เปิดใจ หว่องกาไว ถึง Happy Together ที่ทำให้เขาคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ : MiX Magazine It's man man's world!
เปิดใจ หว่องกาไว ถึง Happy Together ที่ทำให้เขาคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์
Merigin

คุณได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่มีสไตล์การเล่าเรื่องจัดจ้านมากที่สุดคนหนึ่งในโลก กับ Happy Together ก็เช่นกัน มันเต็มไปด้วยความหวือหวาด้านภาพ ทำไมคุณถึงเลือกเล่าด้วยวิธีนี้ เช่น ทำไมต้องถ่ายด้วยฟิล์มขาวดำ

หว่องกาไว : สำหรับ Happy Together นั้น ผมอยากได้อารมณ์ของฤดูร้อนที่เยือกเย็น เนื่องจากเรื่องเริ่มต้นที่ฤดูร้อน และผมคิดว่า ภาพขาวดำของหน้าร้อน ทำให้มันดูเย็นชา ที่สำคัญก็คือ หน้าร้อนของอาร์เจนตินา มันตรงกับหน้าหนาวในฮ่องกง ผมไม่ได้ตั้งใจทำหนังที่สไตล์จัดจ้านหรอก แต่มันขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ณ เวลานั้นมากกว่า ทั้งอารมณ์และบรรยากาศ หรือเงื่อนไขต่างๆ เช่น วันที่เราไปถ่ายฉาก “สุดขอบโลก” เราพบว่า เรามีฟิล์มเนกาทีฟเหลือไม่พอ เราเลยต้องถ่ายยังไงก็ได้ให้ประหยัดฟิล์มให้มากที่สุด ผลลัพธ์ก็เลยออกมาอย่างที่เห็น

คุณมีเหตุผลในการเลือก เหลียงเฉาเหว่ย มารับบทนี้ไหม เพราะเข้าใจว่าตอนแรกเขาเองก็ลังเลที่จะมาเล่นบทนี้

หว่องกาไว : ผมเลือกโทนี่ (เหลียงเฉาเหว่ย) เพราะเขาเป็นนักแสดงที่มือนิ่งมากๆ เขาเล่นได้ทุกอย่าง ผมจึงอยากให้เขาลองทำอะไรที่ทำให้เขาทรงตัวไม่อยู่บ้าง เป็นอิสระจากความเคร่งขรึม ผลักเขาให้ทำอะไรที่ไกลกว่าเดิม ผมอยากรู้ว่านักแสดงอย่างเขาจะรับมือกับสถานการณ์แบบนี้อย่างไร ทีแรกเขาคิดว่าผมล้อเล่น ตอนผมเล่าให้เขาฟังว่า ผมจะทำหนังเรื่องนี้ และอยากให้เขามาเล่น เพราะเขานึกไม่ถึงหรอกว่าชาตินี้จะต้องมาจูบปากกับเลสลี่ จางบนจอใหญ่ เขาคิดว่าผมล้อเล่นทุกอย่าง วันแรกที่เขามาเข้าฉาก ผมก็บอกเขาว่า เอาละ สิ่งแรกที่เราจะถ่ายคือฉากเลิฟซีนนะ เราจะเริ่มกันแบบนี้เลย จะได้รู้ว่าต่อไปเราจะทำงานกันแบบไหน เขาอ้ำอึ้งอยู่ 3 วันเต็มๆ เลยนะ เขาเอาแต่บ่นพึมพำว่า ‘ผมจะแก้ตัวกับแม่ว่ายังไงดี ถ้าแม่ผมเห็น’

ทำไมถึงต้องเป็นความสัมพันธ์ระหว่างชายกับชาย

หว่องกาไว : ผมไม่ได้มองตรงจุดนี้เท่าไหร่ ผมมองเห็นความสัมพันธ์ของคนสองคนที่ คนหนึ่งเลือกที่จะโผบินออกไป ในขณะที่อีกคนยังหยุดนิ่งอยู่ที่เดิม ผมพยายามทำให้หนังออกมาใกล้เคียงกับความสัมพันธ์แบบเกย์มากที่สุด ผมถามทั้งตากล้องและคนตัดต่อของผมว่า มันเกย์พอหรือยังนะ หรือมันดูฝืนไปหรือเปล่า แต่มันงี่เง่ามาก ใครล่ะจะตอบได้ จนกระทั่งผมทำหนังเสร็จ ผมก็คิดว่า มันจะเป็นหนังเกย์หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย เพราะความสัมพันธ์ลักษณะนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ฉะนั้นแทบไม่ต้องถามกันแล้วในประเด็นเกย์ สำหรับผมมันคือหนังรัก ว่าด้วยความสัมพันธ์ของมนุษย์

จริงหรือไม่ที่ว่า สไตล์การทำหนังของคุณคือการวางแผนน้อยมาก

หว่องกาไว : เราวางแผนนะ แต่ผมวางแผนเกี่ยวกับเส้นเรื่องไว้คร่าวๆ พูดได้ว่า ผมมักจะทำหนังตามสัญชาตญาณ บางวันผมก็อยากถ่ายลองเทค บางวันผมก็คิดว่า ผมน่าจะถ่ายโคลสอัพนักแสดงแบบหนังอิงมาร์ เบิร์กแมน มันขึ้นอยู่กับว่า ฉากนั้นๆ ที่เราจะถ่าย มันทำให้ผมเกิดอารมณ์แบบไหน เช่นผมถ่ายฉากต้นปาล์มใน Days of Being Wild ผมไม่ได้วางแผนไว้หรอก หรือการถ่ายน้ำตกใน Happy Together เพราะผมอยากเก็บภาพธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ไว้ในเรื่อง ธรรมชาติทำให้มนุษย์รู้สึกว่าตัวเองเล็กกระจ้อยร่อย ฟาสบินเดอร์ (ผู้กำกับชาวเยอรมัน) เคยบอกว่า เขาจะถ่ายทอดถึงความเปลี่ยนแปลง โดยการบันทึกภาพสิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย กรณีของผม น้ำตกนั้นไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย คนต่างหากที่เปลี่ยน

Happy Together ทำให้คุณได้รางวัลผู้กำกับจากเมืองคานส์ มันทำให้อาชีพคุณเปลี่ยนไปบ้างไหม

หว่องกาไว : ไม่เลย เอาเข้าจริง มันไม่ส่งผลอะไรกับผมเลย นอกจากเป็นผลดีของบริษัทจัดจำหน่ายหนังที่เอาไปลงโฆษณาได้ แค่นั้นเอง

คริสโตเฟอร์ ดอลย์ บอกว่า Happy Together เป็นหนังที่มี “เส้นเรื่อง”ชัดเจนที่สุดของคุณ

หว่องกาไว : ใช่ เมื่อเทียบกับหนังก่อนหน้าทั้ง 2 เรื่องอย่าง Chungking Express และ Fallen Angels นะ เพราะทั้ง 2 เรื่องนั้นผมเล่าเป็นชิ้นส่วนที่ไม่ค่อยเกี่ยวเนื่องกันเท่าไหร่ เหมือนภาพคอลลาจไม่ปะติดปะต่อกัน แต่ Happy Together นั้น ทุกฉากจะส่งผลต่อเนื่องกันไปจนจบ

ทำไมคุณถึงเลือกบัวโนสไอเรสเป็นฉากหลัง

หว่องกาไว : เพราะว่าผมไม่อยากทำหนังที่พูดถึงปี 1997 (ปีที่อังกฤษส่งคืนฮ่องกงให้กับจีนแผ่นดินใหญ่) แล้วจะต้องถ่ายในฮ่องกง เราไปถ่ายกันที่อาร์เจนติน่าก็จริง แต่ว่ามันไม่ได้เกี่ยวกับอาร์เจนติน่าเลย ตอนเราถ่ายทำ เราใช้ชื่อเล่นๆ ว่า Buenos Aires Affair แต่เราไม่อยากทำให้ประเด็นมันสับสน เราเลยใช้ Happy Together แทน เพื่อให้อารมณ์ประชดประชันเสียดสี
สำหรับผม Happy Together มันไม่ใช่หนังที่เล่าเรื่องความสัมพันธ์ของคนแค่สองคน มันเป็นเรื่องความสัมพันธ์ของคนๆ หนึ่งและอดีตของเขา ถ้าเราสามารถอยู่กับอดีตได้อย่างไม่เจ็บปวด นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดี ว่าต่อจากนี้ไป คุณสามารถรักใครก็ได้ โดยไม่ต้องให้อดีตหรือความคาดหวังใดๆ มาทำให้คุณเจ็บอีก

"HAPPY TOGETHER โลกนี้รักใครไม่ได้นอกจากเขา" กระทำความหว่องพร้อมกัน วันนี้ในโรงภาพยนตร์