PASSION RIDERS - ดอม เหตระกูล

interview

เมื่อล้มลงจงลุกขึ้นใหม่และเดินหน้าต่อไป

เราทุกคนต่างเป็นฟันเฟืองชิ้นหนึ่งในสังคม บ้างเป็นเฟืองชิ้นเล็ก บ้างเป็นชิ้นใหญ่ หาให้เจอว่าเราเป็นเฟืองแบบไหนแล้วทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด นี่คือแนวความคิดในการใช้ชีวิตจากผู้ชายที่เป็นทั้งนักธุรกิจและนักแสดงชื่อดัง คุณดอม เหตระกูล

หลายคนคงนึกถึงภาพของเขาในบทบาทนักแสดงมากฝีมือมีเพียงส่วนน้อยเท่าที่นั้นที่ทราบว่าผู้ชายคนนี้เป็นทายาทรุ่นที่สามของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่างเดลินิวส์ ปัจจุบันนอกจากอาชีพนักแสดง คุณดอม เหตระกูล มีอีกหนึ่งบทที่น่าสนใจไม่แพ้กันเขาเริ่มทำธุรกิจจากความชอบส่วนด้วยการเปิดบริษัทนำเข้ารถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์แบรนด์ดังจากประเทศอังกฤษและอิตาลีด้วยความคิดที่ต้องการสร้างฐานะด้วยความสามารถของตัวเอง

ตอนนี้ทำธุรกิจอะไรบ้าง?
“ผมรับงานแสดงกับประกอบธุรกิจส่วนตัวเป็นหลักครับ ผลงานการแสดงล่าสุดคือเรื่องสายรักสายสวาท รับบทหม่อมเจ้าเกียรติก้อง ศุภคุณ ออกกาศตอนแรกวันที่ 24 เมษายน ทางช่อง ONE ส่วนงานธุรกิจ ตอนนี้ผมทำธุรกิจการนำเข้ารถจักรยานยนต์แบรนด์ Triumph ในนามบริษัท บริทไบค์ จำกัด กับแบรนด์ MV Agusta ในนามบริษัท มอเตอร์ไซเคิล คิงดอม จำกัด ครับ

“เหตุผลที่เลือกทำธุรกิจตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานยนต์เพราะผมชอบจักรยานยนต์ครับ ช่วงวัยเด็กระหว่างทางไปกลับบ้านและโรงเรียน คุณพ่อคอยให้คนขับรถคอยไปรับส่งผมเป็นประจำ และบ่อยครั้งที่ผมต้องทำการบ้านบนรถยนต์เพราะรถติดมาก จนมีอยู่วันหนึ่งระหว่างที่รถติด เมื่อมองออกไปนอกกระจกรถ ผมเห็นรถจักรยานยนต์สามารถเคลื่อนตัวในสภาวะรถติด เห็นความสะดวกสบายในการขับขี่ ทำให้เริ่มรู้สึกชอบ จนกระทั่งได้มีโอกาสทำงานในวงการบันเทิงผ่านการประกวดหนุ่มแพรว ผมเริ่มศึกษาเรื่องจักรยานยนต์เพิ่มมากขึ้น หลังจากทำงานได้ระยะหนึ่งจึงตัดสินใจซื้อ Harley Davidson นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมเข้าสู่วงการรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ มันเป็นความชอบเป็นความสุขที่ผมพร้อมทุ่มเทให้ สำหรับผมรถจักรยานยนต์คือลูกชายเวลาผมขับรถออกไปข้างนอก มีคนมามองรถเรา มีคนมาเอ็นดูรถของเรา ในฐานะคนเป็นพ่อมันรู้สึกภูมิใจครับ

“การอยู่ในแวดวงรถจักรยานยนต์ทำให้ผมได้รับการทาบทามให้ร่วมงานกับแบรนด์ Ducati เมื่อทำงานร่วมกับแบรนด์ ผมได้เห็นเรื่องของเทคโนโลยีของรถที่มีการพัฒนา เห็นเรื่องราวของรถเห็นการบริหารจัดการ จุดนี้ทำให้เริ่มสนใจเรื่องธุรกิจ ผมอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เกิดการรวบรวมข้อมูล ปรึกษาเรื่องการบริหารธุรกิจกับคุณพ่อ ก่อนเริ่มทำผมมีแบรนด์รถที่สนใจอยู่ 2 แบรนด์คือ KTM กับ Triumph ผมนำเรื่องนี้ไปปรึกษาคุณพ่อและได้รับคำแนะนำว่า KTM เป็นรถที่มีสมรรถนะสูง แต่ว่ารถของเขามันเป็นสไตล์วิบากคนไทยไม่คุ้นเคยกับรถสไตล์นี้ ส่วน Triumph คุณพ่อไม่เคยขับรถจักรยานยนต์แต่ท่านรู้จักรถแบรนด์นี้ ท่านบอกว่าคนไทยชอบรถที่มีความสมดุลซึ่งตรงกับลักษณะของรถ Triumph แบรนด์นี้จึงเหมาะสำหรับการทำธุรกิจมากกว่า ผมจึงตัดสินใจเลือกทำธุรกิจนำเข้ารถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์กับแบรนด์ Triumph บริษัทเปิดกิจการครั้งแรกช่วงปีพ.ศ.2550 และในปีแรกผมสามารถนำรถเข้ามาขายได้จำนวน 34 คัน ราคาเริ่มต้นประมาณ 510,000 บาทต่อคัน แม้ว่ายอดขายที่เกิดขึ้นไม่ได้มากมาย แต่มันเป็นการพิสูจน์ตัวเองในฐานะเจ้าของธุรกิจ ซึ่งผมสามารถทำได้ครับ”

ลูกค้าของ Triumph คือกลุ่มไหน?
“ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ Triumph ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ต้องการรถที่ขับขี่ง่าย ไม่ซับซ้อน ต้องการรถที่มีคุณภาพ Triumph สามารถตอบสนองเรื่องนั้นได้ ไม่มีความซับซ้อนในเชิงวิศวกรรม ผู้ขับสามารถทำความเข้าใจได้ง่าย สิ่งที่ผู้ขับขี่เขาสนใจคือเรื่องทั่วไป เช่นการขับขี่แบบใส่หมวกเปิดหน้า ใส่แจ็คเก็ต ใส่แว่นตา แต่งตัวเท่ขับรถไปทำงาน ที่เมืองนอกคนที่มีอาชีพเกี่ยวกับศิลปะ เช่น อาชีพคอมพิวเตอร์กราฟิก ดีไซเนอร์ ช่างภาพมัณฑนากร ศิลปิน กลุ่มคนเหล่านี้จะเลือกขี่รถจักรยานยนต์เป็นส่วนใหญ่ เป้าหมายของแบรนด์ Triumph จึงเป็นกลุ่มคนที่มีความเป็นศิลปิน เพราะทางแบรนด์มีรถหลายรูปแบบให้เลือก และไม่ได้มีเพียงกลุ่มลูกค้าผู้ชายที่เลือกรถแบรนด์นี้ เพราะว่าขนาดของรถไม่ใหญ่จนเกินไป ทำให้กลุ่มลูกค้าผู้หญิงที่สนใจรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ สามารถเลือกรถจากแบรนด์ Triumph ไปขับขี่ได้ครับ

“จุดเริ่มต้นของ Triumph คือเป็นรถคลาสสิก ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้ทางบริษัท มีรถครบโมเดล รถจักรยานยนต์ Triumph จึงถูกมองข้ามไป จนกระทั่งกลุ่มผู้ผลิตเริ่มปรึกษากันถึงเรื่องของการทำให้รถจักรยานยนต์สามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น จึงมีการบรรจุเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้าไป เช่น ระบบเบรก ABS ระบบ Tracking Control การป้องกันการลื่นไหลเวลาที่ผู้ขับขี่เปิดคันเร่งเยอะเกินไปทำให้คาแรคเตอร์รถคลาสสิกธรรมดาของ Triumph ต่างจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิงปัจจุบันรถ Triumph ยังคงความเป็นรถคลาสสิกเอาไว้ เพิ่มเติมด้วยงานดีไซน์ดีขึ้นมีรายละเอียดชิ้นงานดีขึ้น มีเทคโนโลยีที่ดีขึ้น มีอุปการณ์ครบครัน เช่น แทร็คชั่นคอนโทรล ครูซคอนโทรล สปอตไลท์ มีทุกอย่างใกล้เคียงกับรถยนต์ แต่ยังคงเป็นรถที่ขับขี่ง่าย ให้ความรู้สึกเหมือนกันกำลังขับรถโบราณ แบรนด์ Triumph จึงกลายเป็นตัวเลือกแรกของกลุ่มคนที่สนใจรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ครับ

“ปัจจุบันนอกจากรถแบรนด์ Triumph ที่ผมขับขี่และทำธุรกิจด้วย ตอนนี้ลูกรักคันใหม่ของผมคือแบรนด์ MV Agusta ข้อดีของทั้งสองแบรนด์คือเป็นธุรกิจครอบครัว เหมือนผมที่โตมากับธุรกิจครอบครัว การเจอผู้บริหารของทั้งสองแบรนด์ทำให้ผมเข้าใจวิธีการบริหารธุรกิจของแต่ละครอบครัวนั้นต่างกัน การให้ความสำคัญของผลิตภัณฑ์แตกต่างกันแบรนด์ Triumph มียอดการผลิตรถมอเตอร์ไซด์ค่อนข้างเยอะ แตกต่างกับแบรนด์ MV Agusta ที่มียอดการผลิตค่อนข้างต่ำมาก การได้ทำธุรกิจกับ MV Agusta จึงถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะในแต่ละปีทางบริษัทมียอดผลิตรถอยู่ประมาณ 6,000 คันเท่านั้นทางแบรนด์เขาเน้นขายดีไซน์ เสียงเครื่องยนต์และลายเส้น มีการผลิตรถรุ่นพิเศษจำนวนจำกัด มีเลขนับเบอร์อยู่บนแผงคอรถ มันเป็นการตลาดที่น่าสนใจสำหรับกลุ่มลูกค้าครับ”

ความรู้สึกวันแรกที่ได้สัมผัสการขี่บิ๊กไบค์?
“ผมทำงานเก็บเงินในวงการบันเทิงระยะหนึ่งและซื้อ Harley Davidson ตอนนั้นราคารถค่อนข้างแพงพอสมควรทำให้ผมรู้สึกแปลกเวลาขับ รถคันแรกทำให้เรามีเพื่อนใหม่ ได้เจอกลุ่มคนที่มีความชอบเหมือนกัน ผมมีความสุขกับสิ่งที่ทำการขับขี่รถจึงเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต เสน่ห์ของรถจักรยานยนต์มันเพิ่มมากขึ้นตามกาลเวลา เพราะรถมีการพัฒนา มีวิวัฒนาการของมัน เทคโนโลยีมีการปรับเปลี่ยน ทุกครั้งที่เห็นรถคลาสสิกในงานมอเตอร์โชว์ มันทำให้ผมรำลึกถึงความหลังอยู่เสมอว่ารถรุ่นนี้เราเคยขับ รถรุ่นนี้เราเคยเห็นในนิตยสาร เราเห็นโมเดลรถรุ่นเก่า ได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอกันมานานภายในงานมันเป็นความรู้สึกเดียวกับตอนที่เรารื้อบ้านแล้วเจอ Sony Walkman เจอเทปคาสเซ็ท เจอแผ่นซีดีเจอแผ่นเสียง มันคือเพื่อนเก่าของเรา ทุกวันนี้รถจักรยานยนต์กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผม ผมทำธุรกิจนำเข้ารถ มันกลายเป็นข้อผูกมัดทำให้ผมยังอยู่ตรงนี้ ความชอบของผมมาไกลเกินกว่าที่จะหันหลังให้กับมันได้ในตอนนี้ระยะที่ผ่านมานับจากวันแรกที่เข้ามาอยู่ในวงการรถจักรยานยนต์จนถึงปัจจุบัน มันกลายเป็นเรื่องของคำมั่นสัญญาที่ผมให้ไว้กับตัวเอง ว่าเราจะดูแลตัวเอง เราออกกำลังกาย เพื่อประคับประคองตัวเองให้สามารถขับขี่รถไปได้เรื่อย ๆ ครับ”

ปัจจุบันมีบิ๊กไบค์จำนวนกี่คัน?
“ปัจจุบันผมมีรถจักรยานยนต์บิ๊กไบค์ประมาณ 8-9 คัน ถ้านับช่วงเวลาประมาณ 15 ปีที่ผมอยู่ในแวดวงรถจักรยานยนต์ เทียบกันนักสะสมคนอื่นจำนวนรถที่ผมมีอยู่ถือว่าน้อยมากครับ รถแต่ละคันมีลักษณะการใช้งานไม่เหมือนกัน รถที่ขับอยู่เป็นประจำมี 3 คันครับมี Triumph Rocket III, Triumph Street Scrambler และ MV Agusta F4 โดยแต่ละคันที่ผมขับขึ้นอยู่กับวิธีการใช้งานที่แตกต่างกันไปตามสไตล์รถครับ”

บทบาทที่มีต่อกิจการหนังสือพิมพ์เดลินิวส์?
“อย่างที่ทุกคนทราบกันดี เหตระกูล เป็นครอบครัวใหญ่ ประกอบธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์มาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ครอบครัวผมจึงมีพื้นฐานทางด้านธุรกิจค่อนข้างแน่นหนา แต่ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะถูกโฉลกกับเรา ผมจึงเลือกประกอบอาชีพเป็นนักแสดง พยายามสร้างฐานะให้ตัวเองออกมาอยู่นอกกรอบของครอบครัว หน้าที่การบริหารงานหนังสือพิมพ์เดลินิวส์จึงเป็นของคุณพ่อ แม้ว่าสิ่งที่ผมทำมันอาจไม่ได้ประสบความสำเร็จในเรื่องรายได้ที่มากมาย แต่มันถือเป็นโอกาสที่ดีทีทำให้ผมได้เริ่มต้นลงมือทุกอย่างด้วยตัวเองครับ”

มุมมองของคุณดอมที่มีต่อสื่อมวลชน?
“ผมเติบโตในครอบครัวที่ประกอบธุรกิจในแวดวงสื่อ คุณพ่อเคยให้คำแนะนำไว้ว่า เรามีฐานะเป็นสื่อการนำเสนอเรื่องราวทางการเมืองเปรียบเสมือนการมีส่วนในการขับเคลื่อนทางการเมือง ทั้งของฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านฝ่ายเสื้อหลากสี และอื่น ๆ เราไม่สามารถเลือกนำเสนอเรื่องราวเพียงแค่ฝ่ายเดียว ทุกฝ่ายต่างมีเหตุผลในทิศทางการขับเคลื่อนของเขา หน้าที่ของเราจึงเป็นการนำเสนอความคิดเห็นของทุกฝ่ายลงในหน้าหนังสือพิมพ์ เลือกนำเสนอเรื่องราวบนเงื่อนไขที่แตกต่างกันของแต่ละฝ่าย ปราศจากอคติส่วนตัวนี่คือเส้นทางที่เราเลือกปฏิบัติ วางตัวเป็นกลางตราบเท่าที่เรามองเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เหมาะและเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านครับ”

ในขณะที่นิตยสารได้รับผลกระทบจากการเติบโตของสื่อออนไลน์ นสพ. ได้รับผลกระทบอย่างไร?
“ส่วนที่เหมือนกันระหว่างหนังสือพิมพ์กับนิตยสารคือการขายเรื่องราว ส่วนที่แตกต่างกันที่คือเงื่อนไขของเวลาหนังสือพิมพ์เป็นเรื่องราวรายวัน หรือรายสัปดาห์ ส่วนนิตยสารเป็นเรื่องราวที่ถูกรวบรวม ผ่านการกลั่นกรองและความคิดสร้างสรรค์มากมาย จนกลายเป็นเรื่องราวรายปักษ์รายเดือน เรื่องผลกระทบผมคิดว่าหนังสือพิมพ์กับนิตยสารได้รับเหมือนกันในเรื่องของคุณภาพงาน ทีมงาน การพิมพ์สิ่งเหล่านี้ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง ทุกวันนี้เราสามารถเข้าถึงเรื่องราวข่าวสารรอบตัวได้ง่ายขึ้น สะดวกและรวดเร็วขึ้น ทำให้พฤติกรรมคนอ่านพลอยเปลี่ยนไปด้วย จากเดิมที่เคยอ่านผ่านหนังสือก็เปลี่ยนมาเป็นแท็บเล็ต ผลกระทบมันส่งไปถึงวงการนักเขียน สังเกตได้จากจำนวนนักเขียนหน้าใหม่ที่มีน้อยลงผลงานคุณภาพเริ่มมีน้อยลง เพราะว่าเราอ่านกันน้อย ข้อมูลและประสบการณ์ที่มีทำให้คุณภาพของชิ้นงานน้อยตาม ลีลาการเขียนหรือการบรรยายเริ่มลดน้อยลง สิ่งเหล่านี้ทำให้นิตยสารอยู่ไม่ได้ เพราะเป็นราวของความสร้างสรรค์ เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างให้นักเขียนหน้าใหม่สร้างผลงาน ส่วนหนังสือพิมพ์ยังมีข่าวรายวัน มีบทละคร บทโทรทัศน์ที่ถูกส่งมาตีพิมพ์อยู่ประจำ ทำให้สามารถอ่านได้ทุกวันผลกระทบที่หนังสือพิมพ์ได้รับจึงน้อยกว่าครับ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ผมทราบเพียงว่ากำไรที่ได้รับลดลง ส่วนเรื่องของการบริหารแน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต้องมีการพูดคุยถึงแผนการทางธุรกิจอาจมีการพูดคุยถึงความจำเป็นของการปรับเปลี่ยนสื่อสิ่งพิมพ์ไปเป็นสื่อออนไลน์ พอพูดถึงสื่อออนไลน์มันมีเรื่องของโปรดักชั่น เรื่องของทีวีดิจิตอล ทีวีออนไลน์ เรื่องตรงนี้ผมไม่ทราบรายละเอียดโดยตรง เพราะผมไม่ได้มีส่วนในการบริหารงาน เป็นเรื่องของคุณพ่อกับผู้บริหารครับ”

มาเรื่องครอบครัวบ้าง ในฐานะพ่อ คุณเป็นคุณพ่อแบบไหน?
“ผมเป็นลูกชายคนโต ทำให้มีข้อห้ามข้อจำกัดจากคุณพ่อค่อนข้างเยอะมีหลายครั้งที่เรารู้สึกอึดอัด พอเราโตขึ้นมีครอบครัวมีลูก ผมอยากให้ลูกได้ลองทำอะไรที่เขาชอบ ปัจจุบันผมมีลูกสาวหนึ่งคนครับ ชื่อน้องดมิสาอายุ 12 ขวบ เขาเป็นเด็กโตตามวัย ผมเลือกลงทุนให้ลูกได้เรียนโรงเรียนอินเตอร์ เพราะเราอยากให้เขาอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี บรรยากาศที่ดี เป็นพื้นที่ที่ช่วยอำนวยให้เขาได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ผมไม่เคยได้ยินลูกบ่นว่าไม่อยากไปโรงเรียนเลยครับ ส่วนวิธีการเลี้ยงดู เขายังเป็นเด็กเลยทำให้มีระเบียบวินัยค่อนข้างน้อย เรื่องแบบนี้ผมไม่สามารถบังคับเขาได้ ทำได้เพียงคอยบอกคอยสอนเขา แต่สิ่งหนึ่งที่ผมยอมไม่ได้คือการที่ลูกทำตัวไม่เหมาะไม่ควร ต้องมีการตักเตือนให้เขาเข้าใจว่าสิ่งที่ทำอยู่มันไม่เหมาะสมอย่างไร สำหรับลูกเขาสนิทกับคุณแม่มากกว่าผม งานที่ทำอยู่ทำให้ผมกับลูกค่อนข้างห่างกันความห่างทำให้เกิดช่องว่าง ผมเลือกใช้สิ่งนี้สร้างพื้นที่ความเป็นพ่อให้ตัวเอง เราสามารถดุเขาได้ พูดให้เขารับฟัง สอนให้เขามีความรับผิดชอบ มีระเบียบ และเราต้องพร้อมสำหรับการเรียนรู้สึกต่าง ๆ ร่วมไปกับเขา ผมปรับเปลี่ยนวิธีดูแลเขาไปตามช่วงเวลาและสถานที่ ผมเลี้ยงลูกในแบบที่เขาเป็นมากกว่าเลี้ยงในแบบที่เราอยากให้เป็นผมมีหน้าที่คอยช่วยปกป้องเขาจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เป็นกรอบที่คอยคุ้มกันดูแลเขา เอาตัวเองไปอยู่ใกล้เขาให้เราเข้าใจในสิ่งที่เขามองเห็น ไม่ใช่ทำให้เขาเข้าใจในสิ่งที่เรามองเห็น เพราะเขายังเด็กครับ”

ในฐานะลูกชายคนโตของกิจการหนังสือพิมพ์คุณดอมเติบโตขึ้นมาแบบไหน?
“เด็กชายดอม เหตระกูล เป็นคนตัวเล็ก ขี้น้อยใจขี้อาย เป็นลูกชายคนโตของคุณพ่อคุณแม่มือใหม่มีคนคอยดูแล อยู่ในกรอบของครอบครัว ช่วงมัธยมต้นคุณพ่ออยากให้ผมมีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้นเลยจัดการส่งผมไปเข้าค่ายสร้างสรรค์ที่ประเทศอังกฤษช่วงปิดเทอม พอกลับถึงประเทศไทย ผมเลือกเรียนกีฬาเทควันโด เพราะเป็นและศิลปะป้องกันตัวผมมีโอกาสลงแข่งขันกีฬาเทควันโดประเภทมือสมัครเล่นอยู่สองปีเมื่อขึ้นมัธยมปลาย คุณพ่ออยากให้เราตั้งใจเรียนเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าในระดับอุดมศึกษาต่อ ผมสอบติดคณะบริหารธุรกิจ ภาคภาษาอังกฤษ โครงการวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ชีวิตช่วงมหาวิทยาลัยเป็นช่วงที่ผมเริ่มรู้เรื่องราวของโลกเพิ่มมากขึ้น เริ่มหกล้มผิดพลาด ผมเก็บเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นประสบการณ์ชีวิต คอยสอนตัวเองว่าถ้าเราล้มเราต้องลุก ปัจจุบันจากเด็กชายเป็นนายดอม เป็นคนที่แข็งแรงขึ้น ผ่านประสบการณ์ชีวิตมากมาย แต่ยังคงเป็นคนขี้อาย ขี้น้อยใจเหมือนเดิมผมมีพื้นที่เล็ก ๆ ของตัวเอง เช่น ขับมอเตอร์ไซด์ อ่านหนังสือออกกำลังกาย กิจกรรมเหล่านี้ทำให้ผมสุงสิงกับคนกลุ่มเล็ก ๆทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ผมเป็นคนพูดไม่เก่ง และไม่ได้มีเรื่องความสำเร็จในชีวิตให้พูดมากมาย งานแสดงกับธุรกิจของผมยังต้องเดินหน้าต่อไปอีกไกล ต้องพัฒนาตนเองให้มากขึ้น นี่คือสิ่งที่ผมเป็นอยู่ในปัจจุบันครับ”

ความสุขของคุณในตอนนี้คืออะไร?
“ความสุขของผู้ชายชื่อดอม เหตระกูล คือ การเห็นคนในครอบครัว คนรอบข้างมีความสุขเห็นรอยยิ้ม ความสุขของพวกเขาทำให้ผมกินอิ่มนอนหลับครับ ถ้าครอบครัวมีความทุกข์ มันเป็นเรื่องใหญ่สำหรับผมมาก ส่วนคนรอบข้างเวลาเขามีความทุกข์ เขาต้องการคำปรึกษาจากเรา ผมยินดีให้คำปรึกษานะ ผมมีความสุขกับการได้พูดคุยกับคนอื่นทำให้เราได้มองเห็นปัญหาของเขา มองเห็นวิธีแก้ปัญหาที่เราอาจนำมันไปใช้ได้ในอนาคต อย่างผมกับภรรยา ความแตกต่างเรื่องเพศทำให้เราต่างกันอีกหนึ่งความแตกต่างคือผมเป็นคนขี้น้อยใจ ส่วนภรรยาของผมเป็นคนมีความมั่นใจสูง ความแตกต่างทำให้เราเข้าใจกัน เรียนรู้ซึ่งกันและกันเราต่างรักในสิ่งที่อีกคนเป็น สิ่งที่เกิดขึ้นในครอบครัวทำให้ผมมีกำลังใจในการทำงานมีเป้าหมายที่ดีในชีวิต ทำให้ผมสามารถแก้ไขปัญหาที่เข้ามาได้ครับ”

ฝากถึงคนที่ชื่นชอบและมองคุณดอมเป็นแบบอย่าง?
“การใช้ชีวิตเป็นธรรมดาที่ต้องเจอกับปัญหาครับ แต่เมื่อผ่านมันไปได้ เรื่องยากที่เกิดขึ้นมันจะกลายเป็นเรื่องของเมื่อวาน เมื่อล้มลงจงลุกขึ้นใหม่ เดินหน้าต่อไป เรียนรู้ข้อผิดพลาดของตัวเอง บอกตัวเองว่าอย่าถือทิฐิ หลายคนออกวิ่งด้วยความคิดที่ว่าเรามีความสามารถ บางคนวิ่งจนขาเจ็บ ทั้งที่บางอย่างในชีวิตเราเอาชนะมันได้เพียงช่วงแรกเท่านั้นคุณวิ่งมาราธอนได้แต่คุณวิ่งรอบโลกไม่ได้ เราเป็นเพียงฟันเฟืองตัวหนึ่งในสังคมเป็นเฟืองตัวเล็กที่วางอยู่ใกล้กัน หมุนไปทางเดียวกันบ้าง สวนทางบ้าง ทุกคนมีหน้าที่ของตัวเอง จงทำงานทำหน้าที่ของตัวเองไปพร้อมกับคนอื่นด้วยความเข้าใจ สิ่งที่เกิดขึ้นจะช่วยให้ทุกอย่างเดินไปข้างหน้าด้วยความสำเร็จ หาให้เจอว่าเราเป็นฟันเฟืองแบบไหน เมื่อไม่รู้จงสอบถามผู้รู้ ค้นคว้า หาความรู้ เมื่อรู้จงถ่ายทอดให้คนอื่นได้รับรู้ ส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนอื่น เป็นทั้งผู้รับและผู้ให้สร้างสมดุลให้กับตัวเองถ้าทำได้คุณจะมีความสุขครับ”

"ผมเก็บเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กลายเป็นประสบการณ์ชีวิต คอยสอนตัวเองว่าถ้าเราล้มเราต้องลุก"

TEXT : Aumlove & Madpool
PHOTO : Pornsarun Soithong

Back Issue