ทำความรู้จัก Misogyny เมื่อโลกใบนี้เกลียดชังผู้หญิง
... เรามักจะได้ยินเสียงตัดพ้อเสมอว่าสิ่งมีชีวิตที่อยู่ต่ำสุดในห่วงโซ่ของมนุษย์ บางทีอาจคือผู้หญิง ...
ซึ่งไม่น่าแปลกใจเลยที่คนบางส่วนจะคิดอย่างนี้ เพราะเมื่อย้อนไปดูตามหน้าประวัติศาสตร์ ผู้หญิงมักถูกกดขี่จากสังคมด้วยค่านิยมอันล้าหลัง ส่งต่อทัศนคติและความเชื่อเกี่ยวกับการกดทับ เกลียดชัง เหยียดหยาม ด้อยค่า ลุกลามไปถึงการมีพฤติกรรมอันรุนแรงต่อพวกเธอ

The VVitch (2015)
อย่างเช่นการล่าแม่มดในยุคกลางของฝั่งตะวันตก ที่มักใช้เหตุผลปรักปรำผู้หญิงด้วยสิ่งที่อธิบายไม่ได้ (ตามความรู้ของคนสมัยนั้น) ทั้งเรื่องการแพทย์ ความเชื่อทางศาสนา หรือแม้กระทั่งค่านิยมต่อผู้หญิงในสังคมไม่ว่าจะเป็นสาวโสดไร้สามี สาวไม่โสดแต่ดื้อดึงต่อสามี สาวแก่ที่ยังแข็งแกร่ง สาวน้อยที่อ่านออกเขียนเป็น และอีกมากมายสารพัด แม้จะอ้างความไม่ก้าวหน้าของยุคสมัย แต่ลึก ๆ แล้วมันก็แฝงไปด้วยอคติต่อผู้หญิง (Misogyny) อยู่ดี
และแม้ว่าศตวรรษที่ 21 ทั่วโลกจะเริ่มตระหนักรู้เรื่องความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้นแล้ว แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าอคติต่อผู้หญิงจะหมดไป คุณอาจมองว่าผู้หญิงสมัยนี้ใช้ชีวิตได้สบายกว่าผู้หญิงสมัยนั้น แน่นอนว่าใช่ถ้าเทียบกับการที่ปัจจุบันหญิงไทยส่วนมากไม่ได้เดิน ๆ อยู่แล้วใครมาจับไปเผาเพราะมีรอยสักตรงข้อมือ

Adolescence (2025)
ทว่าอีกฟากหนึ่งของโลก ปัญหา Misogyny มันลุกลามรุนแรงไปจนถึงขั้นเกิดสิ่งที่เรียกว่าอิตถีฆาต (Femicide) หรือการก่อฆาตกรรมต่อผู้หญิงมากมายโดยผู้ชาย ด้วยเหตุผลจากความเกลียดชังและป้ายสีใส่ความผิดที่มีเพียงข้อหาเดียวคือเกิดเป็นหญิง พร้อมอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานาบังหน้าไปด้วย อาทิ หึงหวง โทสะ ไร้สติชั่ววูบ ฯลฯ
อัฟกานิสถานภายหลังการเข้ายึดครองโดยตาลีบันกำลังทำให้สิทธิสตรีค่อย ๆ เสื่อมถอยลงไปจนแทบไม่ต่างอะไรกับการล่าแม่มดยุคกลาง ผู้ชายทั้งห้ามผู้หญิงพูดคุยในที่สาธารณะ ห้ามผู้หญิงเข้าเรียนต่อในระดับมัธยม-วิทยาลัย ห้ามผู้หญิงเปิดเผยใบหน้าใต้ผ้าเมื่ออยู่นอกบ้าน ทุกอย่างที่กล่าวมานี้ถูกบัญญัติไว้เป็นกฎหมายของประเทศและมีบทลงโทษหนักถึงแก่ชีวิต
หรือแม้จะไม่ได้ออกกฎหมายบังคับ แต่ก็มีการกีดกันสิทธิกลาย ๆ ด้วยบริบทของสังคม อย่างเช่นอิหร่านที่ไม่ได้มีกฎหมายห้ามผู้หญิงขับขี่ ทว่าเจ้าหน้าที่ผู้ชายกลับไม่ยอมออกใบอนุญาตขับขี่ให้แก่พวกเธอ โดยอ้างหลักทางศาสนาและข้อกังวลต่าง ๆ เกี่ยวกับการขับขี่รถของผู้หญิง

Bridgerton (2023)
ย้อนกลับมาสังคมไทย แน่นอนว่า Misogyny ยังคงอยู่ แต่ส่วนมากจะมาในรูปแบบความเกลียดชังแอบแฝงที่มีต่อผู้หญิง อย่างเช่นเรื่องราวของ I’m not like other girls ที่นำเสนอตัวเองว่าฉันไม่เหมือนผู้หญิงคนอื่นเพราะฉันเกลียดการแอ๊บแบ๊ว ฉันมักจะแต่งตัวแมน ๆ เพราะฉันไม่ชอบสีชมพู ฉันไม่ขี้นินทาเพราะฉันคิดว่าเพื่อนผู้ชายจริงใจมากกว่า ฯลฯ ดังนั้นคุณจะเหมารวมฉันเข้ากับผู้หญิงทั่ว ๆ ไปไม่ได้เด็ดขาด ซึ่งสิ่งนี้เรียกว่าความอคติต่อผู้หญิงโดยผู้หญิงด้วยกันเองหรือ Internalize Misogyny
ข้อตำหนิที่มีต่อผู้หญิงซึ่งแทรกซึมอยู่เรื่อย ๆ ในสังคมส่งผลให้เกิด Internalize Misogyny ได้เช่นกัน อาทิ ความคิดที่ว่าผู้หญิงงี่เง่า ผู้หญิงขี้งอน กระทั่งวลี ‘พ่อบ้านใจกล้า’ ก็ยังเกิดมาจากการที่ผู้ชายมองว่าผู้หญิงหลังแต่งงานกันจะเปลี่ยนไปและคอยตีกรอบชีวิตของสามี ทำให้ฝ่ายหญิงดูน่ากลัว ดูเป็นนางยักษ์นางมาร แล้วผู้หญิงคนใดที่หลังแต่งงานไม่ได้มีพฤติกรรมแบบนี้ก็จะถือตัวว่าตนเป็นศรีภรรยาแบบ I’m not like other wives เพราะคิดว่าตนคือส่วนน้อยที่แตกต่าง แม้ว่าจริง ๆ ผู้หญิงที่เข้าใจสามีนั้นมีอยู่มากมายถมเถ แต่ฝ่ายสามีเองหรือเปล่าที่หาข้ออ้างในการทำสิ่งไม่ดี แล้วแปะป้ายว่าตนเป็นพ่อบ้านใจกล้า ต้องคอยวิ่งหนีแม่บ้านขี้โวยวาย

Normal People (2020)
ปัจจุบันประเทศไทยถือว่าเปิดกว้างเรื่องความเท่าเทียมมากขึ้นแล้วเมื่อเทียบกับในอดีต (หรือเทียบกับบางประเทศ) แต่ก็ยังคงมีสภาพสังคมที่คอยหล่อหลอมค่านิยมแบบบั่นทอนคุณค่าของเพศหญิง จนเราอาจไม่ทันรู้ตัวว่าได้มีส่วนร่วมในการส่งต่อ Misogyny อันเป็นอคติแอบแฝงต่อเพศหญิงให้คงอยู่ไปอีกเรื่อย ๆ



