ความหวัง ความรัก และพลังบวก

interview

MILLION WAYS TO LOVE : ความหวัง ความรัก และพลังบวก
บอย โกสิยพงษ์

บอย (ชีวิน) โกสิยพงษ์ สุดยอดนักแต่งเพลง โปรดิวเซอร์ และผู้ก่อตั้งค่ายเพลง LOVE IS และหนึ่งในผู้ก่อตั้งค่าย Bakery Music ค่ายเพลงคุณภาพที่เป็นตำนานแห่งยุค 90’s นอกจากเขาจะเป็นนักแต่งเพลงที่เขียนเพลงเนื้อหาดี ๆ ให้กำลังใจ และโรแมนติกเจ้าของเพลงฮิตมากมายแล้ว เบื้องลึกเข้าไปในความเป็นอัจฉริยะ เราสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอบอุ่น ใจดี ที่ส่งผ่านรอยยิ้มและแววตา ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่เขาสามารถยืนหยัดในวงการมาได้อย่างมั่นคงจนถึงทุกวันนี้ 

แม้วันนี้พี่บอยจะวางมือจากการเป็นผู้บริหารบริษัท เลิฟอิส เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ แต่ก็ยังคิดโปรเจคต่าง ๆ มากมาย และยังคงเขียนเพลงดี ๆ ออกมาเรื่อย ๆ ความหวัง ความรัก พลังบวกและศรัทธาในพระเจ้าทำให้ชีวิตของเขาเดินมาถึงจุดนี้

Live and Learn
“ผมโตมาในครอบครัวที่แฮปปี้มาก มีพี่น้องห้าคน ผมเป็นคนกลางคนที่สาม คุณพ่อผมเป็นวิศวกร เป็นเจ้าของบริษัทที่รับทำออกแบบระบบไฟฟ้าต่าง ๆ ให้กับโครงการหลาย ๆ โครงการ อย่างธนาคารกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวชหลาย ๆ โครงการ ก็คือเราไม่ได้ลำบากอะไร แต่ก็มีบางช่วงเศรษฐกิจไม่ดี แต่จะมีทราบมาเพราะคุณพ่อเล่าให้ฟัง แต่สำหรับผม ผมว่ามันก็ดีแล้ว ตอนเด็ก ๆ พ่อแม่ผมค่อนข้างตามใจมากเหมือนกัน
“เสียงเพลงเข้ามาในชีวิตตั้งแต่ตอนเด็กมากครับ เพราะว่าพ่อผมก็เล่นเปียโน สะสมแผ่นเสียง ชอบฟังเพลง เพราะฉะนั้นเพลงก็จะมากับผมตั้งแต่เด็กเลย แล้วผมก็ชอบดูการ์ตูน ชอบฟังเพลงการ์ตูน ผมมีเครื่องเล่นวิทยุเทปที่เอาไว้อัดเพลงจากในทีวี พอมีเครื่องวีดีโอเข้ามา เราก็มาอัดการ์ตูนที่เราชอบ มานั่งฟังเพลงอีกด้วย
“ตอนเด็ก ๆ ผมเรียนไม่เก่งเลย ไม่รู้เลยว่าทำยังไงให้ได้คะแนนดีแบบคนอื่นเขา อนุบาลเรียนที่ยุคลธร ประถมและมัธยมต้นเรียนที่โรงเรียนเซนต์ดอมินิค แล้วก็โดนเชิญออกมาเพราะว่าคะแนนไม่ถึงที่จะเรียนต่อ ไปเรียนต่างประเทศอยู่พักนึงก็อยู่ไม่ได้เพราะคิดถึงบ้าน พอกลับมาเมืองไทยก็เคว้งไม่มีที่เรียนไปสมัครโรงเรียนไหนก็ไม่รับเพราะคะแนนเราแย่มาก ญาติของแม่รู้จักกับครูใหญ่โรงเรียนเซเว่นเดย์แอดเวนทิส เขาก็ให้ความกรุณาเข้าไปเรียนที่นั่น ความรู้ของเราก็มีอยู่แค่เกรดห้า ท่านก็บอกเดี๋ยวเป็นปมด้อยก็ให้เรียนเกรดเจ็ด ผมก็สอบตกเกรดเจ็ดซ้ำอยู่สามปี ค่อยเรียนไปเรื่อย ๆ จนสอบเทียบได้ ผมสนใจเรียนนะแต่มันไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะทำยังไงให้สอบผ่าน ผมไม่เคยเป็นเด็กเกเรเลยนะ  สิ่งที่ทำก็คือพยายามท่องหนังสือทำแบบคนอื่นทำ แต่เราทำไม่ได้ 
“หลังจากสอบเทียบได้ไปเรียนอยู่ที่เอแบคอยู่ประมาณครึ่งปี เรียนไม่รู้เรื่องอีก ก็ออกเลยดื้อ ๆ บอกพ่อว่าขอออกดีกว่ามันไม่รู้เรื่อง พ่อก็โอเคให้ออก ผมก็มาเปิดร้านเกมเพราะน้องชายชอบเล่นเกม ตอนนั้นคิดว่าประสบความสำเร็จมาก กิจการไปด้วยดีเราก็ไม่ไปโรงเรียนเลย หลังจากนั้นพอแม่รู้ว่าไม่ได้เรียนแม่ก็เสียใจแม่ขอให้ปิดกิจการ เพื่อให้เรียนต่อ จะเรียนอะไรก็ได้ให้จบสักอย่าง แม่จะได้สบายใจ ก็เลยกลับไปเรียนต่อ เรื่องธุรกิจดนตรี เรื่องการแต่งเพลงที่อเมริกา มหาวิทยาลัย UCLA เรียน Music Business เรียนเรื่องการแต่งเพลง การบันทึกเสียง เรื่องดีไซน์เสียงต่าง ๆ
“ผมอยากไปเรียนเพราะผมชอบ ผมชอบอยู่สองอย่าง ผมชอบการ์ตูน ชอบหนังสัตว์ประหลาด กับชอบเพลง หนังสัตว์ประหลาดก็กำลังจะมีโอกาสได้ไปเรียน แต่ดันเกิดอุบัติเหตุก่อนทำให้ไม่ได้ไปเรียน เลยไปเรียนด้านเพลงแทน ส่วนดนตรีผมมาเล่นจริงจังตอนเกรดแปด เล่นกีตาร์ตอนเกรดแปด แต่เปียโนนี้เรียนตั้งแต่เด็กแล้ว ผมได้ฟังเพลงของโบสถ์เยอะมาก
“พอไปเรียนด้านที่เราชอบ เราก็เอ็นจอยกับมัน ก็เปิดห้องอัดที่บ้านให้คนมาใช้ได้แล้วเราก็ไปเป็นเด็กฝึกงานที่ห้องอัดแบบ Professional เราก็ไปทำงานช่วยเค้าเก็บสายเก็บของอะไรนั่นนี่ ซื้อของ ทำให้เราได้รู้จักนักดนตรีเยอะแยะ พอเรารู้จักเยอะมันก็ทำให้เรามีเน็ตเวิร์คมากมาย ที่เราทำงานจนถึงปัจจุบันเราก็ยังใช้เน็ตเวิร์คที่เรามีอยู่ มันก็สานต่อไปเรื่อย ๆ ผมจบด้วยคะแนน A- อยู่ตัวเดียว ที่เหลือ A+ หมด ตอนนั้นผมได้ลงหน้าปกของหนังสือรุ่นเลยนะ พอเรียนจบก็อยากจะกลับมาเมืองไทยทำค่ายเพลง ผมไม่ได้คิดว่าผมจะเป็นศิลปิน แต่ผมคิดว่าจะเป็นนักแต่งเพลง เพราะผมชอบแต่งเพลง”

Seasons Change 
“ช่วงที่ผมคิดว่าเป็นจุดที่ท้อแท้ที่สุดในชีวิตคือตอนทำมาสเตอร์อัลบั้มชุดแรก ผมยืมเงินครอบครัวมา ยืมเงินพ่อแม่มา ทีแรกก็ยืมมาหนึ่งล้านบาทเพื่อจะไปทำอัลบั้มชุดแรกของตัวเองที่อเมริกา เราก็ทำไปเรื่อย ๆ ทำไปจนมันจะเสร็จแล้ว สมัยก่อนที่เราอัดเป็นเทปรีลซึ่งบรรจุได้ไม่กี่เพลงต่อม้วน แต่เราก็พยายามอัดใส่เข้าไปเยอะ ๆ เพราะว่ามันจะประหยัด แล้วครั้งที่เราบันทึกเสียงก็ต้องเช่าเครื่องมา Setup เอง พอเอาเครื่องมา Setup ก็ต้องทำการละลายหัวเข็มโดยการอัดเสียงหัวบันทึกเทป ผมจะประหยัดแต่ทำได้ไม่ดีพอวันนั้นมันก็กินเทปผมไปหมดเลย ด้วยความโง่เขลาก็เป็นประสบการณ์ครั้งแรก 
“คุยกับพ่อแม่ท่านก็ให้กำลังใจ ให้เงินยืมมาอีกล้านนึง ในการทำครั้งนี้เราก็ทำเป็นก๊อปปี้ไว้ห้าก๊อปปี้ เป็นช่วงที่วงการเพลงเปลี่ยนฟอร์แมตเป็นเทปดิจิตัลในการอัด ทำไว้ห้าก๊อปปี้เลยคราวนี้สบายเทปไม่แพงมาก ก๊อปปี้เสร็จผมก็นำทั้งหมดกลับบ้าน วันนั้นผมท้องเสียก็เลยวิ่งขึ้นบ้านไปโดยที่ลืมกระเป๋าไว้ในรถ ในคืนนั้นเองก็โดนขโมยเข้ามาในอพาร์ทเม้นท์มาทุบรถ แล้วคงเห็นรถของเรามีถุงอะไรใหญ่ ๆ อยู่ก็เลยก็หิ้วไปด้วยเลย นั่นเป็นจุดที่ผมรู้สึกหมดกำลังใจอย่างรุนแรง โทรมาบอกพ่อแม่ที่เมืองไทย ผมไม่ทำต่อแล้ว ผมขอโทษที่ทำให้พ่อแม่ต้องศูนย์เงินไปตั้งสองล้านบาท ในตอนนั้นเยอะมาก แล้วแม่ผมก็บอกว่าชีวิตคนเราก็เหมือนฤดู เราต้องอดทน ฟ้าหลังฝนย่อมสวยงามเสมอแล้วก็เลยเกิดเป็นเพลง Season Change แล้วพ่อแม่ให้เงินมาทำให้สำเร็จในครั้งที่สามก็คืออีกหนึ่งล้านบาท
“มาสเตอร์ที่แพงเพราะผมใช้นักดนตรีที่นั่นหมด ค่าห้องอัดด้วย ใช้หลาย ๆ อย่าง รวมทั้งค่ากินอยู่ ค่าอะไรของเราด้วย นี้คือประหยัดมากแล้วนะ เพราะเราก็ได้ในราคาที่เด็กมากเลยถ้าเค้าคิดตามค่าเงินในช่วงนั้น แล้วผมก็กลับมาเป็นนักแต่งเพลงที่เมืองไทย และก็เริ่มทำค่ายเพลง” 

Songs from Different Scenes
“จุดเริ่มต้นของเบเกอรี่มิวสิคก็คือคุณสมเกียรติ นัดผมไปเจอคุณสุกี้แล้วก็พี่่เอื้อง ก็พูดคุยกันเรื่องเป็นทำมิวสิคโปรดักชั่นเฮ้าส์ คุยไปคุยมาก็ถูกคอกัน สุดท้ายก็เลยทำเป็นค่ายเพลง ค่ายเบเกอรี่จริง ๆ เริ่มทำมาตั้งแต่ปี 2535 แต่มาออกชุดแรกตอนปี 2537 คือทุกคนรอผมกลับมาแล้วมาเปิดร่วมกันครับ ตอนนั้นผมเรียนหนังสืออยู่ครับ ระหว่างนั้นผมก็แต่งให้กับโซนี่มิวสิค แต่งให้กับคุณสมเกียรติ แต่งให้กับวงแร๊พ TKO ระหว่างนั้นเขาก็ทำกันไป
“ตอนที่โมเดิร์นด็อกประสบความสำเร็จ หรือตอนผมออกชุดแรก ผมยังไม่รู้ว่าดังขนาดนั้น เพราะผมก็บินไปมาต่างประเทศอยู่เรื่อย ดังนั้นก็ไม่รู้ว่าอะไรมันเกิดขึ้น มารู้จริง ๆ ก็ตอนผมทำชุดสองชุดสามแล้ว พอมีคอนเสิร์ตก็ทำให้รู้ว่ามันดังนะ ตอนนั้นไม่มีอินเตอร์เน็ตให้เรารู้ว่ามีคนรู้จักเรา ไม่มีอะไรเปลี่ยนเท่าไหร่ แต่ก็ดีใจเพราะตอนนั้นเรานั่งปั้มปกกันเอง สนุกดีครับ ตอนนั้นเรามีงบต่อชุดรู้สึกจะชุดละหกแสนห้า แต่ยอดขายดีเกินคาดไปเยอะครับ เพราะน่าจะขายตอนนั้นได้ถึง 70-80 ล้านบาท คือตอนนั้นรายได้จากการขายเพลงเป็นอันดับหนึ่ง แล้วก็ไม่มีอัลบั้มไหนที่ขายต่ำกว่าแสนตลับเลยนะครับ ขายดีหมดเลย ที่ขายดีที่สุดในค่ายตอนนั้นคือโจอี้บอย น่าจะได้ล้านสองล้านตลับนะ 
“จากระบบค่ายบริษัทเล็ก ๆ ก็ค่อย ๆ เป็นบริษัทใหญ่ แต่ทีมทำเพลงเรายังน้อยเหมือนเดิมก็ต้องไปเพิ่มคนทำงานด้านอื่น ๆ เพลงเราก็ค่อย ๆ เพิ่มเข้ามา เริ่มมีหลาย ๆ คนเข้ามาแต่มันก็ยังไม่เยอะอยู่ดี เราก็เลยต้องมาใส่นามปากกาเยอะ ๆ จะได้ดูเหมือนมีคนเยอะ ผมมีประมาณเจ็ดนามปากกา พองานทำเพลงโฆษณาเริ่มเยอะจนเรารับไม่ไหวเราก็เลยคิดแพงขึ้นก็เริ่มเรทสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่าเราอยากจะทำแล้วตั้งใจทำดี ๆ ไม่ใช่มายี่สิบแล้วรับยี่สิบเลย แล้วอีกเดือนเรามีเวลาเท่าเดิม เราก็อยากรับแค่ห้าพอ 
“พอเราขยายบริษัทใหญ่ขึ้น เพราะเราคิดว่านั้นคือทางที่ต้องไป เราไม่รู้หรอกว่าจริง ๆ ไม่ใช่ทางของเราเลย เพราะเราไม่ได้มีความสามารถในเรื่องการบริหารจัดการที่ดีเพียงพอ พวกเราเป็นศิลปินกันหมด เด็กสามคน ก็ทำให้เราหลงทาง พอเราหลงทางการเงินก็ไหลไปหมด ไหลไปในทางที่ต้องลงทุนเพิ่ม แล้วก็ไม่สำเร็จ เพราะว่าบริหารจัดการไม่เป็น จนกระทั่งถึงจุดนึงที่จะต้องกู้เงินจากต่างประเทศ ก็คือเริ่มขายหุ้นให้ BMG จากห้าเปอร์เซ็นต์ก็ค่อยขึ้นไปห้าสิบ จนกระทั่งเราเหลือแค่สิบเปอร์เซ็นต์ ตอนหลังเราเลยยกให้เค้าไปเลย
“เรารู้สีกว่าเราไม่อยากทำต่อแล้วเพราะเรารู้สึกว่าถ้าเราทำต่อไปทุกอย่างมันต้องรายงานคนเยอะมาก ทีแรกเรารายงานแค่ BMG ตอนหลังค่ายถูก SONY MUSIC ซื้ออีก เราต้องรายงานสองเจ้านาย แล้วเราไม่เคยรายงานใคร เราทำเองเรื่อย ๆ ก็เลยยกหุ้นให้เค้าไปเลย แล้วเราก็ไปเปิดใหม่เป็นค่าย Love Is ตอนแรกทำกับสุกี้ เพราะสมเกียรติตอนนั้นเค้าอยากพัก เค้าบอกเหนื่อยไม่อยากทำแล้ว แล้วสุกี้ทำได้ปีหนึ่งสุกี้ไม่สบาย ก็เป็นความเครียดที่สุกี้ต้องรับโดยที่ผมไม่เคยรับเลย เป็นความเครียดที่ต้องดูแลเรื่องศิลปิน เรื่องจิตใจของพนักงานต่าง ๆ นานา ที่ผมไม่เคยดูเรื่องพวกนี้เลย ผมไม่รู้ว่ามันหนักขนาดนั้น ขนาดที่ทำให้เค้าป่วยได้เลย วันนึงเค้าก็บอกว่าไม่ไหวแล้ว ผมก็เข้าใจ ผมก็ลองทำต่อไป ผมก็ชวนภรรยามาทำด้วย แล้วผมกับภรรยาคือไม่มีความสุขกับการทำธุรกิจ เพราะว่าการสร้างศิลปิน การดูแล สุดท้ายแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่สนุก มันสนุกตอนสร้างแต่ระหว่างทางพอเกิดเรื่องนู่นนี่ เราต้องรับผิดชอบเต็มที่แล้วมันไม่สนุก 
“ต้องยอมรับก่อนว่าผมไม่ได้เกิดมาเป็น CEO ผมเป็นนักดนตรี เป็นนักแต่งเพลง ตอนนี้ CEO ค่าย Love Is คือคุณจิ๊บ เทพอาจ กวินอนันต์ ผมเป็น CEO ค่าย Love Is แค่ปีเดียวเอง คือปีที่แล้วภรรยาผมอยู่เมืองนอกแล้วเราไม่ได้มีหุ้นส่วนเข้ามา ผมก็ดูแลเอง จริง ๆ ผมไม่มีหลักการบริหารธุรกิจเลยนะ ผมไม่รู้เรื่องเลย ช่วงนั้นทีมงานประชุมกันผมเป็นคนโดนตำหนิทุกวันจันทร์ ผมไม่รู้จะทำยังไง ก็ต้องขอบคุณพระเจ้าที่ตอนนี้เรามีหุ้นส่วนแล้วครับ เขาเข้ามาบริหารงานเมื่อต้นปี 2561 พอมีพาร์ทเนอร์ผมก็สบายใจมากเลย เพราะผมไม่ดูแลเรื่องธุรกิจ ผมมุ่งมั่นทำเพลงอย่างเดียว ตอนนี้ผมเป็นนักแต่งเพลงและโปรดิวเซอร์ ผมไม่ชอบเป็นหัวหน้า การทำงานของเลิฟอีสกับเบเกอรี่ เหมือนกันตรงมีผมอยู่ ต่างกันตรงไม่มีสุกี้อยู่เพราะสมัยก่อนสุกี้เป็นคนจัดการทุกอย่าง ตอนนี้ก็มีคุณจิ๊บมาจัดการแทน” 
“ผมว่าเพลงยังเป็นธุรกิจได้นะ ผมว่าเป็นเรื่องที่ดีเรื่องหนึ่งที่เพลงโดน Disrupt รายแรกคือโดน MP3 โดนอินเตอร์เน็ตอะไรเยอะแยะ ตั้งแต่เทปผีซีดีเถื่อน เพราะฉะนั้นการที่เราจะต้องเอาตัวรอดผ่านอุปสรรคเหล่านั้นมันค่อนข้างมีความถนัดในเรื่องการเอาตัวรอดอยู่สูงกว่าถ้าจะเทียบกับธุรกิจอื่น ๆ ไม่ว่าสิ่งพิมพ์ ทีวี เราจะรู้วิธีทางหารายได้ที่จะเอาตัวรอดได้ เราจะบีบแม่น้ำจากห้าร้อยสายมาจากลำธารลำคลองเล็ก ๆ เอามารวมกันเป็นแอ่งน้ำได้ ผมว่าเราอยู่ได้ เพราะว่าผมทำอะไรก็ตามบริษัทจะมีส่วนที่จะต้องได้ด้วย แต่จริง ๆ รายได้ของเรามันมาจากหลายทาง มันไม่ได้มาจากทางใดทางหนึ่งทางเดียว ผมคิดว่าทุกคนต้องปรับตัวนะครับ ไม่ว่ายุคไหนก็ตาม คนเราเวลาเปลี่ยน นิสัยต่าง ๆ เปลี่ยนหมด ฉะนั้นเราต้องพยายามที่จะไม่ยึดติดอยู่กับโมเดลเดิม ๆ เพราะถ้าเรายึดอยู่กับโมเดลเดิม ๆ มันก็อยู่ลำบาก ผมยังฟังซีดีอยู่ ผมซื้อซีดีอยู่เป็นประจำมันเป็นวิถีที่ผมชอบฟัง เพราะว่าผมชอบทำเพลงที่มันเป็นคอนเซ็ปต์อัลบั้มแล้วก็ต่อเนื่องกัน ผมไม่ได้ชอบฟังซิงเกิ้ล 
“ต้องบอกตามตรงว่าเดี๋ยวนี้เราผลิตซีดีขายน้อยมาก จำนวนซีดี แผ่นเสียงไม่ได้ขายเยอะหรอก เราทำให้พอสำหรับการที่จะทำให้รู้จักศิลปินเรา และคนพอรู้จักศิลปินเราก็จะมีงานเข้ามาจากหลาย ๆ ทาง 
“การคัดเลือกศิลปินเข้า Love Is อย่างแรกต้องดูว่าเราน่าจะทำงานกันได้หรือเปล่า เพราะการทำเพลงเหมือนการปลูกต้นไม้เราจะปลูกแล้วโต กว่าจะออกผลได้ใช้เวลาหลายปี ถ้าคุณต้องการเป็นซูเปอร์สตาร์เราคงไม่ได้ให้ตรงนั้น เพราะเราใช้เวลานาน เราเชื่อว่าถ้าคุณอยากอยู่ยาว ๆ ที่นี่คือที่ที่คุณน่าจะอยากทำงานด้วยกัน”

Pass the Love Forward
“การแต่งเพลงของผม ที่มาถึงวันนี้ได้ ผมว่าเรื่องแบบนี้พระเจ้าให้ทั้งสิ้น แล้วก็การที่เรารู้ตัวว่าเราเป็นแค่ท่อ เป็นแค่คนส่งสารมันก็ทำให้เราไม่ได้ต้องถูกตีบตัน แล้วก็ไม่ได้รู้สึกเหลิงไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองแน่หรืออะไร ก็รู้สึกว่าตัวเองก็เป็นแค่แมสเซนเจอร์เพราะฉะนั้นก็ทำหน้าที่ส่งเอกสารให้ผู้ฟัง เวลาท้อใจผมอ่านไบเบิล ยังไงก็มีกำลังใจขึ้นมาทันที นี่คือยาชนิดด่วนของผมเลยนะ แล้วก็แน่นอนว่ายาดีอีกอย่างของผมก็คือครอบครัว 
“จริง ๆ แล้วเราทุกคนก็จะเป็นแบบอย่างให้กันและกัน แล้วก็วิธีที่จะคิดให้ง่ายที่สุดว่าเราจะดำเนินชีวิตบนโลกนี้ยังไง ก็คือการที่เราคิดว่าวันที่เราอยู่ในโลงศพ ครอบครัวเราเพื่อนฝูงญาติมิตรเพื่อนร่วมงานต่าง ๆ เค้าจะพูดถึงเรายังไง ตรงนั้นจะเป็นตัวที่ทำให้เราคอยระวังว่าเราประพฤติตนยังไงกับคนทั้งหลาย
“ความสุขของผมคือการได้คุยกับครอบครัวตอนนี้เค้าอยู่ต่างประเทศเค้าก็จะโทรเข้ามาแล้วเราก็จะคุยกัน แล้วความสุขอีกอย่างของผมก็คือตอนนี้ผมกำลังตั้งวงดนตรีชื่อวงกระทิงดำ กับกระทิงทองเหลือง หมายมั่นปั้นมือว่าจะต้องเป็นวงที่เป็นชั้นนำของประเทศไทยที่ใคร ๆ ก็อยากจะมาเล่นกับวงนี้ ผมเป็นคนตั้งวงนี้ขึ้นมาเหมือนเป็นหัวหน้าวง กระทิงดำเนี่ยเป็นสีของ Rhythm Section ที่แข็งแกร่ง ดุดัน แล้วกระทิงทองเหลืองก็คือพวกเครื่องเป่า ส่วนกระทิงคอรัสเนี่ยเราเอาไว้ร้องคอรัสอย่างเดียว ซึ่งต้องเป็นคอรัสที่เก่งมาก ตอนนี้อยู่ในช่วงเริ่ม ก็ค่อย ๆ สร้างไปครับ
“ตอนนี้ Love is และ ไลฟ์อีส (LifeiS) เราทำ Content ซึ่งเราเชื่อว่ามันเป็นอาหารทางจิตใจ เพื่อให้สังคม จรรโลงสังคม เราไม่หยิบอะไรที่ออกมาแล้วมันไม่ดี ออกมาแล้วมันทำร้ายจิตใจ ทำร้ายความรู้สึกคน เราจะทำออกมาในแง่ของการจรรโลงมากกว่า Content ทั้งหมดที่เราทำขึ้นมาก็จะเป็นในแง่บวกแล้วก็ให้กำลังใจ แล้วก็ส่วนไลฟ์อีสที่เราทำก็คือเป็นบริษัทธุรกิจเพื่อสังคมโดยเฉพาะ  
“ปีนี้เราทำรายการทีวี ชื่อรายการวันออฟโชว์เป็นรายการที่จะพูดคุยกันกับแขกรับเชิญ ที่เราคิดว่าน่าสนใจ เล่นเกมกับเค้า แล้วก็จะรวมทั้งศิลปินใหม่ศิลปินเก่า คือจะให้เป็นค่ำคืนก่อนนอนที่จะส่งให้คุณเข้านอนแล้วฝันดี คุยกับช่องไว้แล้วครับ แต่ขออุบไว้ก่อนยังไม่เปิดเผย แล้วก็จะมีรายการในยูทูปอีกประมาณ 20 รายการ แตกต่างกันไป คือให้ศิลปินในค่ายเราเป็นตัวขับเคลื่อนด้วยครับ 
“นอกจากนี้เราก็ได้แตกค่ายย่อยออกมาอีก 3 ค่าย ที่มีออกมาแล้วคือค่ายฮิปฮอป PROM+ ที่ได้อุ๋ยกับโต้ง บุดดาเบลส เป็นคนดูแล คอนเซ็ปต์ก็คือทำฮิปฮอปในแนวบวก ให้สติปัญญา ให้กำลังใจ ส่วนอีกค่ายชื่อ HOLY FOX แนวเพลงป๊อป ดูแลโดย โอ แว่นใหญ่ แห่ง Room 39 อันนี้คือจะทำเป็นเพลงป๊อป เพราะตอนนี้เค้าแต่งเพลงอะไรก็จะเป็นที่นิยมมาก และค่าย L’ AVANT-GARDE แนวเพลงแจ๊สดูแลโดย นภ พรชำนิ ทำดนตรีแนวซีเรียส ที่เน้นโสตของการฟังเส้นเสียงของดนตรี ซึ่งดนตรีแจ๊สมีวิธีการเข้าไปให้ความรู้กับคน โดยนักดนตรีแจ๊สชั้นเยี่ยมระดับอาจารย์มาทำให้เด็ก ๆ ฟัง เพื่อเสริมสร้างสมองให้เด็ก ๆ และสุดท้ายคือการเข้าไปจัดการ LIDO CONNECT โดย LOVEiS Entertainment เพื่อเป็นศูนย์สร้างสรรค์แหล่งศิลปะและวัฒนธรรมทุกแขนงครับ
“สุดท้ายขอฝากคอนเสิร์ตปิดไตรภาค BOYd 50th #3 MILLION WAYS TO LOVE – LIVE 2019 คอนเสิร์ตที่จะเกิดขึ้นก็จะเป็นการฉลองครบรอบห้าสิบปี ซึ่งเป็นภาคจบของคอนเสิร์ตไตรภาค ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 ที่อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี คืนนั้นก็จะมีศิลปินครบถ้วนทุกคนเลย ผมคิดว่าครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะได้จัดคอนเสิร์ตแบบอลังการ มีศิลปินเบเกอรี่และเลิฟอีสครบ ๆ เพราะว่าตอนนี้ผมก็ห้าสิบกว่าแล้ว แล้วก็ลองดูว่าคุณกมลาตอนนี้เท่าไหร่แล้ว และอีกหลายท่านก็อายุเยอะแล้ว แต่ทุกท่านก็ยังร้องได้ดีอยู่ ดังนั้นอาจจะเป็นคอนเสิร์ตครั้งท้าย ๆ ที่เรา ได้ทำอย่างยิ่งใหญ่ในจุดที่เรายังร้องได้อย่างมั่นใจ เพราะหลังจากนี้ถ้าจะฉลองเจ็ดสิบห้าปีผมก็ไม่รู้จะอยู่ถึงหรือเปล่า ก็เลยอยากให้มาดูกัน คุณจะได้ดูทุกอย่างในขณะที่ยังคุณภาพดีอยู่ ก็อยากให้มากันครับ ขอบคุณครับ” 

TEXT : aumlove  
ช่างภาพ : เดี๋ยวเดียว

Back Issue