สำรวจต้นตอปัญหา เมื่อคำนำหน้ากลายเป็นตัวกำหนดเพศ
คำนำหน้าชื่อ (Title Name) มีไว้เพื่อใช้บ่งบอกเพศของบุคคลเจ้าของชื่อ และถูกระบุไว้ว่ายังคงมีความจำเป็นในทางกฎหมายจนถึงปัจจุบัน

รูปจากซีรีส์ Bridgerton 3
คำนำหน้าชื่อเริ่มปรากฏขึ้นในภาษาอังกฤษตั้งแต่ราว ๆ ศตวรรษที่ 16 เพื่อใช้ระบุเพศของบุคคล โดย Mr. ใช้สำหรับเพศชายและ Mrs. ใช้สำหรับเพศหญิง ก่อนที่ต่อมาในศตวรรษที่ 18 จะเริ่มมีการกำหนดคำนำหน้าชื่อเพื่อระบุสถานะสมรสของบุคคลร่วมด้วย นั่นคือ Mrs. หมายถึงหญิงผู้สมรสแล้วและ Miss / Ms. หมายถึงหญิงผู้ยังโสด ขณะที่ชายยังคงใช้ Mr. ได้ไม่ว่าจะมีสถานะสมรสเป็นเช่นไรก็ตาม
ในเวลาต่อมามันจึงเกิดข้อถกเถียงกันขึ้นเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศบนคำนำหน้าชื่อ ซึ่งประเทศไทยเองเมื่อ พ.ศ. 2551 ก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกี่ยวกับคำนำหน้าชื่อหญิงเสียใหม่ โดยระบุว่าให้สิทธิหญิงผู้จดทะเบียนสมรสแล้วหรือหย่าร้าง สามารถเลือกใช้ “นาง” หรือ “นางสาว” ได้ตามความสมัครใจ

รูปจากภาพยนตร์ Notting Hill
แต่ ณ ขณะนั้นสังคมไทยเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้ทั้งหมด เพราะบางคนยังคงแสดงความคิดเห็นในเชิงว่า ... แล้วจะแยกออกได้ยังไงว่าผู้หญิงคนไหนมีผัวแล้ว คนไหนยังโสด ... ถ้าผู้หญิงนอกใจผัวมาคบกับเราล่ะ เราจะทำยังไง ... ซึ่งหลังจากผ่านไปสิบกว่าปีคนก็ตระหนักรู้กันมากขึ้น และความกังวลในเรื่องเหล่านี้ก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ได้สร้างปัญหาใด ๆ ในสังคมเลย
และแล้วใน พ.ศ. 2569 ปัญหาเรื่องคำนำหน้าชื่อกับความเท่าเทียมทางเพศก็วนกลับมาสร้างข้อถกเถียงอีกครั้ง เมื่อเหล่า LGBTQIAN+ ได้ออกมาเรียกร้องเรื่องการเปลี่ยนแปลงกฎหมายคำนำหน้าชื่อเพื่อให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศที่แท้จริง โดย Trans Women (หญิงข้ามเพศ) ควรสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าจาก “นาย” มาเป็น “นางสาว” ได้ รวมถึง Trans Men (ชายข้ามเพศ) เองก็ควรสามารถเปลี่ยนคำนำหน้าจาก “นางสาว” มาเป็น “นาย” ได้เช่นกัน

รูปจากภาพยนตร์ The Danish Girl
ความไม่เข้าใจและยังไม่ตระหนักรู้ของคนในสังคม ส่งผลให้เกิดการพยายามมองหาช่องโหว่ของปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหากว่ากฎหมายคำนำหน้าชื่อ LGBTQIAN+ นั้นใช้ได้จริง ทั้งความกังวลในเรื่องของอาชญากรรมความปลอดภัยทางเพศ การสวมรอยหลอกลวง การก้าวล้ำพื้นที่ส่วนตัว และอีกมากมายหลายสิ่ง
เราขอยกตัวอย่างฮ่องกงซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศที่กฎหมายคำนำหน้าชื่อ LGBTQIAN+ ผ่าน แต่เคยมีข้อระบุไว้ว่าจะเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อได้ก็ต่อเมื่อบุคคลคนนั้นผ่าตัดแปลงเพศอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว สุดท้ายมันจึงสร้างความยุ่งยากตามมา จากกรณีที่ Trans Men หลายคนรูปร่างภายนอกเหมือนผู้ชาย แต่ยังไม่ได้เข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงอวัยวะเพศทำให้ใช้คำนำหน้าเป็นชายไม่ได้ จนเกิดปัญหาเรื่องเอกสารและพาสปอร์ตที่ข้อมูลไม่ตรงกับรูปลักษณ์ ดังนั้นในเวลาต่อมาจากการต่อสู้ของกลุ่ม LGBTQIAN+ กฎหมายนี้ก็ถูกแก้ไขอีกครั้งให้ทุกเพศสภาพสามารถยื่นข้อประสงค์ในการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อได้ โดยไร้เงื่อนไขเกี่ยวกับการผ่าตัดแปลงเพศแบบสมบูรณ์ (แต่สุดท้ายในทางปฏิบัติก็ทำไม่ได้อยู่ดี เพราะตม.ยังคงใส่เงื่อนไขเกี่ยวกับการแปลงเพศเข้าไปในกฎระเบียบ)

Henry Tse นักเคลื่อนไหว Trans Men ชาวฮ่องกง
และอีกตัวอย่างหนึ่งคือประเทศเนเธอร์แลนด์ ที่กฎหมายคำนำหน้าชื่อสามารถรองรับผู้มีความหลากหลายทางเพศได้โดยไร้เงื่อนไขเกี่ยวกับการแปลงเพศเสร็จสมบูรณ์ แต่สุดท้ายมันกลับเกิดปัญหาใหญ่ตามมาอีก เมื่อคนเลวจำพวกหนึ่งใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายนี้ไปก่ออาชญากรรม จากกรณีที่ผู้ชายหลายคนตัดสินใจเปลี่ยนแปลงคำนำหน้าชื่อและอ้างว่าตนคือ LGBTQIAN+ เพื่อใช้ประโยชน์จากมันในการล่วงละเมิดผู้หญิงจำนวนมาก
จริง ๆ แล้วโลกของเราเคยมีความพยายามที่จะมองหาทางออกของปัญหาคำนำหน้าชื่ออยู่เหมือนกัน อย่างการใช้ Ind. อันหมายถึง Individual หรือการใช้ Per (Pr.) ที่มาจาก Person เพื่อดูเป็นกลางทางเพศ มากกว่าการใช้ Mr. (นาย) และการใช้ Ms. (นางสาว) แต่ว่ามันก็ดูเหมือนจะไม่ถูกใช้อย่างแพร่หลายเท่าไหร่นัก เพราะกฎหมายของทุกประเทศบนโลกยังคงให้ความสำคัญในการระบุเพศแบบชัดเจนบนเอกสารและการกรอกข้อมูล
อย่างไรก็ตาม คำนำหน้าชื่อถือเป็นประเด็นที่สังคมต้องช่วยหาทางออกร่วมกันต่อไปในอนาคต แม้กระทั่งประเทศที่ผ่านกฎหมายนี้แล้วก็ยังเผชิญกับข้อจำกัดและปัญหาอื่น ๆ ตามมาอยู่เรื่อยซึ่งล้วนส่งผลเสียทั้งฝั่ง Cisgender (ตรงเพศ) และฝั่ง Transgender (ข้ามเพศ) แต่แทนที่จะร่วมกันวิเคราะห์ต้นตอของปัญหาเพื่อคิดหาวิธีแก้ไข เรากลับใช้มันโจมตีกันไปมาจนเกิดข้อขัดแย้งอันเต็มไปด้วยอคติและละเลยแก่นสำคัญของความเท่าเทียมทางเพศไป ในเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับฟังกันเช่นนี้ แล้วเมื่อไหร่จะเจอทางออกที่ดีที่สุด



