Construction for Change : อาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม

interview

Construction for Change : วิสัยทัศน์สู่ความสำเร็จ

อาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม

 

บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นในปี 2526 จากวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่เล็งเห็น ถึงโอกาสทางธุรกิจจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของภาคการก่อสร้างตามการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งความสำเร็จจากจุดเริ่มต้นธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตที่เกี่ยวข้องกับงานสาธารณูปโภคอย่างครบวงจร ต่อมา ได้มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพและไม่หยุดนิ่ง สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์คอนกรีตรูปแบบใหม่ ๆ ให้ก้าวทันวิวัฒนาการของเทคโนโลยีการก่อสร้าง และตอบรับกับความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันภายใต้การนำของ คุณอาทิตย์ ทีปกรสุขเกษม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารที่รับช่วงต่อจากคุณพ่อผู้ก่อตั้งบริษัท วันนี้เขาทำให้ CCP เป็นหนึ่งในผู้นำการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีตรายใหญ่ของประเทศ และรายใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออก ที่ได้รับความไว้วางใจให้มีส่วนร่วมในโครงการภาครัฐและภาคเอกชนสำคัญระดับประเทศมากมาย

ทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์คอนกรีตชลบุรี

ผลิตภัณฑ์คอนกรีตของบริษัทฯ ที่จำหน่ายภายใต้ชื่อ “CCP” ประกอบด้วย 3 ผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่ คอนกรีตผสมเสร็จ คอนกรีตสำเร็จรูปสำหรับงาน โครงสร้างงานระบบ และ คอนกรีตสำเร็จรูปสำหรับงานตกแต่ง โดยทุกผลิตภัณฑ์ ของบริษัทฯ ผลิตด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัย ภายใต้โรงงานที่ได้รับการรับรอง ระบบบริหารคุณภาพตามมาตรฐานโลก ISO 9001: 2008 และมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)

นอกจากธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์คอนกรีต ยังมีบริษัทย่อย 4 แห่ง ซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่ช่วยสนับสนุนศักยภาพในการดำเนินงานของทั้งบริษัทฯ และบริษัทย่อย ให้มีความเข้มแข็ง พร้อมแข่งขันในธุรกิจ ได้แก่ บริษัท ชลบุรีกันยง จำกัด ประกอบธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างในรูปแบบร้านค้าปลีกสมัยใหม่ ภายใต้ชื่อ “กันยงโฮมสโตร์”

บริษัท สมาร์ทคอนกรีต จำกัด ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายอิฐมวลเบา ภายใต้ชื่อ “Smart Block” บริษัท ตะวันออกการขนส่ง จำกัด ประกอบธุรกิจให้เช่ายานพาหนะแก่บริษัทในเครือ และบริษัท ชลประทีปสินทรัพย์ จำกัด ประกอบธุรกิจให้เช่าทรัพย์สินแก่บริษัทในเครือ

“ในตอนนี้ CCP เรามีสินค้าครบไลน์ในเรื่องคอนกรีตเป็นหลักครับ หากนึกถึงสิ่งแรกคงจะต้องนึกถึงท่อคอนกรีต บ่อพัก เสาเข็ม แบริเออร์ และก็เกอร์เดอร์สะพาน รางน้ำ คือเป็นคอนกรีตผสมเสร็จ คอนกรีตสำเร็จรูปสำหรับงาน โครงสร้างงานระบบ และคอนกรีตสำเร็จรูปสำหรับงานตกแต่ง ก่อนอื่นต้องขออธิบายว่า Precast คืออะไร เมื่อก่อนถ้าเราจะสร้างกำแพงเราจะต้องก่อปูน มีไม้แบบ โครงสร้างเหล็ก เราถึงจะได้กำแพง แต่เมื่อเทคโนโลยีดีขึ้น เราไม่ต้องเสียเวลาอย่างนั้นแล้ว ก็จะใช้เป็นกำแพงสำเร็จรูปวางเรียงกันขึ้นมาแล้วก็ฉาบปูน ไม่ต้องก่อปูนตามแบบเก่าแล้ว ต่อมาบล็อกก็ทำได้ใหญ่ขึ้น สะดวกมากขึ้น ใช้แรงคนน้อยลง และสุดท้ายก็กลายเป็น Precast สำเร็จรูปคือให้เจ้าของบ้านหรืออาคาร เลือกได้เลยว่าอยากได้กำแพงหน้าต่างเป็นแบบไหน กำแพงแต่ละด้านเป็นยังไง และนำมาประกอบเป็นตัวอาคารได้เลย เสริมความสะดวก ลดแรงงาน วิวัฒนาการมาไกลมากครับ

“ประวัติของ CCP ผมขอเล่าแทนคุณพ่อเลยนะครับ คุณประทีป ทีปกรสุขเกษม ท่านเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท ผมจะเป็นรุ่นต่อมา ซึ่งผมเห็นการเดินทางมาตั้งแต่เด็ก ๆ เริ่มจากคุณพ่อเป็นคนบ้านบึงนี่แหละครับ อยู่เนินโมก พอช่วงวัยรุ่นประมาณอายุ 13 ปี ก็ได้ไปทำงานในเมือง หาเลี้ยงชีพโดยเป็นลูกจ้างร้านของชำ ก่อนจะย้ายมาร้านวัสดุก่อสร้าง ท่านเป็นคนขยันเถ้าแก่ก็ไว้วางใจให้ทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้จัดการของร้าน ทีนี้มีอยู่ช่วงหนึ่งร้านเริ่มมีปัญหาการเงิน ทำให้คุณพ่อของผมต้องเอาตัวเองเป็นประกันกับคู่ค้า หากมีปัญหาท่านจะรับผิดชอบจ่ายเองเพื่อให้คู่ค้าปล่อยของมาให้ร้านขาย ซึ่งก็มีปัญหาจริง ๆ ทำให้ท่านกลายเป็นหนี้ที่ไม่ได้สร้างขึ้น ก็เลยต้องหาทางใช้หนี้โดยเปิดร้านของตัวเองขึ้นมา ซึ่งเกิดเป็นร้านแรก กันยงค้าวัสดุ นอกจากความขยัน แกยังเป็นคนหัวสมัยใหม่ในยุคนั้นทำให้ได้เปรียบคนอื่นด้านความคิด ร้านก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่านก็นำเงินที่ได้กำไรไปใช้หนี้กับคู่ค้า ซึ่งทางซับพลายเออร์เมื่อเห็นว่าท่านเป็นคนมีความรับผิดชอบก็ยิ่งปล่อยเครดิตให้มากขึ้น แถมยังลดหนี้ให้อีก ตอนนั้นมีโครงการ Eastern Seaboard พอดี และท่อคอนกรีตก็เป็นที่ขาดแคลน คือต้องรอเป็นเดือน ๆ และมัดจำล่วงหน้าเป็นเวลานานถึงจะมีของมาขาย ท่านเล็งเห็นว่าสินค้าชิ้นนี้น่าทำขายเอง ก็เลยเกิดเป็นโรงท่อแห่งแรกในจังหวัดชลบุรีขึ้นมาครับ จากนั้นจึงเกิดเป็น CCP ขึ้นมา

“ผมว่าที่บริษัท CCP เติบโตขึ้นมา อันดับแรกผมว่าอยู่ที่วิสัยทัศน์ของผู้นำ (Vision) ปัจจัยสองคือคู่แข่ง หากเรามีคู่แข่งเยอะก็จะเติบโตช้าเพราะมีคนมาแชร์ส่วนแบ่งการตลาด ตอนนั้นเรายังไม่มีคู่แข่ง สิ่งที่ผมเห็นและเรียนรู้มาจากคุณพ่อคือต้องมีความอดทน และความซื่อสัตย์ ต้องเรียนว่า CCP ก็เจอวิกฤติมาเป็นช่วง ๆ เช่นกัน สิ่งที่ผมเห็นคือท่านเป็นเถ้าแก่ หากมองในมุมบริหาร เถ้าแก่จะต่างจาก MD ตรงที่ต่อให้ขาดทุนก็จะไม่ทิ้งธุรกิจ เมื่อมีปัญหาก็ไปเจรจากับธนาคาร ไม่เคยทิ้งธุรกิจ มีความอดทนที่จะทำให้ธุรกิจดีขึ้น จนเมื่อผ่านวิกฤติได้บริษัทก็จะเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ปัจจัยสุดท้ายต้องยกให้ทีมงานครับ คือธุรกิจเติบโตไม่ได้ถ้าทีมงานไม่พร้อม ไม่สามัคคี ไม่ใส่ใจให้บริษัท

“ในธุรกิจปูนซีเมนต์ในภาพรวมจะมีเจ้าใหญ่ครองตลาดอยู่ไม่กี่เจ้าครับ ในตอนเริ่มต้นนั้น การแข่งขันทางธุรกิจยังไม่รุนแรงมาก และตลาดเปิดกว้าง การคมนาคมยังไม่สะดวกอย่างทุกวันนี้ ยกตัวอย่างเจ้าใหญ่ที่กรุงเทพหากอยากจะมาขายที่ชลบุรี โลจิสติกส์ยังไม่สะดวกเหมือนเดี๋ยวนี้ ค่อนข้างลำบาก การแข่งขันจึงถูกจำกัดอยู่ในโซนแต่ละโซน และการทำตลาดสมัยก่อนง่ายกว่าสมัยนี้ อย่าง Information ก็ไม่ได้กระจายอย่างตอนนี้ ที่มีโลกออนไลน์มาเชื่อมต่อ มีโซเชี่ยล ตอนนั้นการค้าในแต่ละโซนทำได้ไม่ยาก และสามารถโตขึ้นมาเป็นรายใหญ่ของโซนนั้น ๆ ได้ วิสัยทัศน์สำคัญมาก และบุคลิกการทำธุรกิจของผู้นำด้วยอันนี้ก็เป็นปัจจัยหลักครับ เมื่อเรามีความน่าเชื่อถือ ระบบเครดิตก็ดี ธุรกิจก็โตได้ไวครับ ผมว่าด้วยสัจจะ ความน่าเชื่อถือ และวิสัยทัศน์ ทำให้เราเติบโตขึ้นมาได้ในทุกวันนี้ครับ”

รับไม้ต่อ สู่ผู้นำองค์กรรุ่นใหม่

บริษัทที่เติบโตได้ดีในรุ่นก่อน อาจจะมีสะดุดบ้างในรุ่นถัดมา เพราะแนวคิดที่เปลี่ยน หรือนโยบายที่เปลี่ยนไปตามบุคลิกของผู้นำ รอยต่อเหล่านี้อาจเป็นปัญหา แต่ที่ CCP คุณอาทิตย์ รับมือกับเรื่องการเชื่อมรอยต่อและรับไม้ต่อจากรุ่นก่อนได้เป็นอย่างดี แม้อาจมีบางสิ่งที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม

“ผมเริ่มจากการอยู่กับคำถามในหัวที่เต็มไปหมดเลยครับ ทำไมไม่ทำแบบนี้ล่ะ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ล่ะ ผมคิดว่าเป็นเรื่องปกตินะ ถ้าทุกคนเห็นไปในทิศทางเดียวกันความขัดแย้งจะไม่เกิด ในวันที่ผมมารับตำแหน่งก็มีความเห็นที่ขัดแย้ง เพราะต้องรับไม้ต่อมาจากคุณพ่อ ซึ่งเป็นคนวางแนวทางบริหารมาก่อน เขาก็บริหารแบบนี้มา เราก็มีมุมมองอื่นที่คิดว่าเราน่าจะทำแบบนี้ดีกว่าไหม สะดวกกว่าหรือประหยัดกว่าไหม ก็มีการโต้เถียงกันบ้าง แต่สิ่งที่เรามักคุยกันเสมอคือเรื่องของความแตกต่างในขั้นตอน แต่จุดหมายอยู่ในเส้นทางเดียวกัน คืออยากให้มันดีอยากให้มันโต อยากให้ผลงานออกมาดีแต่วิธีการแตกต่างกัน ในระบบบริษัทจะต้องยอมรับการทำงานของ Managing Director ถ้าผู้บริหารตัดสินใจแบบนี้ทุกคนในบริษัทต้องทำตาม ไม่เช่นนั้นงานจะเดินต่อไปไม่ได้ ใน CCP หรือในทุกบริษัท ผมว่าความคิดเห็นแตกต่างนั้นเกิดขึ้นได้ แม้แต่ระหว่างผมกับคุณพ่อเองก็ตาม หรือตัวผมเองในวันนี้กับตอนเข้ามาบริหารใหม่ ๆ เมื่อ 6 ปีก่อน บางเรื่องผมยังมีความเห็นแตกต่างจากตัวเองตอนนั้นเลย เพราะสภาพแวดล้อมเปลี่ยน ตลาดเปลี่ยน คู่แข่งทางธุรกิจเปลี่ยน ลูกค้าเปลี่ยน ฉะนั้นไม่แปลกเลยที่ระหว่างคนต่อคนจะเห็นต่างกัน

“ในเรื่องการทำงานก็เหมือนกัน อย่างเรื่องของการสั่งงาน ไม่ใช่ทุกคนจะต้องใหญ่หมด ไม่อย่างนั้นบริษัทก็จะเดินต่อไปไม่ได้ จะต้องมีสายบังคับบัญชา ต้องมีวิสัยทัศน์ ผมไม่เชื่อว่าบริษัทที่โตได้ด้วยระบบประชาธิปไตย การที่ธุรกิจจะเติบโตได้ต้องมีการแข่งขันน้อย อาจด้วยคู่แข่งมีความเห็นที่แตกต่าง เราเดินทางในแบบของเรา เขาเดินในแบบของเขา ถ้าเราเดินในเส้นทางที่มีคนเดินน้อยเนี่ยโอกาสที่เราจะเติบโตก่อนคนอื่นมีสูง ผมคิดว่าระบบเผด็จการใช้ได้ดีกับการทำธุรกิจ

“เรื่องของการทำให้คนยอมรับตอนเข้ามาบริหาร ผมขอแบ่งเป็นสองช่วงครับ ในช่วงที่เข้ามาใหม่เราก็ต้องการให้ทุกคนยอมรับเราให้ได้ ทั้งในผู้บริหารของเราเองก็ตาม เพราะมีผลต่อการทำงาน คือเราก็ต้องเร่งพัฒนาตัวเอง ใส่ใจ หาความรู้ให้มาก เพราะไม่มีลูกน้องคนไหนยอมรับหัวหน้าที่ไม่เก่ง เริ่มแรกคุณอาจจะไม่รู้บางเรื่องได้ แต่คุณจะย่ำอยู่กับที่ไม่ได้ ต้องทำจนรู้ทุกเรื่องทำเป็นทุกอย่าง ผู้บริหารหรือเจ้าของเองจะต้องรู้ทุกอย่าง ทำได้ทุกอย่าง และต้องบอกแนวทางให้ผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ถามว่าวันแรกหนักใจไหม มีอยู่แล้วครับ แต่เราเลี่ยงไม่ได้เลย และเราก็ต้องเรียนรู้ ใส่ใจให้มากกว่าปกติ พนักงานบางคนอยู่ในบริษัทมา 10 ปี เขาชำนาญอยู่แล้ว เราเพิ่งมาทำได้ 6 เดือน หรือปีนึง ยิ่งต้องใส่ใจให้ทันเขาให้ได้ ต้องใช้คำว่าโง่ไม่ได้เลยครับ ต้องฉลาด และต้องใช้ความพยายามมาก ๆ

“อีกเรื่องนึงก็คือ เมื่อรุ่นพ่อทำไว้ดีมาก ๆ แล้วเนี่ยเราจะต้องคิดว่าทำอย่างไรให้ดีกว่าเดิมให้ได้ อย่างคุณพ่อของผมแกเป็นคนที่เก่ง ฉลาด อดทน แถมขยันอีกต่างหาก หากเปรียบเหมือนรถยนต์คุณจะต้องวิ่งแซงเขาให้ได้ ต้องทำยังไงล่ะเพื่อให้เครื่องยนต์แรงกว่า ซึ่งเผอิญเขาก็เป็นรถแรงด้วยสิ หากวิ่งถนนเส้นเดียวกันอาจแซงยาก ผมเลยคิดหาทางใหม่ สมมติปลายทางคือเชียงใหม่ ทำยังไงถึงจะไวกว่า ถ้าแข่งรถมันยาก ผมก็ไปทางอื่น เรือไหม รถไฟล่ะ หรือขึ้นเครื่องบินดีกว่า ปลายทางถึงจุดหมายเดียวกัน แต่ก็ต้องระมัดระวัง ไม่ใช่มองหาแต่สิ่งใหม่ ไม่เชื่อว่าสิ่งเก่า ๆ มันดีอยู่แล้ว อย่ามองข้าม ต้องบาลานซ์ให้ดีครับ ไม่มีอะไรแน่นอน คุณต้องหาตรงกลางให้ได้ อาจจะขึ้นเครื่องบินแล้วไปต่อรถ คือทุกอย่างมีความพอดีของมันอยู่ ทำยังไงให้ดีกว่ารุ่นที่แล้วคือเรื่องที่น่าหนักใจกว่าทำให้คนยอมรับอีกครับ

“หลักในการบริหารงานของผมที่ทำให้บริษัทโตขึ้นได้คือ อย่างแรกเราต้องไม่เชื่อว่าทุกอย่างเพอร์เฟ็กต์ ต้องมาหาจุดอ่อนตลอดเวลา เรื่องที่สองต้องเข้าใจว่าการบริหารบริษัทนั้นไม่มีประชาธิปไตย มันมีแต่ทิศทาง มีแต่ไดเร็กชั่น เมื่อผู้บริหารตัดสินใจไปแล้วยังไงก็ต้องเดินตาม แม้ว่ามันจะผิดจะถูกในความรู้สึกก็ตาม เพราะบางทีสิ่งที่แปลกแหวกแนว อาจเป็นสิ่งที่คนอื่นไม่ได้คิด ซึ่งถ้าคุณแค่เดินตามเขาคุณอาจจะไม่ชนะเขาก็ได้ ในเรื่องการทำงานผมเน้นหลักสองประการนี้แหละครับ”

เมื่ออาทิตย์ส่องแสงเจิดจรัส

คนทุกคนย่อมประสบปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น บางครั้งอาจจะท้อได้ แต่อย่าถอย กำลังใจนั้นสำคัญที่สุด การหากำลังใจให้ตัวเองต่อสู้อุปสรรคก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจเช่นกัน ในวันที่เจออุปสรรคคุณอาทิตย์ก็ต่อสู้จน CCP กลายเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของเมืองไทยในปัจจุบัน

“ถ้าพูดถึงปัญหา คนเราต้องเจอปัญหาหรืออุปสรรคทุกวัน ใหญ่บ้างเล็กบ้าง โดยส่วนตัวผมมองทุกปัญหาว่าสามารถแก้ไขได้ ถ้าเป็นเรื่องที่ใหญ่ถึงขั้นวิกฤติเลย บริษัทเคยมีปัญหาด้านการเงินครั้งใหญ่ เราก็ต้องมานั่งวิเคราะห์กันว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร อาจเป็นเพราะเราเอาเงินระยะสั้นมาใช้กับสิ่งที่คืนทุนระยะยาว ประมาทตลาดมากเกินไป คิดว่าเงินที่ไหลเวียนจะดีแบบนี้ตลอดไป ครั้งนั้นบทเรียนทำให้เรารู้ว่า ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงเร็ว และไม่อนิจจัง คือสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สิ่งที่ไม่แน่นอนคือสิ่งที่แน่นอนที่สุด คุณจะต้องเตรียมแผน 1 แผน 2 เอาไว้เสมอ เพราะต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้ ทำจนเป็นเรื่องปกติ เราก็จะมีแผนสำรองเพื่อแก้ปัญหาเสมอ

“เมื่อเจออุปสรรคผมจะทำให้ถึงที่สุดก่อนครับ แต่ถ้าถึงขีดสุดแล้วยังแก้ปัญหาไม่ได้ผมจะพักไว้ก่อน พาครอบครัวไปเที่ยวเพื่อให้ผ่อนคลาย บางทีไอเดียหรือหนทางแก้ไขปัญหาอาจจะผุดมาในตอนที่เราโล่งที่สุดก็เป็นได้

“ในธุรกิจก่อสร้าง หรือวัสดุก่อสร้าง เศรษฐกิจในช่วงนี้วงจรนั้นสั้นลงมาก มีสิ่งใหม่มาแทนสิ่งเก่าตลอดเวลา ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นเร็วมาก อย่างเรื่องของการสื่อสารและการขนส่งการจราจรที่สะดวกขึ้นมาก ทำให้คู่แข่งเข้ามาง่าย ไปง่าย เราขยายไปชนคู่แข่งก็ง่ายขึ้น เป็นดาบสองคมตลอดเวลา บริษัทเราเลยดูเรื่อง Overhead และความยืดหยุ่นเป็นหลัก อย่างถ้าเราลบค่าฟิกซ์คอร์ส Overhead ให้ต่ำลงได้ เราก็จะสามารถจมกับสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ดีได้นานขึ้น ไม่ต้องขวนขวายหาสิ่งมาซัพพอร์ตตรงนี้ได้มากขึ้น ความเสี่ยงเราก็น้อยลง ไม่พร้อมจะขายหรือไม่พร้อมสภาพแวดล้อมไม่พร้อมจะเสี่ยงเราก็ยังไม่ต้องทำ สองเนื่องจากลูกค้าและตลาดมีความเปลี่ยนแปลงความต้องการเร็ว ไลน์ผลิตของเราก็ต้องมีความยืดหยุ่น มีตัวเลือกหลากหลายและสามารถกระจายความเสี่ยงได้

“แนวโน้มของตลาดตอนนี้ค่อนข้างชัดเจน อย่างแรกเรื่องแรงงาน อย่างที่สองคือเรื่องเวลา อย่างที่บอกความไม่แน่นอนเกิดขึ้นตลอดเวลา ยิ่งคุณมีแผนที่ใช้เวลามากเท่าไหร่ ความไม่แน่นอนตามแผนที่ตั้งไว้ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น เพราะฉะนั้นทุกอย่างจะต้องสั้น ต้องไว ยกตัวอย่าง Real Estate บ้านหรือคอนโดที่เขาขายหมดก่อนการรัฐประหารกับหลังรัฐประหารเนี่ย ผลเป็นหน้ามือกับหลังมือเลยครับ อาจจะต่างกันแค่ไม่กี่เดือน คนนึงขายหมดก่อนรัฐประหาร แต่อีกคนอาจคาบเกี่ยวมาสองเดือน ผลออกมาต่างกันเยอะมาก ทุกธุรกิจต้องปรับตัวเรื่องการบริหารความเสี่ยง และเรื่องของเวลา ยิ่งยืดเวลาออกไปอาจมีปัจจัยอื่นที่ทำให้กลไกตลาดเปลี่ยน คือถ้ายิ่งทำให้เวลามันสั้นลงได้จากปกติการก่อสร้างใช้เวลาประมาณ 8 เดือน พอเปลี่ยนมาใช้ Precast อาจจะเหลือแค่ 3 เดือน ความเสี่ยงอาจจะน้อยลงมหาศาล เราไม่รู้หรอกครับว่าจะมีผลกระทบใดที่จะเข้ามาทำให้ธุรกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในช่วงเวลานั้น ๆ การลดความเสี่ยงจากเวลาที่สั้นลงบางครั้งอาจชี้เป็นชี้ตายธุรกิจได้เลยครับ

“ผลิตภัณฑ์ของ CCP เป็นธุรกิจที่เกิดจากการหล่อคอนกรีต ฉะนั้นนวัตกรรมที่เหนือคู่แข่ง ต้องบอกตรง ๆ ว่าไม่มีครับ แต่เราจะได้เปรียบคนอื่นตรงที่เรามีสินค้าให้เลือกหลากหลายมากกว่า จะหล่อแห้ง, หล่อเปียก, Prestressed, Post Tension, ปั้มขึ้นรูป เราทำได้ทั้งหมด การทำได้ทุกอย่างดีอย่างไร คือคู่แข่งของเรายังไม่สามารถทำได้ครบวงจรเหมือนอย่างที่เราทำ การที่เรามีความหลากหลายก็เลยตอบโจทย์เรื่องที่ว่า ถ้าลูกค้ามีโจทย์ว่าอยากได้ Precast สำเร็จรูปสักชิ้น เราตอบโจทย์การทำได้ทุกประเภท ทำให้เรามีโอกาสชนะคู่แข่งสูงกว่า เพราะเรามีวิธีการผลิตครบวงจร สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ดี ได้เร็ว และแข็งแรงที่สุดตามที่เขาเลือก

“ในรอบสิบปีมานี้ต้องยอมรับว่าคู่แข่งเราเยอะขึ้น และโรงปูนใหญ่ ๆ ก็ทำตลาดขยายตรงนี้เพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่เราก็คาดการณ์และแก้ปัญหานี้ไว้แล้ว โดยการร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นโรงปูนรายหนึ่งครับ ถ้าในไลน์ของ Precast เรายังได้เปรียบรายอื่นอยู่ครับ”

อาทิตย์แรกแย้ม

คุยเรื่องธุรกิจและแง่คิดการทำธุรกิจกันไปพอสมควรแล้ว ขอย้อนเวลากลับไปทำความรู้จักกับ ด.ช.อาทิตย์ กันบ้างว่าเขาถูกบ่มเพาะมาอย่างไรจนเป็นนักธุรกิจที่เก่งและประสบความสำเร็จในปัจจุบัน

“ผมเป็นลูกชายคนโต ในบรรดาพี่น้อง 3 คน ตอนที่คุณพ่อก่อตั้งชลบุรีกันยง เป็นช่วงที่ผมเกิดพอดี ผมจำได้ว่าร้านขายวัสดุร้านแรกเป็นร้านเล็ก ๆ อยู่แถวขนส่งชลบุรี ผมมักจะไปเล่นกองทรายเป็นประจำ จนอยู่มาวันหนึ่งคุณพ่อก็พาเราย้ายบ้านมาอยู่ที่ชลบุรีกันยงในปัจจุบัน บริเวณแยกคีรี ตอนนั้นเป็นทุ่งนาอยู่เลยครับ และเราก็ค่อย ๆ ซื้อที่ขึ้นมาจนติดถนน ทุกวันนี้คือตึกชลประทีปครับ

“ผมเป็นเด็กไม่ซนเท่าไหร่ครับ จำได้ว่าโดนตีแค่ครั้งเดียวเพราะแกล้งน้อง ตอนเด็กผมไม่ดื้อครับ คุณพ่อมาบ่นว่าดื้อตอนโตตอนมาบริหารงานนี่แหละครับ เป็นเด็กเรียนไม่เก่งมาก กลาง ๆ ครอบครัวไม่ลำบาก มีกินมีใช้เรื่อย ๆ มีมั่งแต่ไม่ได้มั่งมีครับ แต่เราก็ทำงานตั้งแต่เด็กเพื่อแลกค่าขนมนะครับ คุณพ่อมักสอนด้วยการกระทำครับ ท่านสอนให้เรียนรู้กับการเตรียมตัวตลอดเวลา ไม่มีอะไรร้อยเปอร์เซ็นต์ บางวันร้านขายดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ความไม่แน่นอนคือสิ่งที่ต้องเจอ เตรียมตัวรับสภาพที่แย่ที่สุดให้ได้

“ความซื่อสัตย์ และสัจจะคือสิ่งที่ผมเห็นมาตลอด แต่ก็ทำให้ผมเรียนรู้อีกว่าอย่าเพิ่งรับปากอะไรใครให้เร็วเกินไป ต้องหาข้อมูลก่อน ในทางกลับกันก็ต้องระวังเรื่องการรับปากด้วย ตอนเด็ก ๆ ผมเรียนที่อนุบาลชลบุรี มัธยมต้นเรียนที่สาธิตบางแสน (ตอนนี้คือสาธิต ม.บูรพา) มัธยมปลายเข้ามาเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่กรุงเทพ ปริญญาตรีเรียนบัญชีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และไปต่อปริญญาโท MBA สาขาการเงิน มหาวิทยาลัย Clark ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังกลับมาผมก็ขอที่บ้านไปเรียนภาษาจีนที่ประเทศจีนอีกหนึ่งปี แล้วถึงกลับมาทำงานครับ เริ่มทำงานจริงจังตอนอายุ 24 ปี พอทำงานถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เราไปเรียนมาใช้ในชีวิตการทำงานจริงได้น้อยมาก เราต้องเรียนรู้จากการใช้ชีวิตจริงโดยเอาเบสิกจากการเรียนมาปรับใช้ครับ

“จุดหมายของผมก็คือคุณพ่อ ท่านจบการศึกษาชั้น ป.4 แต่สามารถทำให้ CCP เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ ผมเองเรียนจบ MBA ก็เลยมีความคิดว่าผมจะทำให้บริษัทไปไกลได้ขนาดไหน นี่คือสิ่งที่ทำให้เราต้องแซงให้ได้

“ผมยังบอกไม่ได้ว่าตอนนี้ผมประสบความสำเร็จแล้วหรือยัง เพราะชีวิตมักมีบททดสอบเสมอมา เราอาจเคยเจอเรื่องที่ยาก ๆ แต่ก็ผ่านมาได้ วันหน้าเราอาจเจอที่ยากกว่าก็ได้ แต่ผมก็เชื่อว่าเราจะผ่านมันได้อีกเช่นกัน ฉะนั้นผมอยากให้ทุกคนที่ท้อแท้หรือประสบปัญหาให้ลองมองย้อนกลับไปดูวันที่เราเคยกลุ้มแต่เราก็ผ่านมาได้ วันนี้ถ้าเราผ่านมันได้เราก็จะมองย้อนกลับไปว่าเรื่องวันนี้ยากกว่าอีก ผมว่าเรื่องอุปสรรคมันไม่มีอะไรที่สุดหรอก แค่คุณใส่ใจหรือเจ็บปวดกับมันในวันนี้เท่านั้นเอง เป็นกำลังใจให้คนทำธุรกิจทุกท่านครับ”

 

TEXT : aumlove 
PHOTO : 
Nutchanun Chotiphan

Back Issue