ปลดล็อกกฎหมายให้เกิด P2P Energy Trading ขายไฟข้ามมิเตอร์ระหว่างเอกชนด้วยเทคโนโลยี Blockchain เปลี่ยนสถานะประชาชนจากผู้ซื้อสู่ "ผู้ผลิตและผู้ค้า" พร้อมแพลตฟอร์มมัดรวมคาร์บอนเครดิตครัวเรือนมาแลกเป็นเงินสดหรือส่วนลดค่าไฟ
4. โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ: เร่งลงทุนระบบ Smart Grid รองรับไฟสองทิศทาง จัดโซนนิ่งพื้นที่พลังงานสะอาด (REZ) ใกล้เขตนิคมอุตสาหกรรม และติดตั้งแบตเตอรี่ระดับประเทศ (BESS) เพื่อสำรองพลังงานสะอาดไว้ใช้ในช่วงเวลาที่มีความต้องการสูง
5. กำลังคนแห่งอนาคต: รุกแผน Reskilling Workforce จัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมระดับท้องถิ่นเพื่อเปลี่ยนช่างเครื่องยนต์สันดาปเป็นช่างเทคนิคโซลาร์และผู้เชี่ยวชาญระบบ EV รองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด
6. เศรษฐกิจหมุนเวียน: วางแผนจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ระยะยาวด้วยระบบ ให้ผู้ผลิตรับผิดชอบซากแผงและแบตเตอรี่ พร้อมส่งเสริมตลาด Second-life Battery นำแบตเตอรี่ EV ที่เสื่อมสภาพมาใช้สำรองไฟในบ้านและเกษตรกรรม
7. กฎหมายและการกำกับดูแล: บังคับใช้อาคารสร้างใหม่ขนาดใหญ่ต้องติดโซลาร์และจุดชาร์จ EV พร้อมทั้งกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์สำหรับอุปกรณ์ IoT และโซลาร์ทุกตัวที่เชื่อมต่อกับโครงข่าย เพื่อป้องกันการโจมตีระบบไฟฟ้าของประเทศผ่านช่องโหว่ของอุปกรณ์รายย่อย และจัดตั้งคณะกรรมการพลังงานยั่งยืนสมบูรณ์ 2573 (CSE 2030 Board) ที่มีอำนาจสั่งการข้ามกระทรวงและมีตัวแทนจากเอกชนร่วมตัดสินใจ เพื่อให้ไทยก้าวทันเทคโนโลยีโลกที่เปลี่ยนผ่านทุกวัน
“ในห้วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยพายุความผันผวน นี่คือ “โอกาสทอง” ที่เอื้ออำนวยให้เกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ง่ายกว่าสถานการณ์ปกติ เพราะวิกฤตนี้ได้สร้างความเจ็บปวดให้แก่ประชาชนไปแล้ว การปรับตัวขนานใหญ่ในช่วงเวลานี้จึงเป็นการ "เจ็บแต่จบ" เพื่อเริ่มต้นใหม่บนรากฐานที่มั่นคง หากรัฐบาลมีความกล้าหาญที่จะนำการเปลี่ยนแปลงนี้ไปบรรจุไว้ใน แผนแถลงการณ์ของรัฐบาล ให้รัฐสภารับทราบ และจัดสรรงบประมาณขับเคลื่อนอย่างจริงจัง รัฐบาลจะกลายเป็น "พระเอก" ที่กู้วิกฤตภาพลักษณ์และสร้างคะแนนนิยมได้อย่างยั่งยืน แม้จะเป็นเรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก แต่โดยเนื้อแท้แล้วนี่คือ “ชัยชนะทางการเมือง” ที่ยิ่งใหญ่ การที่ รัฐบาลอนุทิน 2 กล้าทบทวนแผนพลังงานเดิมและทุ่มเททรัพยากรเพื่อเปลี่ยนประเทศสู่พลังงานทางเลือกสมบูรณ์ จะถูกจารึกว่าเป็นผู้ทิ้ง "อนุสรณ์แห่งความมั่งคั่งสีเขียว" ไว้ให้แก่แผ่นดิน จากเดิมที่เคยพึ่งพา "น้ำมันสกปรก" สู่การพึ่งพา "พลังงานสะอาดที่ยั่งยืน ความกล้าหาญในการตัดสินใจวันนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ปัญหาวิกฤตชาติในระยะยาว แต่จะทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลถูกจารึกในฐานะ “พระเอกของประเทศไทย ผู้พลิกโฉมระบบพลังงานของประเทศ” ผู้นำพาประเทศไทยสู่ยุคแห่งอธิปไตยพลังงานที่ประชาชนทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง”ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ กล่าว



